"Persist” แปลว่า

คำว่า “Persist” ในภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักๆ ว่า “คงอยู่”, “ยืนกราน”, “ยืนหยัด” หรือ “แน่วแน่” ค่ะ เป็นคำที่ใช้บรรยายถึงการกระทำหรือสถานการณ์ที่ดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ยอมหยุดหรือล้มเลิกไปง่ายๆ แม้จะเผชิญกับอุปสรรคหรือความยากลำบากก็ตาม

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Persist” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อเราพยายามทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จ เราก็ต้อง “persist” หรือพยายามต่อไปเรื่อยๆ ไม่ยอมแพ้ หรือเมื่อมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ หรือคงอยู่เป็นเวลานาน เราก็อาจจะใช้คำนี้เพื่ออธิบายลักษณะของสิ่งนั้นได้ค่ะ

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Persist” สามารถแยกความหมายและการใช้งานได้ดังนี้:

  • คงอยู่ (To continue to exist): ใช้ในกรณีที่บางสิ่งบางอย่างยังคงอยู่หรือดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน เช่น “The old tradition persists in this village.” (ประเพณีเก่าแก่ยังคงมีอยู่ในหมู่บ้านนี้)
  • ยืนกราน/แน่วแน่ (To continue doing something despite difficulty): ใช้เมื่อต้องการสื่อถึงความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไป แม้จะเจออุปสรรค เช่น “She persisted in her efforts to learn English.” (เธอพยายามอย่างแน่วแน่ที่จะเรียนภาษาอังกฤษต่อไป)

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “Despite the challenges, the team managed to persist and complete the project.” (แม้จะมีความท้าทาย ทีมก็สามารถยืนหยัดและทำงานโครงการให้เสร็จได้)
  • “Bad habits can be difficult to persist in breaking.” (นิสัยที่ไม่ดีอาจจะยากที่จะเลิกให้หายขาดและคงอยู่ต่อไป)
  • “The smell of smoke seemed to persist in the air.” (กลิ่นควันดูเหมือนจะยังคงค้างอยู่ในอากาศ)

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Persist” มักถูกใช้ในบริบทของการพยายามอย่างไม่ย่อท้อเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย หรือใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่ยังคงมีอยู่หรือเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีความยากลำบากเข้ามาเกี่ยวข้อง

🔷 FAQ SECTION

“Persist” กับ “Insist” ต่างกันอย่างไร?

“Persist” เน้นที่การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุด แม้จะยากลำบาก ส่วน “Insist” จะเน้นที่การยืนกราน ยืนยันในความคิดหรือความต้องการของตนเองอย่างหนักแน่น

คำว่า “Persist” ใช้กับสิ่งของได้ไหม?

ได้ค่ะ สามารถใช้กับสิ่งของหรือปรากฏการณ์ที่ยังคงอยู่หรือเกิดขึ้นซ้ำๆ เป็นเวลานาน เช่น “The stain persisted on the fabric.” (คราบติดอยู่บนผ้านาน)

Similar Posts

  • "Utilize” แปลว่า

    คำว่า “Utilize” เป็นคำกริยาภาษาอังกฤษที่มีความหมายว่า “ใช้ประโยชน์” หรือ “นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์” เป็นการใช้สิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดผลดีสูงสุด หรือใช้ในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Utilize” เมื่อต้องการสื่อถึงการนำทรัพยากร ความสามารถ หรือโอกาสที่มีอยู่ มาปรับใช้ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เช่น การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การนำความรู้ที่มีไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน หรือการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำสิ่งต่างๆ ความหมายและการใช้งาน “Utilize” หมายถึง การใช้สิ่งต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือนำไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดผลดี เป็นการใช้ที่มากกว่าแค่ “ใช้” ทั่วไป แต่เน้นที่การใช้ให้เกิดประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ต้องการ ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น “We should utilize this opportunity to improve our skills.” (เราควรใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้เพื่อพัฒนาทักษะของเรา) หรือ “The company decided to utilize the new software to streamline its operations.”…

  • "Skirt” แปลว่า

    คำว่า “Skirt” ในภาษาไทยหมายถึง “กระโปรง” ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายของผู้หญิงที่สวมใส่บริเวณช่วงเอวลงไปถึงขา โดยทั่วไปแล้วกระโปรงมีลักษณะเป็นผ้าที่เย็บติดกันเป็นวงกลม หรือมีลักษณะเป็นผืนผ้าที่พันรอบเอวแล้วยึดติดไว้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นและได้ยินคำว่า “กระโปรง” หรือ “Skirt” บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงเสื้อผ้าแฟชั่น การแต่งกายสำหรับโอกาสต่างๆ หรือแม้แต่การเลือกซื้อเสื้อผ้าทั่วไป เช่น “วันนี้จะใส่ Skirt ไปทำงาน” หรือ “ชอบ Skirt ตัวนี้จัง สีสวยดี” เป็นต้น คำนี้ใช้เรียกเสื้อผ้าประเภทนี้ได้อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นกระโปรงสั้น กระโปรงยาว กระโปรงพลีท หรือกระโปรงทรงเอ ความหมายและการใช้งาน Skirt หมายถึง กระโปรง ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่ผู้หญิงนิยมสวมใส่เพื่อความสวยงาม สุภาพ หรือตามโอกาสต่างๆ สามารถนำไปจับคู่กับเสื้อได้หลากหลายสไตล์ ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อพูดถึงการแต่งกายในชีวิตประจำวัน เราอาจจะพูดว่า “คุณแม่ซื้อ Skirt ตัวใหม่ให้” หรือ “ชุดนี้ต้องใส่กับ Skirt ถึงจะเข้ากัน” นอกจากนี้ยังใช้ในบริบทของการออกแบบแฟชั่น เช่น “ดีไซเนอร์ออกแบบ Skirt คอลเลคชั่นใหม่” บริบทที่ใช้ทั่วไป คำว่า…

  • "Disgusting” แปลว่า

    คำว่า “Disgusting” เป็นภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง หรือน่าสะอิดสะเอียน เป็นคำที่ใช้อธิบายความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่สะอาด ไม่น่าดู ไม่น่ารับประทาน หรือไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง คนไทยเรามักใช้คำนี้ในสถานการณ์ที่เจออะไรที่มันเกินจะรับไหว เช่น เวลาเห็นอาหารเน่าเสีย เห็นสัตว์ตายในสภาพที่น่ากลัว หรือแม้กระทั่งได้ยินเรื่องราวหรือการกระทำที่เลวร้ายมากๆ จนรู้สึกขนลุกและอยากจะหนีไปให้พ้นๆ มันเป็นความรู้สึกที่แรงกว่าแค่ไม่ชอบ แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่สบายใจอย่างสุดขีดจนอยากจะอ้วกออกมาเลยทีเดียว ความหมายและการใช้งาน Disgusting หมายถึง สิ่งที่ทำให้รู้สึกขยะแขยงหรือไม่พอใจอย่างมาก มักใช้กับสิ่งที่มีลักษณะไม่น่าดู ไม่น่ารับประทาน หรือสกปรกมากๆ ตัวอย่างการใช้งาน “The smell from the garbage bin was absolutely disgusting.” (กลิ่นจากถังขยะเหม็นเน่าจนน่าขยะแขยงจริงๆ) “I saw a video of a cockroach crawling on the food, it was disgusting.” (ฉันเห็นวิดีโอแมลงสาบไต่ไปบนอาหาร มันน่าขยะแขยงมาก) “His behavior…

  • "duty” แปลว่า

    คำว่า “duty” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า หน้าที่ หรือ ภาระหน้าที่ เป็นสิ่งที่บุคคลมีอยู่และต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติ หรือทำให้สำเร็จลุล่วงตามความคาดหวัง หรือข้อผูกพันที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ที่เกิดจากกฎหมาย จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแม้กระทั่งหน้าที่ส่วนตัวที่เรารู้สึกว่าต้องทำ ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “duty” ในหลายบริบท เช่น นักเรียนมี “duty” ในการเข้าเรียนและทำการบ้าน ครูมี “duty” ในการสอนหนังสือ พนักงานมี “duty” ในการทำงานให้บริษัท หรือแม้แต่พ่อแม่ก็มี “duty” ในการดูแลลูก การเข้าใจความหมายของ “duty” ช่วยให้เราตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนเองและผู้อื่น ทำให้สังคมดำเนินไปได้อย่างราบรื่น Meaning & Usage โดยทั่วไป “duty” หมายถึง ความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องทำให้สำเร็จ อาจเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น การเสียภาษี หรือหน้าที่ทางศีลธรรม เช่น การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก นอกจากนี้ยังรวมถึงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในการทำงาน หรือหน้าที่ในครอบครัว Examples “It is my…

  • "Disrupt” แปลว่า

    คำว่า “Disrupt” เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หรือการเข้ามาทำให้สิ่งที่มีอยู่เดิมต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มักใช้ในบริบทของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือโมเดลธุรกิจแบบใหม่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมหรือตลาดที่มีอยู่เดิม ทำให้ผู้เล่นรายเก่าต้องปรับตัว หรืออาจถึงขั้นล้มหายไป ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า Disrupt บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น สมาร์ทโฟนเข้ามา Disrupt ตลาดโทรศัพท์มือถือแบบเดิม หรือบริการสตรีมมิ่งเข้ามา Disrupt ธุรกิจให้เช่าดีวีดี การ Disrupt ไม่ได้จำกัดแค่เทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงแนวคิดใหม่ๆ ที่เข้ามาท้าทายขนบเดิมๆ ทำให้เกิดนวัตกรรมและการแข่งขันที่น่าสนใจมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน Disrupt หมายถึง การรบกวน การขัดขวาง หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของธุรกิจและเทคโนโลยี มักหมายถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ หรือโมเดลธุรกิจที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสามารถเข้ามาแทนที่หรือทำลายตลาดที่มีอยู่เดิมได้ ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน ที่เข้ามา Disrupt ธุรกิจแท็กซี่แบบดั้งเดิม หรือการที่ E-commerce เข้ามา Disrupt ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม บริบทที่พบบ่อย คำว่า Disrupt มักถูกใช้ในวงการสตาร์ทอัพ เทคโนโลยี…

  • "Distance” แปลว่า

    คำว่า “Distance” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ระยะทาง หรือความห่างระหว่างสองสิ่งสองอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ วัตถุ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ทางอารมณ์ ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Distance” หรือ “ระยะทาง” บ่อยครั้ง เช่น เวลาถามว่าบ้านอยู่ไกลแค่ไหนจากที่ทำงาน หรือเวลาวางแผนการเดินทาง เราอาจจะบอกว่า “The distance to the beach is about 5 kilometers” ซึ่งหมายความว่า ระยะทางไปยังชายหาดประมาณ 5 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังอาจหมายถึงความห่างเหินในเชิงความรู้สึก เช่น “There’s a distance between us now” ที่แปลว่า ตอนนี้มีความห่างเหินเกิดขึ้นระหว่างเรา ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Distance” โดยทั่วไปหมายถึง ระยะห่างทางกายภาพระหว่างจุดสองจุด สามารถวัดได้เป็นหน่วยต่างๆ เช่น เมตร กิโลเมตร ไมล์ หรือฟุต แต่ก็สามารถใช้ในเชิงเปรียบเทียบเพื่ออธิบายความห่างไกลทางอารมณ์…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *