"Supplementary” แปลว่า

คำว่า “Supplementary” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “เสริม” หรือ “เพิ่มเติม” ครับ เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงสิ่งที่ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อทำให้บางสิ่งบางอย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หรือเพื่อสนับสนุนสิ่งที่มีอยู่เดิมให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำนี้ในบริบทต่างๆ เช่น การเรียน การทำงาน หรือแม้แต่ในเรื่องของอาหาร การมี “Supplementary” เข้ามาก็เหมือนกับการมีตัวช่วยที่ทำให้เราได้รับข้อมูลครบถ้วน หรือได้รับประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิม ลองนึกถึงเวลาเราเรียนหนังสือ บางทีอาจจะมีเอกสาร “Supplementary” ที่เป็นเนื้อหาเพิ่มเติมจากตำราหลัก เพื่อให้เราเข้าใจบทเรียนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือเวลาพูดถึงอาหารเสริม ก็คือ “Supplementary” ที่ช่วยเสริมสารอาหารที่ร่างกายอาจจะได้รับไม่เพียงพอจากอาหารปกติครับ

ความหมายและการใช้งาน

“Supplementary” หมายถึง สิ่งที่เข้ามาช่วยเสริมหรือเพิ่มเติมจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทั่วไปจะใช้กับเนื้อหา ข้อมูล หรือสิ่งที่เข้ามาสนับสนุนหลัก

ตัวอย่างการใช้งาน

1. การเรียน: เอกสารประกอบการเรียน (Supplementary materials) ที่ครูแจกให้นอกเหนือจากหนังสือเรียนหลัก เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

2. การเงิน: การจ่ายเงินสมทบ (Supplementary payment) ซึ่งเป็นการจ่ายเพิ่มเติมจากเงินงวดปกติ

3. สุขภาพ: อาหารเสริม (Supplementary food) ที่ทานเพื่อเพิ่มสารอาหารที่ขาดไป

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Supplementary” มักจะปรากฏในบริบทที่ต้องการอธิบายถึงสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มหรือสนับสนุนสิ่งที่มีอยู่แล้วให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลเพิ่มเติม เนื้อหาประกอบ หรือการสนับสนุนในด้านต่างๆ

🔷 FAQ SECTION

“Supplementary” กับ “Additional” ต่างกันอย่างไร?

แม้จะมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ “Supplementary” มักจะเน้นที่การเสริมหรือทำให้สมบูรณ์ขึ้น ในขณะที่ “Additional” จะหมายถึงการเพิ่มเข้าไปเฉยๆ โดยไม่ได้เน้นว่าต้องทำให้สมบูรณ์เสมอไป

มีคำไทยคำไหนที่ใช้แทน “Supplementary” ได้บ้าง?

คำไทยที่ใช้แทนได้ เช่น “เสริม”, “เพิ่มเติม”, “ประกอบ”, “สนับสนุน” ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ครับ

Similar Posts

  • "Nostalgia” แปลว่า

    “Nostalgia” (นอสตัลเจีย) คือ ความรู้สึกโหยหา คิดถึง หรืออาลัยอาวรณ์ถึงอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลา สถานที่ ผู้คน หรือประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งมักจะมาพร้อมกับความรู้สึกอบอุ่น สุขใจ หรือบางครั้งก็มีความเศร้าปนอยู่ด้วย เป็นความรู้สึกที่เชื่อมโยงเราเข้ากับความทรงจำดีๆ ที่ผ่านพ้นไปแล้ว ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะรู้สึก Nostalgia ได้เมื่อได้ยินเพลงเก่าๆ ที่เคยฟังสมัยเด็ก ได้เห็นรูปถ่ายเก่าๆ หรือได้กลับไปเยือนสถานที่ที่เคยมีความทรงจำร่วมอยู่ด้วย บางครั้งแค่กลิ่นบางอย่าง หรือรสชาติอาหารบางชนิด ก็สามารถกระตุ้นความรู้สึกนี้ขึ้นมาได้ทันที มันเหมือนเป็นการเดินทางย้อนเวลากลับไปสัมผัสความรู้สึกในวันวานอีกครั้ง ความหมายและการใช้งาน Nostalgia หมายถึง ความรู้สึกคะนึงหาอดีต เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเรานึกถึงเรื่องราวในอดีตแล้วรู้สึกมีความสุข อบอุ่น หรือบางครั้งก็โหยหาช่วงเวลาเหล่านั้นที่ผ่านไปแล้ว เราอาจจะใช้คำนี้เมื่อพูดถึงความทรงจำวัยเด็ก ความรักครั้งแรก หรือช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ในอดีต ตัวอย่างการใช้งาน “ฟังเพลงนี้แล้วรู้สึก Nostalgia ขึ้นมาเลย นึกถึงตอนสมัยเรียนเลย” “เห็นขนมยี่ห้อนี้แล้วคิดถึงตอนเด็กๆ จังเลย เป็น Nostalgia ที่ดีจริงๆ” “พอได้กลับไปบ้านเกิด ก็เกิดความรู้สึก Nostalgia ถึงบรรยากาศเก่าๆ” บริบทที่พบบ่อย คำว่า Nostalgia มักถูกใช้เมื่อพูดถึงความทรงจำในวัยเด็ก…

  • "Architects” แปลว่า

    คำว่า “Architects” ในภาษาไทยหมายถึง สถาปนิก ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการออกแบบและวางแผนการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน หรือแม้แต่เมือง การทำงานของสถาปนิกนั้นครอบคลุมตั้งแต่การคิดแนวคิด การออกแบบรายละเอียด การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการควบคุมดูแลการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบที่วางไว้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Architects” หรือ “สถาปนิก” เมื่อมีการพูดถึงการสร้างบ้านใหม่ การปรับปรุงอาคาร หรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ผู้คนมักจะปรึกษาสถาปนิกเพื่อขอคำแนะนำในการออกแบบพื้นที่ให้สวยงาม ใช้งานได้จริง และตรงตามความต้องการของเจ้าของโครงการ นอกจากนี้ สถาปนิกยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผังเมืองและพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เมืองน่าอยู่และมีความยั่งยืน ความหมายและการใช้งาน “Architects” คือกลุ่มของบุคคลที่เป็นสถาปนิก (Architect) ซึ่งเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ วางแผน และควบคุมการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยคำนี้อาจหมายถึงบุคคลคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ การใช้งานในภาษาไทยมักจะใช้คำว่า “สถาปนิก” สำหรับบุคคลคนเดียว และ “สถาปนิก” หรือ “กลุ่มสถาปนิก” สำหรับหลายคน ตัวอย่างการใช้งาน “เรากำลังจะสร้างบ้านใหม่ เลยต้องปรึกษา Architects เพื่อช่วยออกแบบ” “โครงการนี้มีทีม Architects ที่มีชื่อเสียงมาดูแลการออกแบบ” บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า “Architects” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง…

  • "Preserve” แปลว่า

    คำว่า “Preserve” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักคือ การเก็บรักษา การถนอม หรือการสงวนไว้ ซึ่งหมายถึงการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งคงอยู่ต่อไปในสภาพเดิม ไม่ให้เสื่อมเสียหรือสูญหายไปตามกาลเวลา หรือจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Preserve” ในบริบทที่หลากหลาย เช่น การถนอมอาหารเพื่อให้เก็บไว้ได้นานขึ้น การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้ถูกทำลาย หรือการรักษาประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามให้คงอยู่สืบไป ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Preserve” สามารถแปลได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ โดยทั่วไปแล้วจะหมายถึง: การเก็บรักษา (Keep safe): การดูแลรักษาสิ่งของหรือข้อมูลไม่ให้สูญหายหรือเสียหาย การถนอม (Keep in good condition): การดูแลไม่ให้อาหารหรือสิ่งของเน่าเสียหรือเสื่อมสภาพ การอนุรักษ์ (Protect from harm): การปกป้องสิ่งที่มีคุณค่า เช่น ธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือประวัติศาสตร์ ไม่ให้ถูกทำลาย การสงวน (Keep in reserve): การเก็บไว้ใช้ในภายหลัง หรือการไม่ใช้จนหมด ตัวอย่างการใช้งาน การถนอมอาหาร: “We need to preserve…

  • "Blowing” แปลว่า

    คำว่า “Blowing” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ การเป่า ลม หรือการทำให้เกิดลมพัด โดยทั่วไปแล้วจะใช้กับการกระทำที่ใช้ลมจากปากหรือเครื่องมือบางอย่างเพื่อสร้างการเคลื่อนไหวของอากาศ หรือใช้ในการทำให้บางสิ่งบางอย่างดับลงด้วยลม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นการใช้คำว่า “Blowing” ในหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเราเป่าเทียนวันเกิด เราก็ใช้คำว่า “blowing out the candles” หรือเมื่อลมพัดแรง เราอาจจะพูดว่า “the wind is blowing hard” นอกจากนี้ยังมีการใช้ในเชิงเปรียบเทียบ เช่น การเป่าฟองสบู่ (blowing bubbles) หรือแม้กระทั่งการเป่าลมใส่สิ่งของเพื่อทำความสะอาด ความหมายและการใช้งาน “Blowing” หมายถึง การกระทำที่เกี่ยวข้องกับการใช้ลม ไม่ว่าจะเป็นลมจากปาก ลมจากเครื่องเป่า หรือลมธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย เช่น ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ทำให้บางสิ่งดับลง หรือสร้างเสียง ตัวอย่างการใช้งาน Blowing out candles: การเป่าเทียน เช่น ในวันเกิด Blowing a kiss:…

  • "t a p” แปลว่า

    “tap” ในภาษาไทยสามารถแปลได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทการใช้งาน แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะหมายถึงการ “แตะ” หรือ “สัมผัส” ด้วยปลายนิ้ว หรือวัตถุบางอย่างอย่างเบาๆ ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “tap” อยู่บ่อยครั้ง เช่น เมื่อเราต้องการเปิดแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เราก็จะ “tap” ที่ไอคอน หรือเมื่อเราต้องการกดปุ่มต่างๆ บนหน้าจอสัมผัส เราก็ใช้การ “tap” นั่นเอง นอกจากนี้ ในบางบริบท “tap” อาจหมายถึงการเคาะเบาๆ หรือการเปิดก๊อกน้ำก็ได้เช่นกัน ความหมายและการใช้งาน “tap” หมายถึง การออกแรงกดเบาๆ หรือการสัมผัสด้วยปลายนิ้ว หรือวัตถุอื่น มักใช้กับหน้าจอสัมผัส, ปุ่ม, หรือพื้นผิวต่างๆ เพื่อสั่งการ หรือกระตุ้นการทำงาน ตัวอย่างการใช้งาน 1. “tap the icon to open the app.” (แตะที่ไอคอนเพื่อเปิดแอป) 2. “She tapped his shoulder to…

  • "Disp” แปลว่า

    คำว่า “Disp” เป็นคำย่อที่ใช้กันทั่วไปในภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในบริบทของการสื่อสารทางดิจิทัลและเทคโนโลยี มีความหมายหลักๆ คือ “Display” ซึ่งหมายถึง การแสดงผล หรือ หน้าจอ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Disp” ในรูปแบบของการย่อคำในการสนทนา หรือการเขียนข้อความสั้นๆ เช่น ในกลุ่มแชท หรือเมื่อพูดถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่มีการแสดงผลข้อมูล ตัวอย่างเช่น หากมีคนพูดถึง “Disp settings” ก็มักจะหมายถึง การตั้งค่าการแสดงผลของหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ หรือถ้าพูดถึง “Disp error” ก็อาจจะหมายถึง ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับการแสดงผลบนหน้าจอ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Disp” ย่อมาจาก “Display” ซึ่งแปลว่า การแสดงผล หรือ หน้าจอ ในภาษาไทย ตัวอย่าง “Check your Disp for updates.” (ตรวจสอบการแสดงผลของคุณเพื่อดูการอัปเดต) “The Disp is not working properly.” (หน้าจอแสดงผลทำงานไม่ถูกต้อง)…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *