"Excess” แปลว่า

คำว่า “Excess” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ส่วนที่เกินมา, ปริมาณที่มากเกินไป, หรือส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้งานหรือไม่จำเป็น เป็นการบ่งบอกถึงสภาวะที่มีบางสิ่งบางอย่างมากกว่าที่ต้องการหรือมากกว่าที่ควรจะเป็น

ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้คำว่า “Excess” ในบริบทต่างๆ เช่น เมื่อพูดถึงปริมาณอาหารที่มากเกินไปจนทานไม่หมด หรือเมื่อกล่าวถึงค่าใช้จ่ายที่สูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ยังอาจใช้ในเชิงธุรกิจเพื่ออธิบายถึงสินค้าคงคลังที่มีมากเกินกว่าความต้องการของตลาด หรือในเชิงสุขภาพเพื่ออธิบายถึงการบริโภคสารอาหารบางชนิดที่มากเกินไปจนอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย

ความหมายและการใช้งาน

“Excess” หมายถึง ปริมาณที่เกินพอดี เกินกว่าที่จำเป็น หรือเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ การใช้งานจะขึ้นอยู่กับบริบทของประโยค เช่น

  • Excess baggage: สัมภาระส่วนเกินที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม
  • Excessive: มากเกินไป (เป็นคำคุณศัพท์ที่มาจาก ‘excess’)
  • In excess of: มากกว่า (ใช้ระบุปริมาณที่มากกว่าตัวเลขที่กล่าวถึง)

ตัวอย่างการใช้งาน

นี่คือตัวอย่างการใช้คำว่า “Excess” ในสถานการณ์ต่างๆ:

  • “The airline charged us for excess baggage.” (สายการบินคิดค่าบริการสำหรับสัมภาระส่วนเกินของเรา)
  • “Be careful not to consume alcohol in excess.” (ระวังอย่าดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป)
  • “The company reported profits in excess of one million baht.” (บริษัทรายงานผลกำไรมากกว่าหนึ่งล้านบาท)

บริบทที่พบบ่อย

“Excess” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับปริมาณที่มากเกินความจำเป็น หรือเกินกว่าที่คาดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเงิน การเดินทาง การบริโภค หรือการจัดการทรัพยากร

🔷 FAQ SECTION

“Excess” กับ “Excessive” ต่างกันอย่างไร?

“Excess” เป็นคำนาม หมายถึง ส่วนที่เกินมา ในขณะที่ “Excessive” เป็นคำคุณศัพท์ ขยายคำนาม หมายถึง มากเกินไป

การใช้ “Excess” ในทางธุรกิจมักหมายถึงอะไร?

ในทางธุรกิจ “Excess” อาจหมายถึงสินค้าคงคลังส่วนเกิน (excess inventory) ที่ขายไม่ออก หรือต้นทุนส่วนเกิน (excess cost) ที่สูงกว่าที่วางแผนไว้

Similar Posts

  • "Initiative” แปลว่า

    คำว่า “Initiative” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ความคิดริเริ่ม” หรือ “การเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ” โดยเน้นไปที่การเป็นผู้ลงมือทำก่อน หรือการเสนอแนวคิดใหม่ๆ เพื่อพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “Initiative” ถูกนำไปใช้ในหลายบริบท เช่น ในการทำงาน เมื่อมีคนเสนอไอเดียใหม่ๆ หรือเป็นอาสาสมัครในการทำโปรเจกต์ที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็จะถูกชมว่ามี “Initiative” หรือบางครั้งในสถานการณ์ที่ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หากมีคนกล้าตัดสินใจและลงมือทำก่อน ก็ถือว่าคนนั้นมี “Initiative” ที่ดี ความหมายและการใช้งาน “Initiative” หมายถึง การมีความคิดริเริ่ม การเป็นผู้ริเริ่ม หรือการลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อนที่จะมีคำสั่งหรือการร้องขอ มักเกี่ยวข้องกับการแสดงออกถึงความกระตือรือร้น ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการแก้ไขปัญหา การมี “Initiative” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ตัวอย่างการใช้งาน ในที่ทำงาน หากพนักงานคนหนึ่งสังเกตเห็นว่ากระบวนการทำงานบางอย่างล่าช้า และเสนอแนวทางแก้ไขพร้อมทั้งอาสาเป็นผู้นำในการปรับปรุงกระบวนการนั้นให้ดีขึ้น พฤติกรรมนี้เรียกว่ามี “Initiative” หรือในการเรียน เมื่อนักเรียนกลุ่มหนึ่งเห็นว่ามีปัญหาขยะในโรงเรียน จึงรวมตัวกันจัดกิจกรรมรณรงค์และหาแนวทางจัดการขยะด้วยตนเอง นี่ก็คือการแสดง “Initiative” ที่น่าชื่นชม บริบทที่ใช้บ่อย “Initiative” มักถูกใช้ในบริบทของการทำงาน การพัฒนาตนเอง หรือการแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินผลการปฏิบัติงาน การสัมภาษณ์งาน…

  • "Rhythms” แปลว่า

    คำว่า “Rhythms” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้เรียก “จังหวะ” หรือ “ทำนอง” ซึ่งสามารถหมายถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ หรืออาจหมายถึงการดำเนินไปของเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นวงจร หรือเป็นไปตามลำดับที่คุ้นเคย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Rhythms” ในหลายบริบท เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ (heart rhythms) ที่บ่งบอกถึงสุขภาพ หรือจังหวะชีวิตประจำวัน (daily rhythms) ที่เราทำกิจกรรมต่างๆ ซ้ำๆ ในแต่ละวัน หรือแม้แต่จังหวะในดนตรี (musical rhythms) ที่ทำให้เพลงมีความน่าสนใจและน่าฟัง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Rhythms” หมายถึง รูปแบบของการเคลื่อนไหว การเปลี่ยนแปลง หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ สม่ำเสมอ หรือเป็นวัฏจักร สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในเชิงรูปธรรม เช่น จังหวะของเพลง หรือในเชิงนามธรรม เช่น จังหวะชีวิต หรือจังหวะการทำงาน ตัวอย่าง “The Rhythms of nature are fascinating, from the…

  • "Written” แปลว่า

    คำว่า “Written” ในภาษาอังกฤษมีความหมายโดยตรงว่า “ถูกเขียน” หรือ “ที่เขียนขึ้น” เป็นรูปอดีตกาล (past participle) ของกริยา “write” ซึ่งแปลว่า “เขียน” นั่นเองค่ะ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Written” ในหลายบริบท เช่น เมื่อพูดถึงเอกสารที่จัดทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อตกลงที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร หรือแม้กระทั่งเมื่อเราต้องการระบุว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ถูกบันทึกไว้แล้ว ไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “written contract” ที่หมายถึงสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีความชัดเจนและเป็นหลักฐานได้ค่ะ ความหมายและการใช้งาน “Written” ใช้เพื่ออธิบายสิ่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือสิ่งที่ได้ถูกเขียนขึ้นแล้ว โดยเน้นว่ามันไม่ใช่แค่ความคิดหรือการพูด แต่เป็นการบันทึกที่สามารถมองเห็นหรืออ่านได้ ตัวอย่างการใช้งาน “Please submit your application in written form.” (กรุณาส่งใบสมัครของคุณในรูปแบบลายลักษณ์อักษร) “The agreement was written down to avoid any misunderstandings.” (ข้อตกลงถูกเขียนลงไปเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด) “She has…

  • "Dizzy” แปลว่า

    คำว่า “Dizzy” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง อาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือรู้สึกมึนงง คล้ายกับจะล้ม หรือทรงตัวไม่อยู่ บางครั้งอาจรู้สึกเหมือนสิ่งรอบตัวกำลังหมุนไปมา ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Dizzy” เมื่อเรารู้สึกไม่สบายตัวจากอาการดังกล่าว เช่น หลังจากลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป หรือเมื่อรู้สึกไม่สบายจากการเดินทาง การใช้คำนี้จะช่วยอธิบายความรู้สึกของเราให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่ายขึ้น ความหมายและการใช้งาน อาการ Dizzy เป็นความรู้สึกไม่สบายที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัว หรือการรับรู้ตำแหน่งของร่างกาย อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต, ปัญหาสุขภาพหูชั้นใน, การขาดน้ำ, หรือแม้แต่อาการเมารถเมาเรือ ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อคุณรู้สึกไม่สบายจากการนั่งรถนานๆ คุณอาจพูดว่า “I feel a bit dizzy after that long car ride.” (ฉันรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อยหลังจากการนั่งรถนานๆ) หากคุณลุกขึ้นยืนเร็วเกินไปและรู้สึกหน้ามืด คุณอาจพูดว่า “I stood up too fast and felt dizzy for a…

  • "Rectangles” แปลว่า

    คำว่า “Rectangles” เป็นคำนามในภาษาอังกฤษ หมายถึง รูปทรงเรขาคณิตสี่เหลี่ยมที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีมุมทั้งสี่มุมเป็นมุมฉาก (90 องศา) และด้านตรงข้ามกันจะมีความยาวเท่ากันและขนานกัน ในชีวิตประจำวัน เราพบเห็นรูปทรง Rectangles ได้ทั่วไป เช่น หน้าต่าง ประตู โทรทัศน์ สมุด หนังสือ หรือแม้แต่หน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เราใช้กันอยู่ การเข้าใจความหมายของ Rectangles จะช่วยให้เราสามารถอธิบายหรือระบุลักษณะของสิ่งของต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน Rectangles คือ รูปสี่เหลี่ยมมุมฉาก ซึ่งหมายความว่ารูปทรงนี้มี 4 ด้าน โดยแต่ละมุมจะมีขนาด 90 องศา ด้านที่อยู่ตรงข้ามกันจะมีความยาวเท่ากันเสมอ เรามักใช้คำนี้เพื่ออธิบายรูปร่างของวัตถุต่างๆ ที่มีลักษณะดังกล่าว ตัวอย่างการใช้งาน เราอาจจะพูดว่า “หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นรูป Rectangles” หรือ “กรอบรูปนี้มีลักษณะเป็น Rectangles” เป็นต้น คำถามที่พบบ่อย Rectangles กับ Square ต่างกันอย่างไร? Square (สี่เหลี่ยมจัตุรัส) ถือเป็น Rectangles…

  • "Brutal” แปลว่า

    คำว่า “Brutal” เป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษที่ใช้บรรยายถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่รุนแรง โหดร้าย ทารุณ หรือไม่ปรานีอย่างยิ่ง มักใช้เพื่ออธิบายถึงการกระทำ เหตุการณ์ หรือแม้แต่สภาพอากาศที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความเสียหาย หรือความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะได้ยินคำว่า “Brutal” ถูกนำมาใช้ในหลากหลายบริบท เช่น การบรรยายถึงการแข่งขันกีฬาที่ดุเดือด การโจมตีที่รุนแรง การตัดสินใจที่เด็ดขาดและไม่คำนึงถึงผลกระทบทางอารมณ์ หรือแม้แต่สภาพอากาศที่เลวร้าย เช่น คลื่นความร้อนที่แผดเผาอย่างรุนแรง ก็อาจถูกเรียกว่า “Brutal heat” ได้ ผู้คนมักใช้คำนี้เพื่อเน้นย้ำถึงความหนักหน่วงหรือความโหดร้ายของสิ่งที่กำลังพูดถึง เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจถึงระดับของความรุนแรงได้อย่างชัดเจน ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Brutal” หมายถึง ความโหดร้าย ทารุณ ไร้ความปรานี หรือรุนแรงอย่างมาก ใช้เพื่ออธิบายถึงการกระทำหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความเสียหาย หรือความทุกข์ทรมานอย่างรุนแรง ตัวอย่างการใช้งาน 1. การต่อสู้ที่ Brutal: หมายถึง การต่อสู้ที่ดุเดือด รุนแรง และอาจมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก 2. คำตัดสินที่ Brutal: หมายถึง คำตัดสินที่เด็ดขาด โหดร้าย และอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ที่ถูกตัดสิน 3….

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *