"Neglected” แปลว่า

คำว่า “Neglected” ในภาษาอังกฤษ แปลตรงตัวเป็นภาษาไทยได้ว่า “ถูกละเลย” หรือ “ถูกทอดทิ้ง” หมายถึง การที่ไม่ได้รับการดูแล เอาใจใส่ หรือให้ความสนใจเท่าที่ควรจะเป็น

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Neglected” เพื่ออธิบายสถานการณ์ต่างๆ ที่มีบางสิ่งบางอย่างขาดการดูแล หรือไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม เช่น ของใช้ที่ถูกวางทิ้งไว้จนเก่า เสื่อมสภาพ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกของคนที่รู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความสำคัญจากคนรอบข้าง

ความหมายและการใช้งาน

“Neglected” ใช้ในหลากหลายบริบทเพื่อบ่งบอกถึงการขาดการดูแลเอาใจใส่

ตัวอย่างการใช้งาน

เด็กที่ถูก Neglected หมายถึง เด็กที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครองเท่าที่ควร อาจจะขาดอาหาร เสื้อผ้า หรือความรักความอบอุ่น

บ้านที่ถูก Neglected หมายถึง บ้านที่ปล่อยปละละเลย ไม่มีการซ่อมแซม ดูแลรักษา จนสภาพทรุดโทรม

ความสัมพันธ์ที่ถูก Neglected หมายถึง ความสัมพันธ์ที่คู่รักหรือเพื่อนไม่ใส่ใจ หรือให้เวลากันน้อยลง จนความสัมพันธ์เริ่มห่างเหิน

บริบทที่พบบ่อย

คำนี้มักพบในการพูดถึงประเด็นทางสังคม เช่น การละเลยเด็ก สัตว์ หรือผู้สูงอายุ รวมถึงการดูแลทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งการดูแลสุขภาพของตนเองที่ถูกละเลย

“Neglected” แปลว่าอะไร?

“Neglected” แปลว่า ถูกละเลย หรือถูกทอดทิ้ง เป็นการบอกว่าสิ่งนั้นไม่ได้รับการดูแล หรือความสนใจเท่าที่ควร

ใช้คำว่า “Neglected” ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง?

สามารถใช้ได้กับคน สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ที่ขาดการเอาใจใส่ เช่น เด็กที่ถูกละเลย สวนที่รกจนไม่มีใครดูแล หรือความรู้สึกที่ว่าคนรักไม่สนใจ

Similar Posts

  • "Landscapes” แปลว่า

    คำว่า “Landscapes” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ทิวทัศน์ หรือ ภาพของภูมิประเทศ โดยทั่วไปแล้วจะหมายถึงลักษณะทางธรรมชาติของพื้นที่ เช่น ภูเขา แม่น้ำ ทะเล ป่าไม้ หรือทุ่งหญ้า แต่ก็สามารถรวมถึงลักษณะที่มนุษย์สร้างขึ้นได้เช่นกัน เช่น เมือง หรือฟาร์ม ในการใช้งานทั่วไป คนมักจะใช้คำว่า “Landscapes” เมื่อพูดถึงความสวยงามของธรรมชาติ หรือเมื่อต้องการอธิบายถึงลักษณะทางกายภาพของสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เช่น ช่างภาพอาจจะถ่ายภาพ “landscapes” ที่สวยงาม หรือนักท่องเที่ยวอาจจะเดินทางไปชม “landscapes” อันน่าทึ่งของประเทศต่างๆ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Landscapes” ครอบคลุมถึงภาพรวมของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นการมองภาพกว้างๆ ของพื้นที่นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะพื้นผิว องค์ประกอบต่างๆ ที่มองเห็นได้ และบรรยากาศโดยรวม ตัวอย่าง “The artist is known for her beautiful landscape paintings.” (ศิลปินคนนี้มีชื่อเสียงจากภาพวาดทิวทัศน์อันงดงามของเธอ) “We drove through stunning…

  • "Beards” แปลว่า

    คำว่า “Beards” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “เครา” ซึ่งคือเส้นขนที่ขึ้นบริเวณคาง แก้ม และลำคอของผู้ชาย เป็นลักษณะทางกายภาพที่พบได้ทั่วไปและเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นชายในหลายวัฒนธรรม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “Beards” หรือ “เครา” ถูกใช้ในการพูดคุยทั่วไป เช่น การพูดถึงรูปลักษณ์ของใครบางคน หรือเมื่อพูดถึงเทรนด์แฟชั่นที่เกี่ยวข้องกับการไว้เครา ผู้ชายบางคนเลือกที่จะไว้เคราเพื่อเสริมบุคลิกภาพ หรือบางครั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นหรือสไตล์ส่วนตัว การดูแลรักษาเคราก็เป็นอีกเรื่องที่มักถูกพูดถึงเช่นกัน ความหมายและการใช้งาน Beards (เบียร์ดส์) แปลว่า “เครา” ในภาษาไทย หมายถึง เส้นขนที่งอกยาวบริเวณใบหน้าของผู้ชาย โดยเฉพาะบริเวณคาง แก้ม และลำคอ เป็นคำนามพหูพจน์ของคำว่า Beard (เบียร์ด) ที่แปลว่าเครา (หนึ่งเส้น หรือเคราโดยรวม) ตัวอย่างการใช้งาน 1. “He has a long, thick beard.” (เขามีเครายาวและดกดำ) 2. “Many men are choosing to grow beards…

  • "Maths” แปลว่า

    คำว่า “Maths” เป็นคำย่อมาจากคำว่า Mathematics ซึ่งหมายถึง วิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับปริมาณ โครงสร้าง ปริภูมิ และการเปลี่ยนแปลง โดยใช้แนวคิดต่างๆ เช่น ตัวเลข รูปทรง ตรรกะ และการคำนวณ ในชีวิตประจำวัน เราใช้ “Maths” หรือคณิตศาสตร์อยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่การคำนวณเงินทอนเมื่อซื้อของ การวางแผนการเดินทาง การคำนวณส่วนผสมในการทำอาหาร ไปจนถึงการทำความเข้าใจข้อมูลต่างๆ ที่ซับซ้อน เช่น สถิติ หรือการวิเคราะห์แนวโน้ม แม้แต่การเล่นเกม หรือการแก้ปัญหาต่างๆ ก็ล้วนต้องอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น ความหมายและการใช้งาน “Maths” คือการย่อคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในบริบทที่ไม่เป็นทางการ หรือเมื่อต้องการพูดถึงวิชาคณิตศาสตร์อย่างรวดเร็ว คนทั่วไปมักจะใช้คำนี้ในการพูดคุย หรือเขียนเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ในโรงเรียน หรือในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อนักเรียนพูดคุยกัน อาจจะพูดว่า “การบ้าน Maths วันนี้ยากจัง” หรือคุณครูอาจจะบอกว่า “วันนี้เราจะมาทบทวน Maths กันนะ” ในบางครั้ง ผู้ใหญ่ก็อาจจะใช้คำนี้ในการอธิบายเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเลข หรือการคำนวณง่ายๆ เช่น “เรื่องนี้ต้องใช้ Maths…

  • "Sticks” แปลว่า

    คำว่า “Sticks” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วหมายถึง “แท่ง” หรือ “กิ่งไม้” ครับ เป็นคำนามที่ใช้เรียกสิ่งของที่มีลักษณะยาวๆ เรียวๆ คล้ายๆ ไม้ หรือแท่งวัตถุต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะได้ยินคำว่า “Sticks” ในบริบทที่หลากหลาย เช่น เวลาพูดถึงของเล่นที่ทำจากไม้สำหรับสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข หรือเวลาพูดถึงอุปกรณ์บางอย่างที่ทำจากแท่งไม้ หรือแม้กระทั่งในสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้เปรียบเทียบสิ่งต่างๆ ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ความหมายและการใช้งาน “Sticks” หมายถึง แท่ง หรือ กิ่งไม้ โดยทั่วไปมักใช้เรียกสิ่งของที่มีลักษณะยาวและเรียว เช่น ไม้จิ้มฟัน (toothpicks), ไม้ไอศกรีม (popsicle sticks), หรือแม้กระทั่งกิ่งไม้แห้งที่หล่นจากต้นไม้ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น “The dog loves to play with sticks in the park.” (สุนัขชอบเล่นกับกิ่งไม้ในสนาม) หรือ “She used chopsticks to eat…

  • "Deductible” แปลว่า

    Deductible คือ จำนวนเงินที่เราต้องจ่ายเองก่อนที่บริษัทประกันจะเริ่มคุ้มครองค่าใช้จ่ายตามกรมธรรม์นั้นๆ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นส่วนที่เราต้องรับผิดชอบเองในความเสียหายหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งของการเคลมประกัน เวลาเราทำประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ ประกันสุขภาพ หรือประกันอื่นๆ เรามักจะเจอคำว่า Deductible ในกรมธรรม์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เราควรรู้ เพราะมันมีผลโดยตรงกับเงินที่เราต้องจ่ายจริงๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ต้องเคลมประกัน สมมติว่าเรามีประกันรถยนต์ที่ระบุ Deductible ไว้ 5,000 บาท หากรถเราเกิดอุบัติเหตุและค่าซ่อมอยู่ที่ 20,000 บาท เราจะต้องจ่ายค่าซ่อมส่วนแรก 5,000 บาทก่อน ส่วนที่เหลืออีก 15,000 บาท บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบให้ หรือถ้าเรามีประกันสุขภาพและไปหาหมอ ค่ารักษาพยาบาล 10,000 บาท และกรมธรรม์มี Deductible 3,000 บาท เราก็ต้องจ่าย 3,000 บาทแรกเอง ส่วนที่เกิน 3,000 บาท บริษัทประกันก็จะจ่ายให้ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ ความหมายและการใช้งาน Deductible คือ “ค่าเสียหายส่วนแรก” หรือ “ค่าลดหย่อน” ที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายออกไปก่อนในแต่ละเหตุการณ์ที่เคลมประกัน โดยจำนวนเงินนี้จะถูกระบุไว้ในกรมธรรม์อย่างชัดเจน และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น…

  • "Mirror” แปลว่า

    คำว่า “Mirror” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วมีความหมายว่า “กระจกเงา” ครับ เป็นวัตถุที่เราใช้ส่องดูเงาของตัวเอง หรือใช้สะท้อนภาพต่างๆ ได้ ในชีวิตประจำวัน เราใช้ “Mirror” กันอยู่บ่อยๆ เลยครับ อย่างเช่น เวลาที่เราแต่งหน้า แต่งตัว ก็ต้องมีกระจกเงาเอาไว้ส่องดูความเรียบร้อย หรือบางทีเวลาขับรถ เราก็มีกระจกมองข้าง (side mirror) ที่เป็น “Mirror” ชนิดหนึ่ง เพื่อให้เรามองเห็นรถคันหลัง หรือสิ่งที่อยู่ด้านข้างได้ ความหมายและการใช้งาน “Mirror” คือ กระจกเงา ใช้สำหรับสะท้อนภาพ เป็นได้ทั้งกระจกเงาตั้งโต๊ะ กระจกเงาติดผนัง หรือแม้แต่กระจกที่อยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือรถยนต์ ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น: “ฉันต้องส่อง mirror ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง” (ฉันต้องส่องกระจกเงาก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง) “กระจก mirror ในห้องน้ำแตกไปแล้ว” (กระจกเงาในห้องน้ำแตกไปแล้ว) “มองดูเงาสะท้อนของตัวเองใน mirror” (มองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกเงา) บริบทที่ใช้บ่อย “Mirror” มักจะถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นเงา การสะท้อนภาพ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *