"Sessional” แปลว่า

คำว่า “sessional” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง เกี่ยวกับช่วงเวลาหรือสมัยที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับการประชุม สภา หรือการทำงานตามฤดูกาลต่างๆ

ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะเจอคำว่า “sessional” ในบริบทของการทำงาน หรือการเรียนที่ไม่ได้เป็นแบบถาวร แต่จะเป็นการจ้างงานหรือการเรียนเป็นช่วงๆ ตามฤดูกาลหรือตามการประชุม เช่น นักวิจัยที่ได้รับการจ้างงานแบบ “sessional” ก็จะทำงานเป็นช่วงๆ ตามโปรเจกต์หรือตามระยะเวลาที่กำหนด ไม่ใช่การจ้างงานเต็มเวลาตลอดไป หรือในมหาวิทยาลัย อาจารย์พิเศษที่สอนเป็นครั้งคราวตามรายวิชา ก็อาจถูกเรียกว่าเป็น “sessional staff” ได้เช่นกัน

ความหมายและการใช้งาน

“Sessional” อธิบายถึงสิ่งที่มีความสัมพันธ์กับช่วงเวลาหรือสมัยที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการประชุม สภา หรือการทำงานตามฤดูกาล

ตัวอย่างการใช้งาน

  • Sessional worker: พนักงานที่ทำงานเป็นช่วงๆ ตามความจำเป็น ไม่ใช่พนักงานประจำ
  • Sessional lecturer: อาจารย์พิเศษที่มาสอนเป็นครั้งคราวตามรายวิชา
  • Sessional committee: คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการบางอย่างในช่วงเวลาที่กำหนด

บริบทที่ใช้บ่อย

คำนี้มักใช้ในแวดวงการเมือง การศึกษา หรือการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการประชุมหรือการดำเนินงานเป็นช่วงๆ เช่น การประชุมสภาที่จัดขึ้นเป็นสมัยๆ หรือการทำงานตามฤดูกาลในบางอุตสาหกรรม

คำถามที่พบบ่อย

“Sessional” แตกต่างจาก “Permanent” อย่างไร?

“Sessional” หมายถึงการทำงานหรือการดำรงตำแหน่งเป็นช่วงเวลาหรือตามฤดูกาลที่กำหนด ในขณะที่ “Permanent” หมายถึงการทำงานหรือการดำรงตำแหน่งอย่างถาวร

“Sessional” ใช้ในความหมายอื่นได้อีกหรือไม่?

โดยหลักแล้ว “sessional” จะสื่อถึงช่วงเวลาหรือสมัยที่ถูกกำหนดไว้ แต่ก็สามารถประยุกต์ใช้กับกิจกรรมหรือการทำงานอื่นๆ ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ตามรอบเวลาที่วางแผนไว้ได้เช่นกัน

Similar Posts

  • "Calculations” แปลว่า

    “Calculations” เป็นคำภาษาอังกฤษ หมายถึง การคำนวณ หรือ การคิดเลข ซึ่งเป็นกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการหาผลลัพธ์จากตัวเลขหรือข้อมูลที่กำหนดให้ โดยอาจเป็นการบวก ลบ คูณ หาร หรือการใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนกว่านั้น ในชีวิตประจำวัน เราใช้ “Calculations” อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณเงินทอนเมื่อไปซื้อของ การคิดดอกเบี้ยเงินกู้ การวางแผนงบประมาณรายรับรายจ่ายของครอบครัว หรือแม้แต่การคำนวณระยะทางและเวลาในการเดินทาง การทำความเข้าใจ “Calculations” จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความหมายและการใช้งาน “Calculations” หมายถึง การคิดคำนวณ หรือ การประมวลผลทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ อาจเป็นการคำนวณอย่างง่ายไปจนถึงการคำนวณที่ซับซ้อน ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับตัวเลข ตัวแปร หรือสูตรต่างๆ ตัวอย่างการใช้งาน ในการวางแผนการเงิน เราต้องทำ “Calculations” เพื่อดูว่ารายรับเพียงพอต่อรายจ่ายหรือไม่ หรือเมื่อต้องการซื้อของชิ้นใหญ่ เราอาจต้องคำนวณยอดผ่อนต่อเดือน ในทางวิทยาศาสตร์ “Calculations” เป็นส่วนสำคัญในการวิเคราะห์ข้อมูลและทดสอบสมมติฐานต่างๆ บริบทที่ใช้ทั่วไป คำว่า “Calculations” มักพบในการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ การเงิน วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ หรือสถานการณ์ใดๆ ที่ต้องใช้การคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ “Calculations”…

  • "Architects” แปลว่า

    คำว่า “Architects” ในภาษาไทยหมายถึง สถาปนิก ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการออกแบบและวางแผนการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน โรงเรียน หรือแม้แต่เมือง การทำงานของสถาปนิกนั้นครอบคลุมตั้งแต่การคิดแนวคิด การออกแบบรายละเอียด การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงการควบคุมดูแลการก่อสร้างให้เป็นไปตามแบบที่วางไว้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Architects” หรือ “สถาปนิก” เมื่อมีการพูดถึงการสร้างบ้านใหม่ การปรับปรุงอาคาร หรือโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ผู้คนมักจะปรึกษาสถาปนิกเพื่อขอคำแนะนำในการออกแบบพื้นที่ให้สวยงาม ใช้งานได้จริง และตรงตามความต้องการของเจ้าของโครงการ นอกจากนี้ สถาปนิกยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผังเมืองและพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เมืองน่าอยู่และมีความยั่งยืน ความหมายและการใช้งาน “Architects” คือกลุ่มของบุคคลที่เป็นสถาปนิก (Architect) ซึ่งเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ วางแผน และควบคุมการก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยคำนี้อาจหมายถึงบุคคลคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ การใช้งานในภาษาไทยมักจะใช้คำว่า “สถาปนิก” สำหรับบุคคลคนเดียว และ “สถาปนิก” หรือ “กลุ่มสถาปนิก” สำหรับหลายคน ตัวอย่างการใช้งาน “เรากำลังจะสร้างบ้านใหม่ เลยต้องปรึกษา Architects เพื่อช่วยออกแบบ” “โครงการนี้มีทีม Architects ที่มีชื่อเสียงมาดูแลการออกแบบ” บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า “Architects” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง…

  • "Break” แปลว่า

    คำว่า “Break” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “การหยุดพัก” หรือ “การแตกหัก” ค่ะ ขึ้นอยู่กับบริบทที่เรานำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Break” เพื่อสื่อถึงช่วงเวลาที่เราหยุดทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อผ่อนคลาย หรือเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น การพักจากการทำงาน การพักจากการเรียน หรือแม้แต่การพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดยาวๆ นอกจากนี้ “Break” ยังสามารถหมายถึงการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแตกออกเป็นส่วนๆ หรือการสิ้นสุดความสัมพันธ์ก็ได้เช่นกันค่ะ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Break” มีความหมายที่หลากหลาย โดยหลักๆ แล้วสามารถแบ่งได้ดังนี้ การหยุดพัก (Rest/Pause): ใช้เมื่อต้องการหยุดทำกิจกรรมชั่วคราว เช่น “Let’s take a break.” (เรามาพักกันเถอะ) หรือ “I need a coffee break.” (ฉันต้องการพักดื่มกาแฟ) การแตกหัก (Shatter/Fracture): ใช้เมื่อสิ่งของแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือเกิดรอยร้าว เช่น “The glass will break easily.”…

  • "Shooting” แปลว่า

    คำว่า “Shooting” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ อยู่ 2 แบบ คือ การยิง (เช่น ยิงปืน, ยิงธนู) และ การถ่ายทำ (เช่น ถ่ายทำภาพยนตร์, ถ่ายรูป) การเลือกใช้ความหมายใดขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ในประโยคนั้นๆ ครับ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Shooting” ในแง่ของการถ่ายทำภาพยนตร์ โฆษณา หรือแม้แต่การถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ เช่น “วันนี้มีกองถ่ายมา Shooting หนังที่หน้าปากซอย” หรือ “เราไป Shooting รูปรับปริญญาที่สวนสาธารณะกันดีกว่า” ส่วนในบริบทของการยิง ก็อาจจะพบได้ในข่าว หรือเกม เช่น “ตำรวจเข้า Shooting ผู้ต้องสงสัย” หรือ “ในเกมนี้ เราต้อง Shooting ศัตรูให้เร็วที่สุด” ครับ ความหมายและการใช้งาน “Shooting” สามารถหมายถึง การกระทำที่ใช้ปืนหรืออาวุธอื่นยิงออกไป หรืออีกความหมายหนึ่งคือ การถ่ายทำภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว การใช้งานจะแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ครับ ตัวอย่าง การยิง: “เขาฝึก…

  • "Disgust” แปลว่า

    คำว่า “Disgust” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ความรู้สึกรังเกียจ หรือขยะแขยง เป็นความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่น่าพิสมัย สกปรก น่าขยะแขยง หรือผิดศีลธรรม ในชีวิตประจำวัน เราอาจใช้คำว่า Disgust เมื่อเจอสิ่งที่เราไม่ชอบอย่างมาก เช่น การได้กลิ่นเหม็นรุนแรง เห็นอาหารที่เน่าเสีย หรือได้ยินเรื่องราวที่โหดร้าย ทำให้เรารู้สึกไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากแตะต้อง หรืออยากจะหนีไปให้พ้นจากสิ่งนั้นๆ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้กับประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง หรือแม้กระทั่งจากความคิดและจินตนาการ ความหมายและการใช้งาน Disgust คือ ความรู้สึกรังเกียจ ขยะแขยง ไม่ชอบอย่างรุนแรง ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเห็นแมลงสาบไต่ไปมาบนพื้น ทำให้ฉันรู้สึก Disgust มาก ข่าวอาชญากรรมที่โหดร้ายทำให้หลายคนเกิดความรู้สึก Disgust อาหารที่เสียแล้วมีกลิ่นเหม็นจนรู้สึก Disgust บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า Disgust มักใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับสิ่งสกปรก อาหารที่ไม่น่ากิน สัตว์ที่น่ารังเกียจ การกระทำที่ผิดศีลธรรม หรือเรื่องราวที่ชวนสะอิดสะเอียน 🔷 FAQ SECTION Disgust แตกต่างจากคำว่า…

  • "Reptile” แปลว่า

    คำว่า “Reptile” (เร็ปไทล์) ในภาษาไทยหมายถึง “สัตว์เลื้อยคลาน” ครับ เป็นกลุ่มของสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีลักษณะเฉพาะคือมีผิวหนังเป็นเกล็ดหรือแผ่นแข็ง และส่วนใหญ่จะออกลูกเป็นไข่ สัตว์กลุ่มนี้มีหลากหลายชนิดมากๆ ตั้งแต่ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างงู จิ้งจก ตุ๊กแก ไปจนถึงเต่า จระเข้ และกิ้งก่า ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Reptile” หรือ “สัตว์เลื้อยคลาน” ในบริบทที่หลากหลายครับ เช่น เวลาเราไปสวนสัตว์ หรือดูสารคดีเกี่ยวกับธรรมชาติ เราจะได้ยินการเรียกชื่อสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ หรือบางทีเวลาพูดถึงสัตว์เลี้ยงแปลกๆ บางคนก็อาจจะเลี้ยงสัตว์ที่เป็น Reptile อย่างเช่น งูสวยงาม หรือเต่า ก็จะมีการพูดถึงลักษณะเฉพาะของสัตว์กลุ่มนี้ที่แตกต่างจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป ความหมายและการใช้งาน Reptile คือ สัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์เลือดเย็นที่หายใจด้วยปอด ผิวหนังมีลักษณะแห้ง ปกคลุมด้วยเกล็ดหรือแผ่นแข็งเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ และส่วนใหญ่ออกลูกเป็นไข่บนบก สัตว์กลุ่มนี้มีวิวัฒนาการมายาวนานและพบได้ทั่วโลกในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ตัวอย่าง ตัวอย่างของสัตว์ที่เป็น Reptile ได้แก่ งู (snake), จิ้งจก (lizard), ตุ๊กแก (gecko), เต่า (turtle/tortoise), จระเข้…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *