"ทํานาบนหลังคน” แปลว่า

สำนวน “ทำนาบนหลังคน” หมายถึง การเอาเปรียบผู้อื่น หาผลประโยชน์ใส่ตนเอง โดยอาศัยความเดือดร้อน ความทุกข์ยาก หรือการทำงานหนักของผู้อื่นมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความร่ำรวย หรือความสะดวกสบายให้กับตนเอง โดยที่ตนเองไม่ต้องลงแรง หรือลงทุนอะไรเลย เปรียบเสมือนการปลูกข้าวบนหลังของผู้อื่น ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง แต่ใช้เป็นภาพเปรียบเทียบให้เห็นถึงความไม่ถูกต้อง และความเห็นแก่ตัวของผู้กระทำ

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินสำนวนนี้ถูกนำไปใช้เมื่อมีใครสักคนกระทำการที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้อื่น เช่น การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในช่วงที่เกิดภัยพิบัติ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน หรือการที่นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้าง ไม่จ่ายค่าแรงที่เป็นธรรม หรือให้ทำงานหนักเกินไปโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม เป็นต้น ผู้คนมักใช้สำนวนนี้เพื่อตำหนิ ประณาม หรือแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมดังกล่าว

ความหมายและการใช้งาน

สำนวน “ทำนาบนหลังคน” เป็นการเปรียบเปรยถึงการแสวงหาผลประโยชน์จากผู้อื่นอย่างไม่เป็นธรรม โดยอาศัยความเดือดร้อน หรือความเหน็ดเหนื่อยของผู้อื่นมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความมั่งคั่ง หรือความสะดวกสบายให้กับตนเอง โดยที่ตนเองไม่ต้องลงแรง หรือเสียสละอะไรเลย เป็นการกระทำที่สะท้อนถึงความเห็นแก่ตัว ขาดคุณธรรม และจริยธรรม

ตัวอย่างการใช้งาน

  • พ่อค้าคนกลางบางรายมักจะ “ทำนาบนหลังคน” โดยการกักตุนสินค้าในช่วงที่ขาดแคลน แล้วค่อยนำออกมาขายในราคาที่สูงลิ่ว
  • การที่บริษัทบางแห่งเอาเปรียบแรงงาน โดยจ่ายค่าจ้างน้อยนิด แต่ให้ทำงานหนัก ก็ถือเป็นการ “ทำนาบนหลังคน” อย่างหนึ่ง
  • การโกงข้อสอบ หรือการลอกผลงานผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ก็เป็นการ “ทำนาบนหลังคน” ในเชิงวิชาการ

บริบทการใช้งานทั่วไป

สำนวนนี้มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ หรือประณามการกระทำที่เอาเปรียบผู้อื่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้ที่ด้อยกว่า หรืออยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ

FAQ SECTION

“ทำนาบนหลังคน” มีความหมายตรงตัวหรือไม่?

สำนวน “ทำนาบนหลังคน” ไม่ได้มีความหมายตรงตามตัวอักษร แต่เป็นการเปรียบเปรยถึงการกระทำที่ไม่ถูกต้องและเห็นแก่ตัว

การกระทำใดบ้างที่เข้าข่าย “ทำนาบนหลังคน”?

การกระทำที่เข้าข่าย “ทำนาบนหลังคน” คือการแสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อน หรือการทำงานหนักของผู้อื่น เช่น การขึ้นราคาสินค้าอย่างไม่เป็นธรรม การเอารัดเอาเปรียบแรงงาน หรือการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ต่างๆ

Similar Posts

  • "Peers” แปลว่า

    คำว่า “Peers” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “เพื่อนร่วมงาน” หรือ “บุคคลที่มีสถานะหรือระดับเท่าเทียมกัน” โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในบริบทของการทำงาน หรือในกลุ่มสังคมที่มีความเท่าเทียมกันในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือเพื่อนร่วมวิชาชีพ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Peers” ในแวดวงการทำงานบ่อยครั้ง เช่น หัวหน้าอาจจะบอกให้เราปรึกษาหารือกับ “Peers” ในทีมเกี่ยวกับโปรเจกต์ หรืออาจจะมีการประเมินผลการทำงานโดยเพื่อนร่วมงาน (Peer Review) นอกจากนี้ ในบริบทของการเรียน หรือการเข้าสังคม คำว่า “Peers” ก็ยังหมายถึงเพื่อนๆ ที่มีอายุใกล้เคียงกัน หรือมีความสนใจเหมือนกัน ซึ่งเราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือขอคำแนะนำจากพวกเขาได้ ความหมายและการใช้งาน “Peers” หมายถึงบุคคลที่มีระดับ ตำแหน่ง หรือสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการทำงาน หรือการศึกษา คำนี้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ไม่มีลำดับขั้นที่ชัดเจน แต่เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีความเสมอภาคกัน ตัวอย่างการใช้งาน ในที่ทำงาน: “คุณสามารถขอคำแนะนำเกี่ยวกับปัญหานี้จาก Peers ในแผนกของคุณได้” ในการศึกษา: “นักเรียนมักจะเรียนรู้ได้ดีจากการทำงานร่วมกับ Peers ที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน” การประเมิน: “การประเมินผลงานโดย Peers (Peer Evaluation)…

  • "Records” แปลว่า

    คำว่า “Records” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “บันทึก” หรือ “ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้” เป็นคำที่ใช้เรียกถึงสิ่งต่างๆ ที่ถูกรวบรวม จดจำ หรือเก็บรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลตัวเลข ข้อเท็จจริง เหตุการณ์ หรือรายละเอียดต่างๆ ที่มีความสำคัญและต้องการนำกลับมาอ้างอิงหรือตรวจสอบได้ในภายหลัง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเห็นการใช้คำว่า “Records” ในหลายบริบท เช่น การเก็บข้อมูลลูกค้าของบริษัท การบันทึกผลการแข่งขันกีฬา หรือแม้แต่การจดบันทึกความคืบหน้าของโครงการต่างๆ คนส่วนใหญ่นิยมใช้คำนี้เพื่อสื่อถึงชุดข้อมูลที่มีการจัดระเบียบและพร้อมให้เข้าถึงได้ง่าย เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์ การตัดสินใจ หรือการดำเนินงานต่อไป ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Records” โดยทั่วไปหมายถึง ข้อมูลหรือชุดข้อมูลที่ถูกรวบรวมและจัดเก็บไว้เพื่อใช้อ้างอิงหรือตรวจสอบในอนาคต อาจเป็นข้อมูลที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ในรูปแบบดิจิทัล หรือแม้แต่ในความทรงจำที่ถูกบันทึกไว้ ตัวอย่างการใช้งาน Business Records: บันทึกทางธุรกิจ เช่น บัญชี รายงานการขาย ข้อมูลลูกค้า Medical Records: เวชระเบียน หรือบันทึกทางการแพทย์ของผู้ป่วย Sports Records: สถิติการแข่งขันกีฬา เช่น สถิติการวิ่ง สถิติการทำคะแนน Personal…

  • "You Are My Soul” แปลว่า

    “You Are My Soul” เป็นวลีภาษาอังกฤษที่แปลตรงตัวว่า “คุณคือจิตวิญญาณของฉัน” ซึ่งสื่อถึงความรู้สึกรัก ผูกพัน และมีความหมายต่อชีวิตของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง เป็นการบอกว่าคนคนนั้นมีความสำคัญเปรียบเสมือนส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ของชีวิต เหมือนเป็นลมหายใจหรือแก่นแท้ของตัวตน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือเห็นวลีนี้ถูกใช้ในบริบทที่แสดงถึงความรักที่ลึกซึ้งมากๆ เช่น คู่รักที่บอกกันในโอกาสพิเศษ หรือใช้เพื่อแสดงความซาบซึ้งใจต่อคนที่รักและเป็นที่พึ่งพิงทางใจ หรือแม้กระทั่งในเพลง ภาพยนตร์ หรือบทกวี เพื่อสื่อถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นจนยากจะอธิบาย ความหมายและการใช้งาน “You Are My Soul” หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของอีกฝ่าย จนเปรียบเสมือนจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงชีวิต ทำให้รู้สึกสมบูรณ์และมีความหมาย การใช้งานมักจะแสดงถึงความรัก ความผูกพันที่ลึกซึ้งเกินกว่าคำพูดทั่วไปจะอธิบายได้ ตัวอย่างการใช้งาน 1. “Darling, you are my soul. I can’t imagine living without you.” (ที่รัก คุณคือจิตวิญญาณของฉัน ฉันนึกภาพไม่ออกเลยที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่มีคุณ) 2. “To me, my daughter is my soul….

  • "ม่วน” แปลว่า

    คำว่า “ม่วน” เป็นคำวิเศษณ์ในภาษาไทยที่มีความหมายหลักว่า สนุกสนาน เพลิดเพลิน หรือบันเทิงใจ เป็นคำที่ใช้บรรยายถึงความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากการทำกิจกรรม การได้รับชม หรือการฟังสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดความสุข ความครื้นเครง และอารมณ์ดี ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “ม่วน” ถูกนำไปใช้ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อไปเที่ยวงานวัดแล้วรู้สึกสนุกสนานกับบรรยากาศและการแสดงต่างๆ ก็อาจจะพูดว่า “งานนี้ม่วนหลาย!” หรือเมื่อฟังเพลงที่ชอบมากๆ จนโยกตามไปด้วย ก็อาจจะบอกว่า “เพลงนี้ม่วนจริงๆ” นอกจากนี้ยังใช้กับการชมภาพยนตร์ที่สนุก การเล่นเกมที่น่าตื่นเต้น หรือแม้แต่การพูดคุยกับเพื่อนที่ทำให้หัวเราะได้ ก็สามารถเรียกว่า “คุยกันแล้วม่วนดี” เป็นคำที่แสดงถึงความรู้สึกผ่อนคลาย สนุกสนาน และมีความสุขอย่างแท้จริง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “ม่วน” สื่อถึงความรู้สึกสนุกสนาน เบิกบานใจ และเพลิดเพลิน เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภาษาพูด โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย แต่ปัจจุบันก็เป็นที่เข้าใจและนิยมใช้กันทั่วประเทศแล้ว ใช้ได้กับการบรรยายถึงกิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความสุข ไม่ว่าจะเป็นงานรื่นเริง การแสดง ดนตรี กีฬา หรือแม้แต่การสนทนาที่เป็นกันเอง ตัวอย่างการใช้งาน “คอนเสิร์ตเมื่อคืนนี้ม่วนมากเลย!” “ไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ สนุกม่วนกันทั้งวัน” “ฟังเพลงลูกทุ่งเพลงนี้แล้วรู้สึกม่วนท้องน้อย” บริบทการใช้งานทั่วไป…

  • "Promise” แปลว่า

    คำว่า “Promise” ในภาษาอังกฤษ แปลตรงตัวเป็นภาษาไทยได้ว่า “สัญญา” หรือ “คำมั่นสัญญา” หมายถึง การให้คำมั่นว่าจะทำหรือไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นการแสดงเจตจำนงว่าจะยึดถือปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้ ไม่ว่าจะต่อตนเองหรือต่อผู้อื่น ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่า “Promise” หรือ “สัญญา” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การให้คำมั่นกับเพื่อนว่าจะไปช่วยงาน การให้คำมั่นกับคนรักว่าจะดูแลซึ่งกันและกัน หรือแม้กระทั่งการให้คำมั่นกับตัวเองว่าจะเริ่มออกกำลังกายในวันพรุ่งนี้ เป็นการแสดงความรับผิดชอบและความตั้งใจที่จะทำให้สิ่งที่เราพูดนั้นเกิดขึ้นจริง ความหมายและการใช้งาน “Promise” หมายถึง การให้คำมั่นสัญญา หรือการรับปากว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จลุล่วง หรือจะไม่กระทำการใดๆ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างบุคคล ตัวอย่างการใช้งาน เด็กน้อยสัญญา (promise) กับคุณแม่ว่าจะทำการบ้านให้เสร็จก่อนไปเล่น เขาให้คำมั่นสัญญา (promise) ว่าจะส่งงานให้ทันตามกำหนด เราให้สัญญา (promise) กันว่าจะไม่ทิ้งกันไปไหน บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “Promise” มักถูกใช้ในบริบทที่ต้องการแสดงความจริงจัง ความรับผิดชอบ หรือการให้คำมั่นในเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ความสัมพันธ์ หรือเรื่องงาน 🔷 FAQ SECTION “Promise” กับ “Vow”…

  • "Gaslighting” แปลว่า

    คำว่า “Gaslighting” เป็นศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้อธิบายพฤติกรรมบิดเบือนความจริงหรือจิตใจของผู้อื่น ทำให้เหยื่อเกิดความสับสน สงสัยในตัวเอง และตั้งคำถามกับความเป็นจริงที่ตนเองรับรู้ ซึ่งมักทำไปเพื่อควบคุมหรือเอาเปรียบเหยื่อ ในชีวิตประจำวัน เราอาจพบเจอการ Gaslighting ได้หลายรูปแบบ เช่น คนรักที่คอยบอกให้คุณเชื่อว่าคุณคิดไปเอง ทั้งที่คุณเห็นเหตุการณ์จริง หรือเพื่อนร่วมงานที่บิดเบือนคำพูดของคุณให้ดูแย่ลงต่อหน้าคนอื่น จนคุณเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นจริงหรือไม่ การ Gaslighting มักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เหยื่อไม่ทันรู้ตัว และค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจในตัวเองไป ความหมายและการใช้งาน Gaslighting คือ การใช้จิตวิทยาบิดเบือนความจริง ทำให้เหยื่อรู้สึกสับสน ไม่มั่นคง และตั้งคำถามกับสติสัมปชัญญะของตนเอง ผู้ที่ Gaslight จะพยายามทำให้เหยื่อเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองรับรู้หรือจำได้นั้นผิด ทั้งที่ความจริงแล้วอาจไม่ใช่เช่นนั้น ตัวอย่าง สมมติว่าคุณเห็นแฟนของคุณคุยกับคนอื่นอย่างสนิทสนม แต่เมื่อคุณถาม เขากลับบอกว่า “เธอคิดมากไปเองนะ เราแค่คุยกันปกติ ไม่มีอะไร แค่เธอขี้หึงมากเกินไป” คำพูดนี้อาจเป็นการ Gaslighting ที่ทำให้คุณเริ่มสงสัยว่าตนเองคิดไปเองจริงหรือเปล่า บริบทที่พบบ่อย การ Gaslighting มักเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่อาจมีความไม่เท่าเทียมทางอำนาจ เช่น ความสัมพันธ์แบบคู่รัก ครอบครัว หรือที่ทำงาน พฤติกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุม บงการ หรือลดทอนคุณค่าของอีกฝ่าย…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *