"duty” แปลว่า

คำว่า “duty” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า หน้าที่ หรือ ภาระหน้าที่ เป็นสิ่งที่บุคคลมีอยู่และต้องรับผิดชอบในการปฏิบัติ หรือทำให้สำเร็จลุล่วงตามความคาดหวัง หรือข้อผูกพันที่ได้รับมอบหมาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ที่เกิดจากกฎหมาย จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือแม้กระทั่งหน้าที่ส่วนตัวที่เรารู้สึกว่าต้องทำ

ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “duty” ในหลายบริบท เช่น นักเรียนมี “duty” ในการเข้าเรียนและทำการบ้าน ครูมี “duty” ในการสอนหนังสือ พนักงานมี “duty” ในการทำงานให้บริษัท หรือแม้แต่พ่อแม่ก็มี “duty” ในการดูแลลูก การเข้าใจความหมายของ “duty” ช่วยให้เราตระหนักถึงความรับผิดชอบของตนเองและผู้อื่น ทำให้สังคมดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

Meaning & Usage

โดยทั่วไป “duty” หมายถึง ความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องทำให้สำเร็จ อาจเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย เช่น การเสียภาษี หรือหน้าที่ทางศีลธรรม เช่น การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก นอกจากนี้ยังรวมถึงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในการทำงาน หรือหน้าที่ในครอบครัว

Examples

  • “It is my duty to protect my family.” (เป็นหน้าที่ของฉันที่จะปกป้องครอบครัว)
  • “The police officer performed his duty with courage.” (เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ)
  • “Students have a duty to study hard.” (นักเรียนมีหน้าที่เรียนอย่างหนัก)

Context / Common Use

“Duty” มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบและความจำเป็นในการปฏิบัติ เช่น ในบริบทของการทำงาน การรับราชการ หรือการมีส่วนร่วมในสังคม คำนี้สื่อถึงการกระทำที่ต้องทำ ไม่ใช่สิ่งที่เลือกทำหรือไม่ทำ

FAQ SECTION

“Duty” กับ “Responsibility” ต่างกันอย่างไร?

“Duty” มักจะมีความหมายที่เจาะจงและเป็นรูปธรรมมากกว่า เป็นสิ่งที่ต้องทำตามกฎ หรือตามที่ได้รับมอบหมาย ในขณะที่ “Responsibility” มีความหมายที่กว้างกว่า อาจรวมถึงความรับผิดชอบทางอารมณ์ หรือความรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ

คำว่า “duty-free” หมายถึงอะไร?

“Duty-free” หมายถึง สินค้าที่ได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม มักพบเห็นได้ในสนามบินหรือเขตปลอดอากร

Similar Posts

  • "Spikes” แปลว่า

    คำว่า “Spikes” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ ได้แก่ “หนาม” หรือ “เหล็กแหลม” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยื่นออกมาจากพื้นผิว มีลักษณะแหลมคม ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งในการป้องกัน การยึดเกาะ หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนประกอบในการออกแบบ ในการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน เราอาจพบเห็นคำว่า “Spikes” ได้ในหลายบริบท เช่น รองเท้าที่มี “Spikes” สำหรับนักกีฬาบางประเภท เช่น รองเท้าสตั๊ดที่มีปุ่มแหลมๆ เพื่อช่วยในการยึดเกาะสนาม หรือในบริบทของความปลอดภัย อาจหมายถึงรั้วที่มีเหล็กแหลมเพื่อป้องกันการปีนข้าม หรือแม้กระทั่งในเชิงเปรียบเทียบ อาจหมายถึงการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงของบางสิ่งบางอย่าง เช่น “Spikes” ในราคาหุ้น ความหมายและการใช้งาน “Spikes” โดยทั่วไปหมายถึงวัตถุที่มีลักษณะแหลมยื่นออกมาจากพื้นผิว อาจเป็นหนามของพืช เหล็กแหลม หรือส่วนประกอบที่มีปลายแหลมคม การใช้งานขึ้นอยู่กับบริบท แต่หลักๆ คือการใช้ประโยชน์จากความแหลมคมนั้นๆ ตัวอย่างการใช้งาน รองเท้า Spikes: รองเท้าที่พื้นด้านล่างมีปุ่มแหลมๆ เพื่อเพิ่มการยึดเกาะในสนามกีฬากลางแจ้ง เช่น ฟุตบอล หรือกรีฑา การป้องกันด้วย Spikes: การติดตั้งเหล็กแหลมบนกำแพงหรือรั้วเพื่อป้องกันการปีนข้าม Spikes ในตลาดหุ้น: การที่ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในระยะเวลาอันสั้น บริบทที่พบบ่อย…

  • "Discovers” แปลว่า

    คำว่า “Discovers” เป็นคำกริยาในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง การค้นพบ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรือการเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ โดยปกติแล้วจะใช้เมื่อมีคนพบเจอหรือทราบถึงสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรือสิ่งที่มีอยู่แล้วแต่ยังไม่มีใครสังเกตเห็น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Discovers” ในบริบทของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ การค้นพบสถานที่ใหม่ๆ หรือแม้แต่การค้นพบความสามารถพิเศษของตัวเอง เมื่อมีใครสักคนเจออะไรที่น่าสนใจหรือมีความสำคัญเป็นครั้งแรก ก็มักจะใช้คำนี้ในการอธิบาย เช่น นักวิทยาศาสตร์ค้นพบยาชนิดใหม่ หรือนักสำรวจค้นพบเกาะที่ยังไม่มีใครเคยไปถึง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Discovers” แปลตรงตัวว่า “ค้นพบ” ซึ่งสื่อถึงกระบวนการของการได้มาซึ่งความรู้ ข้อมูล หรือวัตถุที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน อาจจะเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ หรือเกิดจากการตั้งใจค้นคว้าหาความรู้ก็ได้ การค้นพบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ หรือแม้แต่ในชีวิตส่วนตัว ตัวอย่างการใช้งาน Scientists discover a new species of insect in the Amazon rainforest. (นักวิทยาศาสตร์ค้นพบแมลงชนิดใหม่ในป่าอะเมซอน) She discovered her passion for painting at…

  • "Restaurant” แปลว่า

    คำว่า “Restaurant” เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หมายถึง สถานที่ที่ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ลูกค้า โดยทั่วไปแล้ว ลูกค้าจะเข้าไปนั่งรับประทานอาหารภายในร้าน หรือบางครั้งก็มีการสั่งกลับบ้าน หรือบริการจัดส่งถึงที่ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพูดถึง “Restaurant” ในหลายสถานการณ์ เช่น ชวนเพื่อนไปทานข้าวที่ “Restaurant” ใหม่ที่เพิ่งเปิด, การหาร้าน “Restaurant” ที่มีบรรยากาศดีสำหรับโอกาสพิเศษ, หรือแม้แต่การค้นหาร้าน “Restaurant” ที่มีเมนูโปรดของเรา คำนี้จึงเป็นคำที่คุ้นเคยและใช้กันจนเป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทยไปแล้ว ความหมายและการใช้งาน Restaurant (เรส-ทะ-ร็อง) คือ ร้านอาหาร เป็นสถานที่สำหรับรับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้ว มีการจัดเตรียมที่นั่งและบริการเสิร์ฟอาหารให้แก่ลูกค้า คำนี้ครอบคลุมร้านอาหารหลากหลายประเภท ตั้งแต่ร้านอาหารจานด่วน ร้านอาหารทั่วไป ไปจนถึงร้านอาหารหรูหรา ตัวอย่างการใช้งาน “เย็นนี้เราไปกินข้าวที่ Restaurant กันไหม?” “ฉันอยากลองไป Restaurant ที่มีวิวสวยๆ จัง” “Restaurant แถวนี้มีเมนูอะไรแนะนำบ้าง?” บริบทและการใช้งานทั่วไป คำว่า Restaurant มักใช้ในบริบทของการรับประทานอาหารนอกบ้าน การนัดพบปะสังสรรค์ หรือการมองหาร้านอาหารที่มีคุณภาพและบริการที่ดี 🔷 FAQ SECTION Restaurant…

  • "Curry” แปลว่า

    คำว่า “Curry” (เคอร์รี่) ในภาษาไทย หมายถึง แกงชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดมาจากอนุทวีปอินเดีย ซึ่งมีลักษณะเด่นคือการใช้เครื่องเทศหลากหลายชนิดมาปรุงรส ทำให้มีกลิ่นหอมและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยทั่วไปแล้ว “Curry” จะประกอบด้วยส่วนผสมหลัก เช่น เนื้อสัตว์ (ไก่, เนื้อวัว, ปลา) หรือผักต่างๆ นำมาผัดกับเครื่องแกงที่ทำจากเครื่องเทศ เช่น ขมิ้น, ยี่หร่า, ลูกผักชี, พริก และอาจมีส่วนผสมอื่นๆ เช่น กะทิ, โยเกิร์ต, มะเขือเทศ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นและรสชาติให้หลากหลาย ในชีวิตประจำวัน คนไทยคุ้นเคยกับคำว่า “Curry” ในบริบทของอาหารอินเดีย หรืออาหารเอเชียใต้ที่ได้รับอิทธิพลมา เราอาจได้ยินการสั่งเมนู “Chicken Curry” (ชิคเก้น เคอร์รี่) หรือ “Vegetable Curry” (เวจจิเทเบิล เคอร์รี่) ตามร้านอาหารอินเดีย หรืออาจจะหมายถึงแกงที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วย เช่น แกงเขียวหวานของไทยก็อาจถูกเรียกว่าเป็น “Thai Curry” (ไทย เคอร์รี่) ในสายตาชาวต่างชาติ เพราะมีส่วนประกอบของเครื่องแกงและกะทิคล้ายคลึงกัน…

  • "Husband” แปลว่า

    คำว่า “Husband” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้เรียก “สามี” ในภาษาไทย ซึ่งหมายถึง ผู้ชายที่ได้ทำการสมรสกับผู้หญิงคนหนึ่ง และมีความสัมพันธ์ทางกฎหมายและสังคมในฐานะคู่ครอง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Husband” หรือ “สามี” ถูกใช้เรียกแทนกันไปมาในครอบครัว หรือเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ของคนสองคนที่แต่งงานกัน เช่น เมื่อเพื่อนถามถึงคู่ชีวิตของเรา เราก็อาจจะตอบว่า “My Husband is coming” หรือ “สามีของฉันกำลังจะมา” เป็นต้น การใช้คำนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ที่ผูกพันและเป็นทางการระหว่างคู่รักที่ผ่านการสมรสแล้ว ความหมายและการใช้งาน Husband หมายถึง สามี หรือผู้ชายที่แต่งงานแล้ว เป็นคำที่ใช้เรียกคู่ครองฝ่ายชายในทางกฎหมายและสังคม ตัวอย่าง 1. “Her Husband is a doctor.” (สามีของเธอเป็นหมอ) 2. “I’m going to meet my Husband’s parents.” (ฉันกำลังจะไปพบพ่อแม่ของสามี) บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า Husband มักใช้ในบริบทของครอบครัว ความสัมพันธ์ การแต่งงาน…

  • "Merit” แปลว่า

    คำว่า “Merit” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วมีความหมายว่า “ความดี” หรือ “บุญ” ครับ เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลดี ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น อาจจะเป็นการทำบุญ การช่วยเหลือ การทำความดี หรือการมีคุณงามความดีต่างๆ ที่สะสมไว้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Merit” หรือ “บุญ” บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาพูดถึงการทำบุญทำทาน การช่วยเหลือสังคม หรือการทำสิ่งดีๆ เพื่อให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง หรือเพื่อสะสมบุญบารมี เช่น เวลาไปทำบุญที่วัด เราก็จะได้ “Merit” หรือ “บุญ” ติดตัวกลับมา หรือเวลาที่เราช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ก็ถือเป็นการสร้าง “Merit” ที่ดีงาม ความหมายและการใช้งาน Merit หมายถึง คุณความดี ความดีงาม การกระทำที่ส่งผลดี หรือผลบุญที่เกิดจากการกระทำดีนั้นๆ สามารถใช้ได้ทั้งในบริบททางศาสนาและในชีวิตประจำวันทั่วไป ตัวอย่างการใช้งาน 1. การทำบุญ: “การทำบุญให้ทานเป็นการสร้าง Merit ที่สำคัญ” (Making merit by…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *