"Weaken” แปลว่า

คำว่า “Weaken” ในภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า ทำให้ อ่อนแอลง หรือ ทำให้ ลดกำลังลง เป็นการกระทำที่ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีพลัง ความแข็งแรง หรือความสำคัญน้อยลงกว่าเดิม

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Weaken” ในสถานการณ์ที่ต้องการสื่อถึงการทำให้บางสิ่งบางอย่างไม่แข็งแรงเท่าเดิม เช่น การพูดถึงสภาพร่างกายที่อ่อนแอลงหลังจากป่วย การทำให้คู่แข่งทางการค้าอ่อนแอลง หรือแม้แต่การทำให้ข้อโต้แย้งของใครบางคนดูไม่น่าเชื่อถือและอ่อนกำลังลง

ความหมายและการใช้งาน

“Weaken” แปลตรงตัวว่า “ทำให้ อ่อนแอลง” หรือ “ทำให้ ลดกำลังลง” สามารถใช้ได้กับทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม เช่น ร่างกาย, จิตใจ, เศรษฐกิจ, อำนาจ, ความเชื่อ หรือข้อโต้แย้ง

ตัวอย่าง

  • สภาพอากาศที่แย่ลงอาจทำให้พืชผัก weaken ได้ (ทำให้พืชผักอ่อนแอลง)
  • ความขัดแย้งภายในพรรคการเมืองอาจ weaken อำนาจของผู้นำได้ (ทำให้ผู้นำมีอำนาจลดลง)
  • การขาดการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจะ weaken ความพยายามในการกอบกู้เศรษฐกิจ (ทำให้ความพยายามในการกอบกู้เศรษฐกิจอ่อนกำลังลง)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “Weaken” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับ การต่อสู้, การแข่งขัน, การเมือง, เศรษฐกิจ, สุขภาพ หรือการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ เพื่ออธิบายถึงการสูญเสียความแข็งแกร่งหรืออำนาจ

“Weaken” ใช้กับอะไรได้บ้าง?

“Weaken” สามารถใช้กับได้หลากหลาย ทั้งสิ่งมีชีวิต (เช่น ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง), สิ่งที่เป็นนามธรรม (เช่น ทำให้ความเชื่อมั่นอ่อนแอลง), หรือแม้แต่สถานการณ์ต่างๆ (เช่น ทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอลง)

มีความหมายเหมือนกับคำว่า “Weak” หรือไม่?

“Weak” เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แปลว่า อ่อนแอ, เบาบาง, ไม่แข็งแรง ส่วน “Weaken” เป็นคำกริยา (verb) ที่แปลว่า ทำให้ อ่อนแอลง เป็นการกระทำที่ส่งผลให้เกิดสภาพ “weak” ขึ้น

Similar Posts

  • "sos” แปลว่า

    SOS” เป็นคำที่ใช้กันทั่วโลกในการส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เป็นคำย่อที่มาจากภาษาอังกฤษว่า “Save Our Souls” หรือ “Save Our Ship” ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า “ช่วยชีวิตเราด้วย” หรือ “ช่วยเรือของเราด้วย” แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มักจะใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติ อุบัติเหตุ หรือสถานการณ์อันตรายอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน เราอาจไม่ค่อยได้ใช้คำว่า “SOS” ในการสื่อสารตรงๆ มากนัก แต่เราจะเห็นการใช้คำนี้หรือสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการขอความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ผู้คนอาจตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือส่งข้อความขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยอาจจะระบุคำว่า “SOS” เพื่อให้เข้าใจได้ทันทีว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ ในภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ ก็มักจะใช้คำนี้เพื่อสร้างความตื่นเต้นหรือสื่อถึงสถานการณ์วิกฤติ ความหมายและการใช้งาน โดยพื้นฐานแล้ว “SOS” คือสัญญาณสากลที่ใช้ในการขอความช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการส่งสัญญาณด้วยเสียง แสง หรือข้อความ เพื่อแจ้งให้ผู้อื่นทราบว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ตัวอย่างการใช้งาน สถานการณ์ที่อาจใช้ “SOS” ได้แก่: เรือกำลังจะจมและต้องการความช่วยเหลือ มีคนได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องการรถพยาบาลทันที ติดอยู่ในสถานการณ์อันตราย เช่น ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม บริบทและการใช้งานทั่วไป “SOS”…

  • "Receive” แปลว่า

    คำว่า “Receive” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “ได้รับ” หรือ “รับ” ครับ เป็นคำกริยาที่ใช้บอกว่าเราได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ข้อมูล หรือแม้แต่การตอบรับอะไรบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Receive” หรือ “ได้รับ” บ่อยมากครับ เช่น เมื่อเราสั่งของออนไลน์ เราก็จะรอ “Receive” พัสดุ หรือเมื่อเราส่งอีเมลไปหาใคร เราก็หวังว่าจะ “Receive” การตอบกลับ หรือเวลาที่เราไปงานอะไรสักอย่าง เราอาจจะ “Receive” ของที่ระลึกกลับบ้าน การใช้งานจะค่อนข้างตรงไปตรงมา คือการที่เราเป็นฝ่ายรับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้ามาครับ ความหมายและการใช้งาน โดยทั่วไป “Receive” หมายถึง การได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง อาจจะเป็นรูปธรรม เช่น ได้รับของขวัญ ได้รับเงิน หรือเป็นนามธรรม เช่น ได้รับข่าวสาร ได้รับการยอมรับ หรือได้รับการปฏิบัติบางอย่าง ตัวอย่างการใช้งาน I will receive the package tomorrow. (ฉันจะได้รับพัสดุในวันพรุ่งนี้)…

  • "Metoo” แปลว่า

    “Metoo” (มีทู) เป็นคำที่ใช้แสดงออกถึงการที่ผู้ที่พูดหรือเขียนประโยคนั้น มีความรู้สึก ประสบการณ์ หรือความคิดเห็นแบบเดียวกับที่ผู้อื่นได้กล่าวหรือแสดงออกไปก่อนหน้า เป็นการแสดงการเห็นด้วย หรือการบอกว่า “ฉันก็เป็นเหมือนกัน” หรือ “ฉันก็รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน” ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นหรือได้ยินคนใช้คำว่า “Metoo” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น เมื่อเพื่อนเล่าประสบการณ์ที่น่าเบื่อให้ฟัง เราอาจจะตอบกลับไปว่า “Metoo” เพื่อบอกว่าเราก็เคยเจออะไรแบบนั้นเหมือนกัน หรือเมื่อมีคนพูดถึงความชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น “ชอบกินชาไข่มุกมากเลย” แล้วมีอีกคนตอบว่า “Metoo” ก็หมายความว่าเขาเองก็ชอบกินชาไข่มุกเหมือนกัน เป็นการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงและเป็นพวกเดียวกัน ความหมายและการใช้งาน “Metoo” มาจากภาษาอังกฤษ โดย “Me” แปลว่า “ฉัน” หรือ “ผม” และ “Too” แปลว่า “ด้วย” หรือ “เช่นกัน” เมื่อรวมกันจึงมีความหมายว่า “ฉันก็ด้วย” หรือ “ฉันก็เหมือนกัน” ใช้เพื่อแสดงว่าตนเองมีความรู้สึก ประสบการณ์ หรือความคิดเห็นที่ตรงกับบุคคลอื่นที่พูดถึงก่อนหน้า เป็นการยืนยันและแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตัวอย่างการใช้งาน “วันนี้อากาศร้อนมากเลย” – “Metoo!”…

  • "To” แปลว่า

    คำว่า “To” ในภาษาอังกฤษเป็นคำบุพบท (preposition) ที่มีความหมายหลากหลายและใช้ในบริบทที่แตกต่างกันไป หน้าที่หลักๆ ของ “to” คือแสดงทิศทาง การเคลื่อนที่ การกำหนดเป้าหมาย หรือการระบุความสัมพันธ์ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “to” บ่อยครั้ง เช่น เวลาบอกทิศทางว่ากำลังจะไปที่ไหน (go to the market) หรือเวลาบอกเวลาว่าอีกกี่นาทีจะถึงเวลาใดเวลาหนึ่ง (ten minutes to five) นอกจากนี้ยังใช้เพื่อแสดงว่าสิ่งหนึ่งส่งไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง (give it to me) หรือใช้ในการเปรียบเทียบ (prefer this to that) และที่สำคัญคือใช้กับการสร้าง infinitive verb (to + verb) เพื่อบอกจุดประสงค์หรือการกระทำ ความหมายและการใช้งาน “To” สามารถแปลได้หลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท เช่น: ทิศทาง/การเคลื่อนที่: ไปยัง, สู่ (เช่น go to the…

  • "อ้อ” แปลว่า

    คำว่า “อ้อ” เป็นคำอุทานที่แสดงถึงการรับรู้ การเข้าใจ หรือการนึกขึ้นได้ในทันที มักใช้เมื่อเพิ่งจะเข้าใจความหมายของบางสิ่งบางอย่าง หรือเมื่อนึกถึงเรื่องที่ลืมไปได้ ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้คำว่า “อ้อ” บ่อยครั้งเมื่อกำลังสนทนา เช่น เมื่อเพื่อนเล่าเรื่องอะไรบางอย่างให้ฟัง แล้วเราเพิ่งจะเข้าใจว่าหมายถึงอะไร หรือเมื่อเรากำลังนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เคยได้ยินมาก่อนแล้วจู่ๆ ก็จำได้ขึ้นมา ก็จะอุทานว่า “อ้อ” เพื่อแสดงว่าเราเข้าใจแล้วนั่นเอง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “อ้อ” แสดงถึงการตระหนักรู้ การเข้าใจแจ่มแจ้ง หรือการนึกขึ้นได้ มักใช้ในสถานการณ์ที่ผู้พูดเพิ่งจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่ได้ยินหรือได้อ่าน หรือเมื่อนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่เคยลืมไปแล้ว ตัวอย่างการใช้งาน เพื่อน: “พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวทะเลกันนะ” คุณ: “อ้อ! พรุ่งนี้เหรอ ลืมไปเลย ขอบคุณที่เตือนนะ” เมื่ออ่านเจอชื่อคนที่ไม่คุ้นเคย แล้วนึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน คุณ: “อ้อ… คนนี้เองที่เคยทำงานกับพี่…” บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า “อ้อ” มักใช้ในการสนทนาทั่วไปอย่างไม่เป็นทางการ เพื่อแสดงการตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้รับ หรือเพื่อบ่งบอกว่าผู้พูดได้ประมวลผลข้อมูลและเข้าใจแล้ว คำถามที่พบบ่อย “อ้อ” ใช้ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง? สามารถใช้ได้ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเพิ่งเข้าใจความหมายของคำพูด เมื่อนึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่ลืมไป หรือเมื่อต้องการแสดงว่าเรากำลังรับฟังและเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังสื่อสาร “อ้อ”…

  • "Wife” แปลว่า

    คำว่า “Wife” ในภาษาอังกฤษมีความหมายตรงตัวในภาษาไทยว่า “ภรรยา” หรือ “ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว” เป็นคำที่ใช้เรียกคู่สมรสที่เป็นเพศหญิงของชายคนหนึ่ง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Wife” บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในบริบทของครอบครัว หรือเมื่อพูดถึงความสัมพันธ์การแต่งงาน เช่น เวลาเพื่อนแนะนำแฟนสาวให้รู้จักกับครอบครัวของตนเอง หรือเมื่อพูดถึงบทบาทหน้าที่ของคู่สมรสในบ้าน คนทั่วไปมักใช้คำนี้เพื่อสื่อถึงบุคคลอันเป็นที่รักและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตครอบครัวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Wife” หมายถึง ผู้หญิงที่ได้สมรสกับชายคนหนึ่ง เป็นคำที่ใช้เรียกคู่ชีวิตตามกฎหมาย มีสถานะเป็นภรรยาของสามี ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น หากคุณได้ยินประโยคว่า “My wife is a doctor.” ในภาษาไทยจะหมายถึง “ภรรยาของผมเป็นหมอ” หรือ “He is looking for his wife.” จะหมายถึง “เขากำลังตามหาภรรยาของเขาอยู่” บริบทที่ใช้บ่อย “Wife” เป็นคำที่ใช้ในบริบททั่วไปเกี่ยวกับการแต่งงาน ความสัมพันธ์ในครอบครัว และการกล่าวถึงคู่สมรสที่เป็นเพศหญิง 🔷 FAQ SECTION “Wife” ต่างจาก “Girlfriend” อย่างไร?…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *