"Deposition” แปลว่า

คำว่า “Deposition” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “การให้การ” หรือ “การเบิกความ” ซึ่งมักจะใช้ในบริบททางกฎหมาย หมายถึง การที่บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี เช่น พยาน หรือคู่กรณี ถูกซักถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่รู้เห็นเกี่ยวกับคดีนั้นๆ โดยมีผู้บันทึกคำให้การไว้เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลต่อไป

ในชีวิตประจำวัน เราอาจไม่ค่อยได้ยินคำว่า “Deposition” บ่อยนัก แต่ถ้ามีใครกำลังดำเนินคดี หรือกำลังจะไปให้การในฐานะพยานในต่างประเทศ ก็อาจจะได้ยินคำนี้ การ “Deposition” จึงเป็นกระบวนการสำคัญในการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานก่อนที่จะเข้าสู่การพิจารณาคดีในศาล ทำให้การตัดสินคดีมีความรอบด้านและเป็นธรรมมากขึ้น

ความหมายและการใช้งาน

Deposition คือ การให้การเป็นพยานหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในคดี โดยปกติจะเกิดขึ้นนอกศาล มีทนายความของแต่ละฝ่ายเข้าร่วมด้วย และมีผู้บันทึกคำให้การที่เรียกว่า “Court Reporter” หรือ “Stenographer” คอยจดบันทึกทุกคำพูดอย่างละเอียด วัตถุประสงค์หลักคือเพื่อเก็บข้อมูลไว้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาคดี หรือเพื่อใช้ในการเตรียมตัวสืบพยานในชั้นศาล

ตัวอย่างการใช้งาน

สมมติว่ามีอุบัติเหตุรถชนกัน และมีพยานเห็นเหตุการณ์ ทนายความของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะนัดหมายให้พยานคนนั้นไปทำ “Deposition” เพื่อซักถามถึงรายละเอียดที่เห็นในวันเกิดเหตุ คำให้การที่ได้จากการ “Deposition” นี้ จะถูกนำไปใช้ประกอบสำนวนคดี

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Deposition” มักจะพบเห็นได้บ่อยในระบบกฎหมายของประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือสหราชอาณาจักร เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการค้นหาความจริง (Discovery Process) ก่อนการพิจารณาคดี ซึ่งช่วยให้ทั้งสองฝ่ายได้ทราบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของอีกฝ่ายหนึ่งล่วงหน้า

🔷 FAQ SECTION

Deposition แตกต่างจากการให้การในศาลอย่างไร?

Deposition เป็นการให้การนอกศาล โดยมีทนายความของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมและบันทึกคำให้การไว้ ส่วนการให้การในศาล (Testimony) คือการเบิกความต่อหน้าผู้พิพากษาในห้องพิจารณาคดี

ใครบ้างที่ต้องทำการ Deposition?

บุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี เช่น พยาน ผู้เชี่ยวชาญ หรือคู่กรณี อาจถูกเรียกให้ทำการ Deposition ได้ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกำหนดของคดีนั้นๆ

Similar Posts

  • "Messed” แปลว่า

    คำว่า “Messed” เป็นคำกริยาช่องที่ 2 หรือช่องที่ 3 ของคำว่า “mess” ซึ่งมีความหมายหลักๆ คือ ทำให้ยุ่งเหยิง ทำให้สับสน หรือทำให้เสียหาย โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในสถานการณ์ที่สิ่งต่างๆ ไม่เป็นระเบียบ ไม่เรียบร้อย หรือเกิดความผิดพลาดขึ้น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Messed” ในหลากหลายบริบท เช่น เมื่อพูดถึงห้องที่รกจนไม่รู้จะเริ่มเก็บตรงไหน หรือเมื่อพูดถึงแผนการที่ถูกทำให้พังไปหมด หรือแม้กระทั่งเมื่อพูดถึงความรู้สึกที่สับสนวุ่นวายใจ คำนี้ให้ความรู้สึกถึงความไม่สมบูรณ์ ความไม่เป็นระเบียบ หรือความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันทีว่าสถานการณ์นั้นๆ ไม่ได้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ความหมายและการใช้งาน “Messed” หมายถึง การทำให้สิ่งต่างๆ เกิดความยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ ทำให้เสียหาย หรือทำให้ผิดพลาดไปจากเดิม เป็นได้ทั้งการกระทำที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ ตัวอย่างการใช้งาน The kids messed up the living room. (เด็กๆ ทำให้ห้องนั่งเล่นเละเทะไปหมด) My plans were messed up by…

  • "Patch” แปลว่า

    คำว่า “Patch” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “แผ่นแปะ” หรือ “ส่วนที่นำมาปะติดปะต่อ” เพื่อแก้ไข ซ่อมแซม หรือปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างให้ดีขึ้น โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้ในบริบทของการแก้ไขข้อผิดพลาด การอัปเดต หรือการเสริมประสิทธิภาพ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะเจอกับคำว่า “Patch” ในหลายสถานการณ์ เช่น เวลาที่ซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันที่เราใช้มีปัญหา ผู้พัฒนาอาจจะออก “Patch” มาเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นๆ หรือเวลาที่เราเห็นเสื้อผ้าที่มีการปะชุน เราก็อาจจะเรียกว่า “Patch” ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ในวงการเกม ก็มีการใช้ “Patch” เพื่ออัปเดตหรือปรับสมดุลของเกมอยู่เสมอ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Patch” หมายถึง ชิ้นส่วนที่ใช้ในการซ่อมแซมหรือเสริม เช่น แผ่นปะสำหรับเสื้อผ้าหรือยางรถยนต์ ในทางเทคโนโลยี “Patch” หมายถึง ชุดคำสั่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด (bug) หรือเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ ให้กับโปรแกรมหรือระบบปฏิบัติการ ตัวอย่างการใช้งาน ซอฟต์แวร์: “บริษัทได้ปล่อย Patch ใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยของระบบ” เสื้อผ้า: “เสื้อยีนส์ตัวนี้มี Patch ลายเท่ๆ ติดอยู่”…

  • "Books” แปลว่า

    คำว่า “Books” เป็นคำนามในภาษาอังกฤษ หมายถึง หนังสือ โดยทั่วไปแล้ว หนังสือคือชุดของกระดาษที่ถูกเขียนหรือพิมพ์ขึ้น และเย็บติดกันเป็นเล่มเพื่อใช้ในการบันทึกข้อมูล เรื่องราว ความรู้ หรือความบันเทิง หนังสือมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่หนังสือเรียน ตำรา นวนิยาย หนังสือบทกวี ไปจนถึงหนังสือภาพสำหรับเด็ก ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Books” หรือ “หนังสือ” ในหลายบริบท เช่น เวลาที่เราพูดถึงการอ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ หรือเพื่อความเพลิดเพลิน เราอาจจะบอกว่า “I love reading Books” ซึ่งหมายถึง “ฉันชอบอ่านหนังสือ” หรือเมื่อเราไปร้านหนังสือ เราก็มองหา “Books” ที่เราสนใจ หรือเมื่อเราพูดถึงการเรียน เราก็มักจะพูดถึง “Textbooks” ซึ่งก็คือหนังสือเรียนนั่นเอง นอกจากนี้ ในยุคดิจิทัล เราก็มี “eBooks” ซึ่งเป็นหนังสือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถอ่านได้บนอุปกรณ์ต่างๆ ความหมายและการใช้งาน “Books” แปลว่า หนังสือ ซึ่งเป็นสื่อกลางในการบันทึกและถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการ สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบรูปธรรม (หนังสือเล่ม)…

  • "Profit” แปลว่า

    คำว่า “Profit” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “กำไร” หรือ “ผลกำไร” ครับ เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในแวดวงธุรกิจและการเงิน เพื่อบ่งบอกถึงจำนวนเงินที่เหลืออยู่หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกไปจากการดำเนินงาน หรือการลงทุนต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “Profit” หรือ “กำไร” ในบริบทของการซื้อขายสินค้า การลงทุน หรือการทำธุรกิจต่างๆ เช่น พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของได้ ก็จะพูดถึง “กำไร” ที่ได้จากการขาย หรือบริษัทที่ประกาศผลประกอบการ ก็จะมีการแจ้ง “กำไรสุทธิ” ที่ทำได้ในแต่ละปี การเข้าใจความหมายของ “Profit” จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ไม่ว่าจะในระดับบุคคลหรือระดับธุรกิจ ความหมายและการใช้งาน “Profit” หมายถึง ผลต่างที่เป็นบวกระหว่างรายรับทั้งหมดกับค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ หรือในการทำธุรกรรมหนึ่งๆ พูดง่ายๆ คือ เงินที่เหลือจากการขายสินค้าหรือบริการ หักลบต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วนั่นเองครับ ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: ร้านค้าเล็กๆ ที่ขายเสื้อผ้า อาจจะพูดว่า “เราตั้งราคาขายเสื้อตัวนี้ไว้ที่ 300 บาท ต้นทุน 150 บาท ดังนั้นเราจะได้…

  • "Today” แปลว่า

    คำว่า “Today” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วไป หมายถึง “วันนี้” หรือ “วันปัจจุบัน” เป็นการระบุถึงช่วงเวลาที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ขณะที่พูดหรือเขียน ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Today” เพื่อพูดถึงเหตุการณ์ กิจกรรม หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันปัจจุบัน เช่น “Today is a beautiful day” (วันนี้เป็นวันที่สวยงาม) หรือ “What are your plans for today?” (คุณมีแผนจะทำอะไรในวันนี้) มันช่วยให้เราสื่อสารเกี่ยวกับเวลาได้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Today” มีความหมายหลักคือ “วันนี้” ซึ่งหมายถึงวันที่กำลังดำเนินอยู่ หรือวันปัจจุบันที่แตกต่างจากเมื่อวาน (yesterday) หรือวันพรุ่งนี้ (tomorrow) เราใช้คำนี้เพื่ออ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ หรือเพื่อวางแผนสำหรับกิจกรรมที่จะทำในวันนี้ ตัวอย่างการใช้งาน “I have a meeting today.” (วันนี้ฉันมีการประชุม) “We will go to…

  • "Surprises” แปลว่า

    คำว่า “Surprises” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง สิ่งที่ไม่คาดคิด สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือการทำให้ประหลาดใจ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งในทางที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ เป็นคำนามพหูพจน์ของคำว่า “surprise” ซึ่งหมายถึงความประหลาดใจ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอ “surprises” อยู่บ่อยครั้ง เช่น เพื่อนเซอร์ไพรส์วันเกิด หรือการได้รับข่าวดีที่ไม่คาดฝัน หรือบางครั้งก็อาจเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดในแง่ลบ เช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน การใช้คำนี้จะสื่อถึงเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการวางแผนหรือการคาดการณ์ของเรา ความหมายและการใช้งาน “Surprises” คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหวังไว้ล่วงหน้า ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใจ อาจเป็นสิ่งที่ดี เช่น ของขวัญ การได้รับคำชม หรือการค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรืออาจเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ข่าวร้าย หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่สร้างความกังวล ตัวอย่าง งานเลี้ยงวันเกิดที่เพื่อนๆ มาเซอร์ไพรส์ ทำให้เจ้าของวันเกิดประหลาดใจมาก การค้นพบ “surprises” ในการสำรวจทางโบราณคดี เธอเตรียม “surprises” เล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ลูกๆ เมื่อกลับบ้าน บริบทที่พบบ่อย คำว่า “surprises” มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการสร้างความตื่นเต้น ความประหลาดใจ หรือเมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *