"Corridor” แปลว่า

คำว่า “Corridor” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ทางเดิน” หรือ “โถงทางเดิน” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วหมายถึงพื้นที่แคบๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างห้องต่างๆ ในอาคาร หรือระหว่างส่วนต่างๆ ของสถานที่นั้นๆ

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Corridor” เพื่ออธิบายถึงทางเดินยาวๆ ในสถานที่ต่างๆ เช่น ทางเดินในโรงเรียน ทางเดินในโรงพยาบาล หรือแม้แต่ทางเดินในอพาร์ตเมนต์ ก็สามารถเรียกว่า “Corridor” ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังอาจหมายถึงทางเดินที่เชื่อมต่อระหว่างอาคาร หรือทางเดินในสวนสาธารณะที่มีต้นไม้ขนาบข้างก็ได้

ความหมายและการใช้งาน

Corridor หมายถึง พื้นที่ที่เป็นทางผ่านหรือทางเชื่อมต่อระหว่างห้องต่างๆ หรือส่วนต่างๆ ของอาคาร มีลักษณะเป็นทางยาวและค่อนข้างแคบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรไปมา

ตัวอย่างการใช้งาน

นักเรียนเดินสวนกันใน Corridor ของโรงเรียน

คุณหมอเดินไปตาม Corridor เพื่อตรวจคนไข้ที่ห้องพัก

เรายืนคุยกันที่ Corridor หน้าห้องประชุม

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Corridor” มักใช้ในบริบทของสถาปัตยกรรม การออกแบบอาคาร หรือเมื่อกล่าวถึงพื้นที่ภายในอาคารต่างๆ เช่น โรงแรม สำนักงาน โรงเรียน โรงพยาบาล หรือแม้แต่ในบ้านที่มีขนาดใหญ่

🔷 FAQ SECTION

“Corridor” แตกต่างจาก “Hallway” อย่างไร?

โดยทั่วไป “Corridor” และ “Hallway” มีความหมายใกล้เคียงกันมาก คือหมายถึงทางเดิน แต่ “Corridor” มักจะสื่อถึงทางเดินที่ยาวกว่าและแคบกว่า ในขณะที่ “Hallway” อาจจะหมายถึงทางเข้าบ้าน หรือโถงทางเดินที่กว้างกว่าได้

มีคำไทยคำอื่นที่ใช้แทน “Corridor” ได้หรือไม่?

มีครับ คำไทยที่ใช้แทน “Corridor” ได้ คือ “ทางเดิน” “โถงทางเดิน” หรือ “ระเบียง” ขึ้นอยู่กับบริบทและลักษณะของพื้นที่นั้นๆ

Similar Posts

  • "Expense” แปลว่า

    คำว่า “Expense” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ค่าใช้จ่าย” หรือ “รายจ่าย” ครับ เป็นคำที่ใช้เรียกถึงจำนวนเงินที่เราต้องจ่ายออกไปเพื่อซื้อสินค้า บริการ หรือเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าสาธารณูปโภค หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเจอคำว่า “Expense” ได้บ่อยครั้งในการวางแผนการเงิน การทำบัญชีรายรับรายจ่าย หรือแม้กระทั่งเวลาที่เราไปซื้อของตามร้านค้าต่างๆ เช่น เวลาที่เราเห็นใบเสร็จรับเงิน ก็จะมีรายการ “Expense” หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ ระบุอยู่ หรือเวลาที่เราพูดคุยเกี่ยวกับการบริหารเงิน เราอาจจะพูดว่า “ต้องควบคุม Expense ในแต่ละเดือนให้ดี” ซึ่งก็หมายถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมนั่นเองครับ ความหมายและการใช้งาน “Expense” หมายถึง ค่าใช้จ่าย หรือ รายจ่าย เป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายออกไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ หรือเพื่อใช้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อาจเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าใช้จ่ายในการทำงาน หรือค่าใช้จ่ายทางธุรกิจก็ได้ ตัวอย่างการใช้งาน “My monthly expense for food is quite high.”…

  • "Glow” แปลว่า

    คำว่า “Glow” เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง การเปล่งแสงเรืองรอง หรือการส่องสว่างออกมาอย่างนุ่มนวล โดยมักจะใช้ในความหมายที่เกี่ยวกับความสวยงาม สุขภาพที่ดี หรือความรู้สึกดีๆ ที่แสดงออกมาให้เห็นภายนอก ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Glow” บ่อยครั้งในการพูดถึงผิวพรรณ เช่น “skin glow” ที่หมายถึงผิวที่ดูสุขภาพดี เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล หรือเวลาที่ใครสักคนมีความสุขมากๆ จนดูเหมือนมีออร่า หรือ “glowing” ที่แปลว่าเปล่งประกาย ก็สามารถนำมาใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟที่สลัวๆ หรือแม้แต่ความรู้สึกดีๆ ที่ทำให้คนคนนั้นดูสดใสขึ้นมา ความหมายและการใช้งาน โดยทั่วไป “Glow” หมายถึง การเปล่งแสงหรือความสว่างออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การกระพริบ หรือการสว่างจ้า แต่เป็นการส่องแสงที่นุ่มนวล อบอุ่น และดูเป็นธรรมชาติ มักถูกนำไปใช้ในบริบทที่สื่อถึงความงาม ความมีสุขภาพดี ความสุข หรือสิ่งที่ดูดีมีเสน่ห์ ตัวอย่างการใช้งาน เราอาจได้ยินประโยคเช่น “Her skin has a healthy glow.” (ผิวของเธอเปล่งประกายสุขภาพดี) หรือ “He was…

  • "วสันต์” แปลว่า

    คำว่า “วสันต์” เป็นคำนามในภาษาไทย มีความหมายถึง ฤดูใบไม้ผลิ หรือช่วงเวลาที่อากาศอบอุ่นหลังจากฤดูหนาว อากาศจะเริ่มสบาย ไม่หนาวจัดและไม่ร้อนจนเกินไป เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา ต้นไม้เริ่มผลิใบ ดอกไม้เริ่มบาน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “วสันต์” ปรากฏอยู่ในบทกวี บทเพลง หรือชื่อสถานที่ต่างๆ เพื่อสื่อถึงความงดงาม ความสดชื่น และการเริ่มต้นใหม่ หากพูดถึง “วสันต์” ในบริบททั่วไป อาจจะหมายถึงช่วงเวลาที่อากาศดี เหมาะแก่การทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังอาจใช้เป็นชื่อบุคคล หรือชื่อผลิตภัณฑ์ที่ต้องการสื่อถึงความสดใส ความอุดมสมบูรณ์ หรือความเป็นมงคล ความหมายและการใช้งาน คำว่า “วสันต์” มีความหมายหลักคือ ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อากาศอบอุ่นขึ้นหลังฤดูหนาว เป็นฤดูแห่งการเจริญเติบโตของพืชพรรณ มีดอกไม้ออกใบ ดอกไม้บานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอม เป็นช่วงเวลาที่สวยงามและสดชื่น ตัวอย่างการใช้งาน ในบทกวี อาจกล่าวถึง “วสันต์” เพื่อบรรยายความงามของธรรมชาติ เช่น “ลมวสันต์พัดมา พาใจให้ชื่นฉ่ำ” หรือ “ยามวสันต์เบ่งบาน ดอกไม้นานาพรรณ” ในชีวิตประจำวัน อาจใช้กล่าวถึงสภาพอากาศ…

  • "Fatter” แปลว่า

    คำว่า “Fatter” เป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษที่มาจากคำว่า “fat” ซึ่งหมายถึง “อ้วน” เมื่อเติม “-er” เข้าไป จะกลายเป็นรูปขั้นกว่า (comparative degree) ใช้เพื่อเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่ง “อ้วนกว่า” อีกสิ่งหนึ่ง ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้คำว่า “fatter” เมื่อพูดถึงรูปร่างของคน สัตว์ หรือแม้กระทั่งสิ่งของที่ดูอ้วนกลมกว่าเดิม หรือมีขนาดใหญ่กว่าที่เคยเป็น เช่น ถ้าเพื่อนคนหนึ่งเคยผอม แต่ตอนนี้ดูมีน้ำมีนวลขึ้น เราก็อาจจะบอกว่าเขา “fatter” ลง หรือถ้าเราเปรียบเทียบขนาดของผลไม้สองลูกที่เหมือนกัน แต่ลูกหนึ่งดูใหญ่กว่า เราก็อาจจะบอกว่าลูกนั้น “fatter” กว่า ความหมายและการใช้งาน “Fatter” แปลตรงตัวว่า “อ้วนกว่า” ใช้เพื่อเปรียบเทียบว่าสิ่งใดมีลักษณะความอ้วนมากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง ตัวอย่าง 1. “This cat is much fatter than the one next door.” (แมวตัวนี้อ้วนกว่าแมวข้างบ้านมาก) 2. “After the holidays,…

  • "Heel” แปลว่า

    คำว่า “Heel” ในภาษาอังกฤษนั้นมีความหมายหลักๆ อยู่สองแบบ คือ ส่วนส้นเท้าของเท้า และความหมายในเชิงเปรียบเปรยที่หมายถึงคนไม่ดีหรือคนพาล ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Heel” ในบริบทที่เกี่ยวกับรองเท้า เช่น “รองเท้าส้นสูง” ที่เรียกว่า “high heels” หรือเมื่อพูดถึงการเดินที่ลงน้ำหนักที่ส้นเท้า ในอีกความหมายหนึ่งที่ใช้ในเชิงเปรียบเปรย มักจะใช้เรียกคนที่ทำตัวไม่ดี มีนิสัยก้าวร้าว หรือเป็นคนอันธพาล ซึ่งความหมายนี้จะพบได้บ่อยในภาพยนตร์หรือนิยาย ความหมายและการใช้งาน ความหมายหลัก: ส้นเท้า: ส่วนหลังสุดของเท้ามนุษย์ ส้นรองเท้า: ส่วนที่นูนออกมาด้านหลังของรองเท้า คนไม่ดี/คนพาล (เชิงเปรียบเปรย): ใช้เรียกบุคคลที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ก้าวร้าว หรือเป็นอันธพาล บริบทและการใช้งานทั่วไป คำว่า “Heel” ถูกใช้ในหลากหลายสถานการณ์: แฟชั่นและรองเท้า: “She loves wearing high heels.” (เธอชอบใส่รองเท้าส้นสูง) การแพทย์: “The doctor examined his heel pain.” (หมอตรวจอาการปวดส้นเท้าของเขา) ในวงการบันเทิง/กีฬา (เชิงเปรียบเปรย): มักใช้เรียกตัวร้ายในภาพยนตร์…

  • "Flash” แปลว่า

    คำว่า “Flash” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ อยู่สองนัย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้งาน หากหมายถึง “การกะพริบ” จะใช้ในความหมายของการเกิดแสงสว่างวาบขึ้นมาอย่างรวดเร็วแล้วดับไป ในขณะที่หากหมายถึง “ความเร็ว” จะสื่อถึงการเคลื่อนไหวหรือการเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ยินคำว่า “Flash” บ่อยครั้งในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เวลาถ่ายรูปด้วยกล้อง แสงแฟลชจะสว่างวาบขึ้นมาเพื่อช่วยให้ภาพสว่างชัดเจน หรือเวลาที่เกิดเหตุการณ์สำคัญอย่างกะทันหัน เราอาจเปรียบเปรยว่าเกิดขึ้น “Flash” ขึ้นมา หรือบางครั้งอาจได้ยินคำว่า “Flash sale” ซึ่งหมายถึงการลดราคาแบบฉับพลันในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Flash” สามารถแปลเป็นภาษาไทยได้หลากหลายตามบริบท: การกะพริบ/แสงวาบ: ใช้กับปรากฏการณ์ที่เกิดแสงสว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป, แสงไฟกะพริบ ความเร็ว/ฉับพลัน: ใช้เปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก การปรากฏอย่างกะทันหัน: ใช้กับสิ่งของหรือข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างการใช้งาน ถ่ายรูป: “เปิดแฟลชหน่อย” (Turn on the flash) เหตุการณ์: “ข่าวนี้มาแบบ Flash เลย” (This news came…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *