"Reimburse” แปลว่า

คำว่า “reimburse” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วไปในบริบทของการจ่ายเงินคืน หรือการชดเชยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยพื้นฐานแล้ว หมายถึง การคืนเงินหรือชดเชยจำนวนเงินที่ได้จ่ายไปแล้ว หรือที่ต้องรับผิดชอบในการจ่าย

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอกับการ “reimburse” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อเราจ่ายค่าเดินทางไปทำงานด้วยรถส่วนตัว แล้วบริษัทมีนโยบายคืนค่าเดินทางให้ หรือเมื่อเราซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับงาน แล้วขอเบิกเงินคืนจากนายจ้าง หรือแม้แต่ในกรณีที่ซื้อของออนไลน์แล้วสินค้ามีปัญหา ผู้ขายอาจจะ “reimburse” เราด้วยการคืนเงินค่าสินค้า

ความหมายและการใช้งาน

“Reimburse” แปลว่า จ่ายเงินคืน หรือชดเชยค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปแล้วจะใช้เมื่อมีฝ่ายหนึ่งได้จ่ายเงินออกไปก่อน แล้วอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ จะทำการคืนเงินจำนวนนั้นให้ เช่น บริษัทจ่ายเงินคืนให้พนักงานสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือการซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงาน

ตัวอย่างการใช้งาน

ตัวอย่างเช่น หากคุณเดินทางไปประชุมต่างจังหวัด และจ่ายค่าโรงแรมไปก่อน บริษัทของคุณอาจจะ “reimburse” คุณสำหรับค่าใช้จ่ายนั้น หรือหากคุณซื้อปากกาสำหรับใช้ในออฟฟิศ ก็สามารถนำใบเสร็จไปให้ฝ่ายบัญชีเพื่อขอ “reimburse” ได้

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “reimburse” มักพบได้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เช่น การเบิกค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก หรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังอาจใช้ในกรณีของการเคลมประกัน หรือการคืนเงินค่าสินค้า/บริการที่ไม่ได้มาตรฐาน

Reimburse กับ Refund ต่างกันอย่างไร?

คำว่า “reimburse” หมายถึง การจ่ายเงินคืนเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายที่ได้จ่ายไปแล้ว ในขณะที่ “refund” หมายถึง การคืนเงินค่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อไป โดยปกติจะใช้เมื่อมีการยกเลิกการซื้อ หรือสินค้า/บริการมีปัญหา

ใครเป็นผู้ Reimburse?

ผู้ที่ทำการ “reimburse” คือผู้ที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้นๆ ซึ่งอาจเป็นนายจ้าง (กรณีพนักงานเบิกค่าใช้จ่าย) บริษัทประกัน (กรณีเคลมประกัน) หรือผู้ขาย/ผู้ให้บริการ (กรณีคืนเงินค่าสินค้า/บริการ)

Similar Posts

  • "Dullness” แปลว่า

    คำว่า “Dullness” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ความทื่อ ความจืดชืด ความไม่น่าสนใจ หรือสภาวะที่ขาดความสดใส ความมีชีวิตชีวา ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคนพูดถึง “Dullness” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อพูดถึงเรื่องที่น่าเบื่อ ไม่น่าตื่นเต้น หรือเมื่อบรรยากาศรอบข้างดูหดหู่ ไม่สดใส หรือแม้แต่เมื่อกล่าวถึงสิ่งของที่ไม่มีสีสัน หรือไม่มีความแวววาว ทำให้ดูไม่น่าดึงดูด ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Dullness” ใช้เพื่ออธิบายถึงลักษณะที่ขาดความน่าสนใจ ความสดใส หรือความกระตือรือร้น อาจใช้กับสิ่งของ เหตุการณ์ หรือแม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึก ตัวอย่างการใช้งาน ในบริบททั่วไป อาจมีการใช้ดังนี้: “The presentation was full of dullness, nobody paid attention.” (การนำเสนอเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ ไม่มีใครสนใจเลย) “There was a certain dullness in the air after the bad…

  • "dismiss” แปลว่า

    คำว่า “dismiss” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ การปลดออก การไล่ออก หรือการปฏิเสธที่จะพิจารณา โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในบริบทของการสิ้นสุดความสัมพันธ์บางอย่าง หรือการไม่ให้ความสำคัญกับบางสิ่งบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า “dismiss” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อนายจ้างปลดพนักงานออกจากตำแหน่ง หรือเมื่อครูสั่งให้นักเรียนออกจากห้องเรียน นอกจากนี้ยังอาจหมายถึงการปัดตกความคิดหรือข้อเสนอที่ไม่เห็นด้วย หรือการบอกให้ใครบางคนออกไป ความหมายและการใช้งาน “Dismiss” สามารถแปลได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับบริบท แต่ความหมายที่พบบ่อยคือ: ปลดออก/ไล่ออก (จากงาน): ใช้ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างพนักงาน ให้ออกไป/ปล่อยตัวไป: ใช้เมื่อต้องการให้ใครบางคนออกจากสถานที่ หรือยุติการสนทนา ปฏิเสธ/ปัดตก: ใช้เมื่อไม่ยอมรับความคิด ข้อเสนอ หรือคำร้องขอ ไม่ให้ความสำคัญ/มองข้าม: ใช้เมื่อไม่ถือสา หรือไม่สนใจบางสิ่งบางอย่าง ตัวอย่างการใช้งาน The manager had to dismiss the employee due to poor performance. (ผู้จัดการต้องปลดพนักงานออกเนื่องจากผลการปฏิบัติงานไม่ดี) The teacher dismissed the class early. (คุณครูปล่อยนักเรียนกลับก่อนเวลา)…

  • "Museum” แปลว่า

    คำว่า “Museum” หมายถึง พิพิธภัณฑ์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่รวบรวม จัดแสดง และอนุรักษ์สิ่งของที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม หรือด้านอื่นๆ เพื่อให้สาธารณชนได้ศึกษา เรียนรู้ และชื่นชม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Museum” หรือ “พิพิธภัณฑ์” เมื่อพูดถึงการไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ที่มีการจัดแสดงวัตถุโบราณ งานศิลปะ หรือสิ่งที่น่าสนใจ เช่น “สุดสัปดาห์นี้ไป Museum กันไหม” หรือ “ฉันชอบไป Museum ที่จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์มาก” นอกจากนี้ยังอาจใช้ในการอ้างอิงถึงสถานที่ที่เก็บรักษาความรู้หรือสิ่งของที่มีคุณค่าในสาขาต่างๆ เช่น “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” หรือ “พิพิธภัณฑ์ศิลปะ” ความหมายและการใช้งาน Museum (มิวเซียม) คือ พิพิธภัณฑ์ เป็นสถานที่สาธารณะที่จัดแสดงวัตถุหรือสิ่งของที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม หรือด้านอื่นๆ เพื่อการศึกษาและการอนุรักษ์ ตัวอย่างการใช้งาน “เราจะไป Museum ที่จัดแสดงเกี่ยวกับไดโนเสาร์กัน” “เธอเคยไป Museum ของศิลปินคนโปรดหรือเปล่า” “การเยี่ยมชม…

  • "Polisher” แปลว่า

    คำว่า “Polisher” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการขัดเงาพื้นผิวต่างๆ ให้เรียบเนียนและมีความมันวาว อาจเป็นเครื่องขัดที่ใช้ไฟฟ้า หรือเป็นวัสดุที่ใช้ขัดด้วยมือก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกำจัดรอยขีดข่วน คราบสกปรก หรือสิ่งเจือปนต่างๆ ออกไป ทำให้พื้นผิวดูใหม่และสวยงามยิ่งขึ้น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเห็นการใช้ “Polisher” ในหลายสถานการณ์ เช่น การขัดสีรถยนต์เพื่อให้รถกลับมาเงางามเหมือนใหม่ การขัดพื้นไม้ในบ้านเพื่อให้พื้นดูสะอาดและมีประกาย หรือแม้แต่การขัดเครื่องประดับเพื่อให้โลหะเหล่านั้นส่องประกาย นอกจากนี้ ยังมีการใช้ “Polisher” ในงานอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การขัดโลหะ พลาสติก หรือวัสดุอื่นๆ เพื่อให้ได้พื้นผิวที่ต้องการตามมาตรฐาน ความหมายและการใช้งาน “Polisher” คือ สิ่งที่ใช้ในการขัดเงา โดยทั่วไปหมายถึงเครื่องขัดที่ใช้มอเตอร์ในการหมุนจานขัด ซึ่งอาจมาพร้อมกับแผ่นขัดที่ทำจากวัสดุต่างๆ เช่น ฟองน้ำ ขนสัตว์ หรือกระดาษทราย เพื่อใช้ในการขัดสีรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ หรือพื้นผิวอื่นๆ ให้เรียบเนียนและเงางาม นอกจากนี้ คำว่า “Polisher” ยังสามารถหมายถึงน้ำยาขัดเงา หรือสารเคมีที่ใช้ร่วมกับเครื่องขัด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขัดและเคลือบเงาพื้นผิวให้ติดทนนาน ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อพูดถึงการดูแลรักษารถยนต์ หลายคนอาจนึกถึงการใช้ “car polisher”…

  • "Mixs” แปลว่า

    คำว่า “Mixs” เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่นำมาใช้ในภาษาไทย หมายถึง การผสมผสาน หรือ การรวมกันของสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างกันเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ หรือเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่หลากหลายมากขึ้น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Mixs” หรือ “มิกซ์” ในหลากหลายบริบท เช่น การมิกซ์เสียงเพลง การมิกซ์สี การมิกซ์เครื่องแต่งกาย หรือแม้กระทั่งการมิกซ์อาหาร เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจและมีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น การใช้คำนี้แสดงถึงความหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ และการผสมผสานสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Mixs” หมายถึง การผสมกัน การรวมกัน หรือการคลุกเคล้าของสิ่งต่างๆ ที่อาจจะแตกต่างกัน เพื่อให้เกิดเป็นสิ่งใหม่ หรือเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ความหลากหลาย หรือคุณสมบัติบางอย่างที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ตัวอย่างการใช้งาน ในวงการดนตรี เรามักจะได้ยินคำว่า “Mixs เพลง” หมายถึง การนำเสียงร้อง เสียงดนตรีต่างๆ มาปรับระดับเสียง ใส่เอฟเฟกต์ และผสมผสานเข้าด้วยกันให้ลงตัว เหมาะสมกับการฟัง สำหรับการแต่งกาย เราอาจจะพูดว่า “Mixs…

  • "English” แปลว่า

    คำว่า “English” หมายถึง ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในด้านการสื่อสาร ธุรกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม เป็นภาษาที่มีต้นกำเนิดในประเทศอังกฤษ และได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกผ่านการล่าอาณานิคม การค้า และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “English” ได้ในหลายบริบท เช่น เมื่อเราเรียนในห้องเรียน เราอาจจะเรียนวิชา “English” ซึ่งก็คือวิชาภาษาอังกฤษ หรือเมื่อเราเดินทางไปต่างประเทศ เราอาจจะต้องใช้ “English” ในการสื่อสารกับผู้คน หรือเมื่อเราดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็จะเป็น “English” หรือภาษาอังกฤษนั่นเอง บางครั้งเราอาจจะเห็นป้ายบอกทางหรือเมนูอาหารเป็นภาษา “English” เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “English” หมายถึง ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้กันทั่วโลก มีโครงสร้างไวยากรณ์และคำศัพท์ที่เป็นเอกลักษณ์ การใช้งาน “English” ในชีวิตประจำวันมีหลากหลาย ตั้งแต่การพูดคุยทั่วไป การทำงาน การเรียน ไปจนถึงการเสพสื่อบันเทิงต่างๆ ตัวอย่างการใช้งาน 1. “ฉันกำลังเรียนวิชา English…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *