"Disgusting” แปลว่า

คำว่า “Disgusting” เป็นภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง หรือน่าสะอิดสะเอียน เป็นคำที่ใช้อธิบายความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่สะอาด ไม่น่าดู ไม่น่ารับประทาน หรือไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

คนไทยเรามักใช้คำนี้ในสถานการณ์ที่เจออะไรที่มันเกินจะรับไหว เช่น เวลาเห็นอาหารเน่าเสีย เห็นสัตว์ตายในสภาพที่น่ากลัว หรือแม้กระทั่งได้ยินเรื่องราวหรือการกระทำที่เลวร้ายมากๆ จนรู้สึกขนลุกและอยากจะหนีไปให้พ้นๆ มันเป็นความรู้สึกที่แรงกว่าแค่ไม่ชอบ แต่เป็นความรู้สึกที่ไม่สบายใจอย่างสุดขีดจนอยากจะอ้วกออกมาเลยทีเดียว

ความหมายและการใช้งาน

Disgusting หมายถึง สิ่งที่ทำให้รู้สึกขยะแขยงหรือไม่พอใจอย่างมาก มักใช้กับสิ่งที่มีลักษณะไม่น่าดู ไม่น่ารับประทาน หรือสกปรกมากๆ

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “The smell from the garbage bin was absolutely disgusting.” (กลิ่นจากถังขยะเหม็นเน่าจนน่าขยะแขยงจริงๆ)
  • “I saw a video of a cockroach crawling on the food, it was disgusting.” (ฉันเห็นวิดีโอแมลงสาบไต่ไปบนอาหาร มันน่าขยะแขยงมาก)
  • “His behavior at the party was disgusting, he was rude to everyone.” (พฤติกรรมของเขาในงานปาร์ตี้น่ารังเกียจมาก เขาหยาบคายใส่ทุกคน)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า Disgusting มักถูกใช้เมื่อพูดถึงเรื่องของสุขอนามัย อาหารที่ไม่น่ารับประทาน สัตว์ที่น่ากลัว หรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรง

“Disgusting” แปลว่าอะไร?

“Disgusting” แปลว่า น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง หรือน่าสะอิดสะเอียน

เราใช้คำว่า “Disgusting” ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง?

เราสามารถใช้คำว่า “Disgusting” ได้เมื่อเจอสิ่งที่ไม่น่าดู ไม่น่ารับประทาน สกปรกมาก หรือได้ยินเรื่องราว/เห็นการกระทำที่เลวร้ายมากๆ จนรู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรง

Similar Posts

  • "Chapter” แปลว่า

    คำว่า “Chapter” ในภาษาไทยมีความหมายหลักว่า “บท” หรือ “ตอน” ซึ่งใช้ในการแบ่งเนื้อหาของหนังสือ วรรณกรรม รายงาน หรือเอกสารต่างๆ ให้เป็นส่วนย่อยๆ เพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน การทำความเข้าใจ และการอ้างอิง โดยแต่ละ Chapter มักจะครอบคลุมประเด็นหรือหัวข้อที่แตกต่างกันไป ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Chapter” ในบริบทที่หลากหลาย เช่น เมื่ออ่านหนังสือเรียน เราจะเห็นการแบ่งเนื้อหาเป็น Chapter 1, Chapter 2 ไปจนถึงบทสุดท้าย หรือเมื่อดูซีรีส์ เราอาจจะเห็นการแบ่งเป็น “Chapter 1: The Beginning” หรือ “Chapter 2: The Revelation” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ดำเนินไปทีละส่วน หรือแม้กระทั่งในการประชุมบางครั้งอาจมีการแบ่งการนำเสนอออกเป็น “Chapter” ต่างๆ เพื่อให้การสื่อสารเป็นระบบและชัดเจนยิ่งขึ้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Chapter” หมายถึง ส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ถูกแบ่งออกมาอย่างเป็นระเบียบ โดยมักจะมีหัวข้อหรือเรื่องราวที่ต่อเนื่องกันไปตามลำดับ การใช้ “Chapter” ช่วยจัดโครงสร้างของข้อมูล ทำให้ผู้อ่านสามารถติดตามเรื่องราวหรือการนำเสนอได้อย่างเป็นขั้นตอน…

  • "Brands” แปลว่า

    คำว่า “Brands” ในภาษาไทยหมายถึง “ตราสินค้า” หรือ “แบรนด์” ซึ่งเป็นชื่อ สัญลักษณ์ การออกแบบ หรือส่วนผสมเหล่านี้ที่ใช้ระบุสินค้าหรือบริการของผู้ขายรายหนึ่งและสร้างความแตกต่างจากสินค้าหรือบริการของคู่แข่ง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “แบรนด์” ในการพูดถึงสินค้าที่เราคุ้นเคย หรือสินค้าที่เราเลือกซื้อ เช่น เวลาไปซื้อเสื้อผ้า เราอาจจะบอกว่า “อยากได้เสื้อยืดแบรนด์นี้” หรือเวลาพูดถึงโทรศัพท์มือถือ เราก็มักจะนึกถึง “แบรนด์” ต่างๆ ที่มีในตลาด การเลือกซื้อสินค้าหลายๆ ครั้งก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นใน “แบรนด์” นั้นๆ ด้วย ความหมายและการใช้งาน Brands คือ เครื่องหมายหรือชื่อที่บ่งบอกถึงสินค้าหรือบริการเฉพาะตัว ทำให้ผู้บริโภครับรู้และจดจำได้ง่าย เป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างและความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ ตัวอย่าง เวลาเราพูดถึง “แบรนด์” โทรศัพท์มือถือยอดนิยม เราอาจจะนึกถึง Apple หรือ Samsung หรือถ้าเป็น “แบรนด์” เครื่องดื่ม เราก็นึกถึง Coca-Cola หรือ Pepsi การที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ มักจะมาจากความคุ้นเคยและความประทับใจใน “แบรนด์” นั้นๆ บริบทการใช้งานทั่วไป…

  • "Influencer” แปลว่า

    คำว่า “Influencer” (อินฟลูเอนเซอร์) หมายถึง บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ พวกเขามักจะมีผู้ติดตามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Instagram, YouTube, Facebook, TikTok หรือ Twitter และมีความสามารถในการโน้มน้าวใจผู้ติดตามให้เกิดการซื้อสินค้า ใช้บริการ หรือเปลี่ยนแปลงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เราจะเห็นคำว่า “Influencer” ถูกนำไปใช้ในบริบทของการตลาดและการโฆษณาอยู่บ่อยครั้ง แบรนด์สินค้าต่างๆ มักจะร่วมงานกับ Influencer เพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์ของตนเอง โดยให้ Influencer รีวิวสินค้า ทดลองใช้ หรือสร้างคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและน่าเชื่อถือมากขึ้น ผู้บริโภคเองก็มักจะติดตาม Influencer ที่ชื่นชอบเพื่อรับข่าวสาร เทรนด์ใหม่ๆ หรือคำแนะนำเกี่ยวกับสินค้าและบริการต่างๆ ความหมายและการใช้งาน Influencer คือ ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดหรือการตัดสินใจของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัล พวกเขาสร้างอิทธิพลผ่านการนำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจและมีคุณค่าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้ผู้ติดตามเกิดความไว้วางใจและคล้อยตามได้ง่าย การใช้งานที่พบบ่อยคือในแวดวงการตลาดที่แบรนด์ต่างๆ จ้าง Influencer เพื่อช่วยโปรโมทสินค้าหรือบริการ ตัวอย่าง ตัวอย่างเช่น หากคุณเห็นนักแสดงที่คุณชื่นชอบโพสต์รูปคู่กับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและบอกว่าเป็นสิ่งที่ใช้ประจำ นั่นคือการทำงานในฐานะ Influencer หรือเมื่อคุณดูวิดีโอรีวิวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จาก YouTuber ที่คุณติดตาม…

  • "Stories” แปลว่า

    คำว่า “Stories” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ ว่า “เรื่องราว” หรือ “นิทาน” เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่จินตนาการขึ้นมา อาจเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติก็ได้ โดยทั่วไปแล้ว “Stories” จะสื่อถึงลำดับของเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “Stories” ถูกนำไปใช้ในบริบทที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกออนไลน์ บนโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, Instagram, หรือ WhatsApp เราจะเห็นฟีเจอร์ที่เรียกว่า “Stories” ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้โพสต์รูปภาพหรือวิดีโอสั้นๆ ที่จะแสดงผลอยู่เพียง 24 ชั่วโมง เพื่อแบ่งปันเรื่องราวหรือเหตุการณ์ปัจจุบันให้เพื่อนๆ หรือผู้ติดตามได้รับทราบ นอกจากนี้ “Stories” ยังสามารถหมายถึงเรื่องเล่าสั้นๆ ที่เราเล่าให้เพื่อนฟัง หรือเรื่องราวที่ปรากฏในหนังสือ ภาพยนตร์ หรือสื่อบันเทิงต่างๆ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Stories” มาจากภาษาอังกฤษ ซึ่งในภาษาไทยเราแปลได้ว่า “เรื่องราว” หรือ “นิทาน” การใช้งานจะขึ้นอยู่กับบริบท หากพูดถึง “Stories” บนโซเชียลมีเดีย ก็จะหมายถึงโพสต์ที่แสดงผลชั่วคราว แต่หากพูดถึง “Stories” ในเชิงวรรณกรรม…

  • "Annually” แปลว่า

    คำว่า “Annually” เป็นคำคุณศัพท์ (adverb) ในภาษาอังกฤษที่ใช้บ่งบอกถึงความถี่ของการเกิดเหตุการณ์ โดยมีความหมายว่า “เป็นประจำทุกปี” หรือ “ปีละครั้ง” นั่นเองค่ะ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Annually” ในบริบทที่เกี่ยวกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี เช่น การประชุมประจำปี การจ่ายเงินปันผลประจำปี หรือการรายงานผลประจำปี เป็นต้น เป็นคำที่ช่วยให้เราเข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นวงรอบหนึ่งปีค่ะ ความหมายและการใช้งาน Annually หมายถึง การเกิดขึ้นหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นประจำทุกปี หรือปีละหนึ่งครั้ง ใช้เพื่อระบุความถี่ของการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามรอบปฏิทินประจำปี ตัวอย่างการใช้งาน The company holds its Annually General Meeting in March. (บริษัทมีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีในเดือนมีนาคม) We receive our insurance premium bill Annually. (เราได้รับใบแจ้งหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยเป็นประจำทุกปี) The festival is celebrated Annually during the summer. (เทศกาลนี้เฉลิมฉลองกันเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูร้อน) บริบทและการใช้งานทั่วไป…

  • "Temporary” แปลว่า

    คำว่า “Temporary” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้บ่งบอกถึงสภาวะหรือสิ่งที่เป็นไปชั่วคราว ไม่ถาวร หรือมีระยะเวลาจำกัด ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำนี้ในหลายบริบท เช่น การทำงานที่จ้างเป็นพนักงานชั่วคราว (temporary staff) ที่ไม่ได้มีสัญญาจ้างถาวร หรือเมื่อพูดถึงการซ่อมแซมสิ่งของที่ทำไปก่อนเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า (temporary fix) ซึ่งอาจจะต้องมีการซ่อมแซมอย่างถาวรในภายหลัง หรือแม้แต่การเข้าพักในที่พักชั่วคราว (temporary accommodation) ก็บ่งบอกว่าเป็นการพักอาศัยในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Temporary” หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นหรือดำรงอยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่ถาวร มีจุดสิ้นสุดหรือมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต การใช้งานจะเน้นไปที่การบ่งบอกถึงลักษณะที่ไม่ถาวร หรือเป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ตัวอย่างการใช้งาน Temporary job: งานที่จ้างเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไม่ใช่งานประจำ Temporary permit: ใบอนุญาตที่ออกให้ใช้ชั่วคราวก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตถาวร Temporary measure: มาตรการที่ทำขึ้นเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Temporary” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงาน การบริหารจัดการ การก่อสร้าง หรือเมื่อต้องการอธิบายสถานการณ์ที่ไม่ได้คงอยู่ถาวร 🔷 FAQ SECTION “Temporary” ใช้กับอะไรได้บ้าง? “Temporary” สามารถใช้กับสิ่งของ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *