"Shameful” แปลว่า

คำว่า “Shameful” เป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษที่ใช้อธิบายถึงสิ่งที่น่าละอาย น่าอับอาย หรือทำให้รู้สึกขายหน้า โดยปกติแล้วจะใช้กับพฤติกรรม การกระทำ หรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีต่อตนเองหรือผู้อื่น ทำให้รู้สึกว่าไม่เหมาะสม ไม่ควรทำ หรือเป็นสิ่งที่น่าตำหนิ

ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือเห็นการใช้คำว่า “Shameful” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อมีคนทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนทำให้คนรอบข้างรู้สึกไม่ดี หรือเมื่อมีข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องราวที่น่าละอายเกิดขึ้น การใช้คำนี้เป็นการบ่งบอกว่าสิ่งนั้นๆ ไม่เป็นที่ยอมรับและสมควรถูกประณาม

ความหมายและการใช้งาน

“Shameful” หมายถึง น่าละอาย, น่าอับอาย, น่าขายหน้า, น่าตำหนิ เป็นคำที่ใช้บรรยายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดี ผิดหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองหรือผู้อื่นทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม

ตัวอย่างการใช้งาน

สถานการณ์ที่ถูกมองว่า “Shameful” อาจรวมถึง การโกหกเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น, การทุจริตคอร์รัปชัน, การละเลยหน้าที่ที่สำคัญ หรือการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคม

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Shameful” มักถูกใช้ในบริบทของการวิพากษ์วิจารณ์ การประณาม หรือการแสดงความผิดหวังต่อการกระทำหรือเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสม

“Shameful” หมายถึงอะไร?

“Shameful” หมายถึงสิ่งที่น่าละอาย น่าอับอาย หรือทำให้รู้สึกขายหน้า เป็นการบรรยายถึงการกระทำหรือสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสมและก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดี

มีสถานการณ์ใดบ้างที่ถือว่า “Shameful”?

สถานการณ์ที่ถือว่า “Shameful” คือสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกละอายใจ เช่น การกระทำผิดศีลธรรม การเอาเปรียบผู้อื่น หรือการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและส่งผลเสียต่อส่วนรวม

Similar Posts

  • "Left” แปลว่า

    คำว่า “Left” เป็นคำในภาษาอังกฤษที่โดยทั่วไปแล้วมีความหมายว่า “ซ้าย” หรือ “ด้านซ้าย” ครับ เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการบอกทิศทาง หรือตำแหน่งที่อยู่ตรงข้ามกับด้านขวา ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Left” บ่อยครั้ง เช่น เวลาบอกทาง เช่น “เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกถัดไป” (Turn left at the next intersection) หรือเวลาอ้างอิงตำแหน่งของสิ่งของ เช่น “โทรศัพท์ของฉันอยู่ทางซ้ายมือบนโต๊ะ” (My phone is on the left side of the table) หรือแม้กระทั่งในการอธิบายการเคลื่อนไหว เช่น “จับพวงมาลัยด้วยมือซ้าย” (Hold the steering wheel with your left hand) เป็นต้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Left” สามารถใช้ได้หลายรูปแบบ: บอกทิศทาง: ใช้เพื่อระบุว่าทิศทางนั้นอยู่ทางซ้าย บอกตำแหน่ง:…

  • "Force” แปลว่า

    คำว่า “Force” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “แรง” หรือ “พลัง” ซึ่งสามารถนำไปใช้ในบริบทต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งในเชิงกายภาพ วิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่งในความหมายเชิงนามธรรม ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า “Force” ในหลายสถานการณ์ เช่น แรงที่ใช้ในการผลักหรือดึงวัตถุ หรือในบริบทของภาพยนตร์และนิยายวิทยาศาสตร์ ที่มักจะกล่าวถึง “พลัง” ที่มองไม่เห็นแต่มีอิทธิพลอย่างมาก นอกจากนี้ ยังอาจหมายถึงกลุ่มคนที่มีอำนาจหรืออิทธิพล เช่น “a force to be reckoned with” ที่แปลว่า บุคคลหรือกลุ่มคนที่น่าเกรงขาม หรือมีอำนาจที่ต้องให้ความสำคัญ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Force” สามารถแปลได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้: **แรง (ทางกายภาพ):** เช่น แรงโน้มถ่วง (gravitational force), แรงเสียดทาน (friction force) **พลัง/อำนาจ:** เช่น พลังของธรรมชาติ (the force of nature),…

  • "Relationship” แปลว่า

    คำว่า “Relationship” ในภาษาไทยมีความหมายถึง “ความสัมพันธ์” ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยง ความผูกพัน หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ หรือแนวคิดต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพูดถึง “relationship” มักจะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เช่น ความสัมพันธ์แบบเพื่อน คนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “relationship” ในหลากหลายบริบท เช่น เมื่อเราพูดถึงความสัมพันธ์ที่กำลังพัฒนาขึ้นระหว่างคนสองคนที่เพิ่งรู้จักกัน หรือเมื่อเราพูดถึงความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมั่นคงในครอบครัว หรือแม้กระทั่งเมื่อเราพูดถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างบริษัทต่างๆ การมี “relationship” ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ความหมายและการใช้งาน “Relationship” หมายถึง สภาวะของการเชื่อมโยงหรือผูกพันกันระหว่างสองสิ่งหรือมากกว่านั้น ในบริบทของมนุษย์ มักหมายถึงความรู้สึก การปฏิสัมพันธ์ และการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างบุคคล ตัวอย่าง “They have a close relationship.” (พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน) “Building a good relationship with clients is important for business.”…

  • "Severe” แปลว่า

    คำว่า “Severe” ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า รุนแรง, หนักหนาสาหัส, หรือร้ายแรง เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงสถานการณ์, อาการ, ความเสียหาย, หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับที่หนักมากจนอาจก่อให้เกิดอันตรายหรือความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Severe” บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงอาการป่วย เช่น “Severe headache” หมายถึง ปวดหัวอย่างรุนแรง หรือ “Severe allergy” คือ ภูมิแพ้ขั้นรุนแรง นอกจากนี้ยังใช้กับสภาพอากาศ เช่น “Severe weather” หมายถึง สภาพอากาศที่เลวร้ายมาก อาจมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมแรง หรือหิมะตกหนัก หรือใช้กับอุบัติเหตุและความเสียหาย เช่น “Severe damage” หมายถึง ความเสียหายอย่างหนัก ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Severe” สื่อถึงระดับที่เกินกว่าปกติ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสนใจและอาจต้องการการจัดการหรือการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ไม่ใช่เพียงแค่ระดับเล็กน้อยหรือปานกลาง ตัวอย่างการใช้งาน Severe pain: อาการปวดอย่างรุนแรง Severe consequences: ผลลัพธ์ที่ร้ายแรง Severe drought: ภาวะภัยแล้งที่รุนแรง…

  • "Good Afternoon” แปลว่า

    “Good Afternoon” เป็นคำทักทายภาษาอังกฤษที่ใช้ในช่วงเวลากลางวัน โดยทั่วไปจะหมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่หลังเที่ยงวันไปจนถึงช่วงเย็นก่อนค่ำ เป็นการแสดงความสุภาพและเป็นมิตรในการเริ่มต้นบทสนทนา หรือเมื่อพบปะผู้คนในช่วงเวลานี้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Good Afternoon” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อพนักงานต้อนรับกล่าวทักทายลูกค้าที่เข้ามาในร้านในช่วงบ่าย หรือเมื่อเพื่อนร่วมงานเจอกันในออฟฟิศช่วงหลังอาหารกลางวัน นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในการเริ่มต้นอีเมล หรือการประชุมที่จัดขึ้นในช่วงบ่าย เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและสุภาพ ความหมายและการใช้งาน “Good Afternoon” แปลตรงตัวว่า “สวัสดีตอนบ่าย” ใช้เป็นคำทักทายที่สุภาพระหว่างเวลาประมาณ 12:00 น. (เที่ยงวัน) ไปจนถึงประมาณ 17:00 น. หรือ 18:00 น. (ห้าโมงเย็น หรือ หกโมงเย็น) ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมและบริบท เป็นคำที่ใช้ได้ทั้งกับคนรู้จักและคนที่ไม่รู้จัก เพื่อแสดงความปรารถนาดีและเริ่มต้นการปฏิสัมพันธ์ ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเจอกับเพื่อนร่วมงานตอนบ่าย: “Good afternoon, John! How was your lunch?” ในการเริ่มต้นการประชุม: “Good afternoon, everyone. Thank you for joining…

  • "Cafeteria” แปลว่า

    คำว่า “Cafeteria” (คาเฟทีเรีย) หมายถึง โรงอาหาร หรือห้องอาหารขนาดใหญ่ที่ให้บริการอาหารแบบบริการตนเอง โดยทั่วไปมักพบในสถานศึกษา เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือในสถานที่ทำงานขนาดใหญ่ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Cafeteria” ในบริบทของการไปทานอาหารในที่ทำงานหรือในโรงเรียน ที่เราสามารถเลือกอาหารที่ต้องการได้เองจากเคาน์เตอร์ แล้วนำไปจ่ายเงินที่จุดชำระเงินก่อนจะหาที่นั่งทาน เป็นรูปแบบการทานอาหารที่สะดวกและรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดเวลา หรือมีงบประมาณจำกัด ความหมายและการใช้งาน Cafeteria คือ สถานที่ที่จัดเตรียมอาหารไว้ให้ผู้คนเลือกรับประทานได้เอง โดยไม่ต้องมีพนักงานมาคอยเสิร์ฟถึงโต๊ะ ลักษณะเด่นคือจะมีเคาน์เตอร์อาหารที่หลากหลายให้เลือก และผู้ทานจะเดินไปเลือกอาหารตามที่ต้องการ จากนั้นนำไปชำระเงินที่แคชเชียร์ก่อนรับประทาน ตัวอย่างการใช้งาน “วันนี้ไปทานข้าวที่ Cafeteria ของบริษัทกันนะ มีเมนูใหม่น่าลอง” “เด็กๆ ชอบไปทานขนมที่ Cafeteria ของโรงเรียนตอนพักกลางวัน” บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Cafeteria” มักใช้ในบริบทของสถานที่ที่ให้บริการอาหารแบบบริการตนเอง เช่น โรงอาหารในมหาวิทยาลัย โรงอาหารในโรงพยาบาล โรงอาหารในบริษัท หรือแม้แต่ร้านอาหารบางแห่งที่จัดรูปแบบการบริการคล้ายคลึงกัน 🔷 FAQ SECTION Cafeteria แตกต่างจาก Restaurant อย่างไร? Cafeteria เน้นการบริการตนเอง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *