"Nephews” แปลว่า

คำว่า “Nephews” เป็นคำนามในภาษาอังกฤษ หมายถึง หลานชาย ซึ่งก็คือลูกชายของพี่ชายหรือน้องชาย หรือลูกชายของพี่สาวหรือน้องสาวของพ่อแม่นั่นเอง

ในชีวิตประจำวัน คนไทยอาจจะไม่ได้ใช้คำว่า “Nephews” บ่อยนัก แต่ถ้าพูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว หากมีพี่น้องที่มีลูกชาย เราก็จะเรียกว่า “หลานชาย” นั่นเองค่ะ ในบริบทของการพูดคุยเรื่องครอบครัว หรือการแนะนำญาติที่เป็นผู้ชายในครอบครัวของสามีหรือภรรยา เราอาจจะได้ยินคำนี้ หรือใช้คำนี้เพื่อสื่อสารกับชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษ

ความหมายและการใช้งาน

“Nephews” (เนฟ-ฟิวส์) เป็นรูปพหูพจน์ของคำว่า “Nephew” (เนฟ-ฟิว) ซึ่งหมายถึง หลานชาย

ตัวอย่างการใช้งาน

เช่น “My sister has two sons, so I have two nephews.” (พี่สาวของฉันมีลูกชายสองคน ดังนั้นฉันจึงมีหลานชายสองคน)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “Nephews” มักจะใช้ในบริบทของการอธิบายความสัมพันธ์ในครอบครัว หรือเมื่อพูดถึงญาติพี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสื่อสารกับผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

🔷 FAQ SECTION

“Nephew” กับ “Niece” ต่างกันอย่างไร?

“Nephew” หมายถึง หลานชาย ส่วน “Niece” (ไนส) หมายถึง หลานสาว

ถ้ามีหลานชายหลายคน ต้องใช้คำว่าอะไร?

ถ้ามีหลานชายมากกว่าหนึ่งคน เราจะใช้คำว่า “Nephews” ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์ค่ะ

Similar Posts

  • "Gardening” แปลว่า

    คำว่า “Gardening” ในภาษาไทยหมายถึง “การทำสวน” ซึ่งเป็นการดูแลรักษาต้นไม้ ดอกไม้ หรือพืชผักต่างๆ ในพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็นสวนหย่อมในบ้าน สวนหลังบ้าน หรือแม้กระทั่งการปลูกพืชในกระถาง การทำสวนเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเพาะปลูก การรดน้ำ ใส่ปุ๋ย การกำจัดวัชพืช และการดูแลให้พืชเจริญเติบโตอย่างแข็งแรง ในชีวิตประจำวัน ผู้คนมักใช้คำว่า “Gardening” เพื่อพูดถึงกิจกรรมยามว่างที่พวกเขาชอบทำ หรือเมื่อพูดถึงการตกแต่งบ้านและบริเวณรอบๆ บ้านด้วยต้นไม้ การทำสวนอาจเป็นการปลูกดอกไม้สวยๆ เพื่อประดับบ้าน ปลูกผักสวนครัวไว้ทานเอง หรือแม้กระทั่งการจัดสวนให้ร่มรื่นน่าอยู่ หลายคนมองว่าการทำสวนเป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ดี และยังได้ใช้เวลากับธรรมชาติอีกด้วย ความหมายและการใช้งาน Gardening คือ กิจกรรมการปลูกและดูแลรักษาพืชพันธุ์ต่างๆ เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ หรือผักในพื้นที่ที่จัดไว้ให้เป็นสวน สามารถทำได้ทั้งในพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น สวนสาธารณะ สวนหลังบ้าน หรือในพื้นที่ขนาดเล็ก เช่น ระเบียง หรือแม้กระทั่งในอาคาร การทำสวนครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมดิน การเพาะเมล็ด การย้ายกล้า การรดน้ำ ใส่ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่ง การกำจัดศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยวผลผลิต ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น เมื่อมีคนพูดว่า…

  • "Episodes” แปลว่า

    คำว่า “Episodes” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ตอน” หรือ “เหตุการณ์” โดยทั่วไปแล้วมักใช้ในบริบทของการเล่าเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ ละคร สารคดี หรือแม้แต่เหตุการณ์สำคัญในชีวิต ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “Episodes” ถูกนำไปใช้ในการพูดคุยเกี่ยวกับรายการโทรทัศน์หรือซีรีส์ที่กำลังติดตามอยู่ เช่น “เมื่อคืนดู ‘Episodes’ ใหม่ของซีรีส์เรื่องโปรดไปสองตอน” หรืออาจใช้ในเชิงเปรียบเปรยถึงช่วงเวลาหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันในชีวิต เช่น “ชีวิตช่วงนี้มีแต่ ‘Episodes’ ที่น่าตื่นเต้น” แสดงให้เห็นว่าคำนี้ครอบคลุมความหมายทั้งในแง่ของส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่แบ่งย่อยออกมา และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Episodes” หมายถึง ส่วนย่อยๆ ของเรื่องราวที่ถูกแบ่งออกเป็นแต่ละส่วน ซึ่งมักจะมีความต่อเนื่องกัน และจบในตัวเองในแต่ละตอน แต่ก็เชื่อมโยงกับตอนอื่นๆ ในภาพรวม ทำให้เรื่องราวดำเนินต่อไปได้ ในภาษาไทยเรามักแปลว่า “ตอน” เมื่อพูดถึงรายการโทรทัศน์ ซีรีส์ หรือสารคดีต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถหมายถึง “เหตุการณ์” ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆ หรือเป็นลำดับได้เช่นกัน ตัวอย่างการใช้งาน “ซีรีส์เรื่องนี้มีทั้งหมด 10 ‘Episodes’ ฉายอาทิตย์ละตอน” “ฉันกำลังรอ ‘Episodes’ ล่าสุดของพอดแคสต์ที่ชอบฟังอยู่” “ชีวิตของเขาเต็มไปด้วย…

  • "Picked Up” แปลว่า

    คำว่า “Picked Up” ในภาษาอังกฤษ เป็นคำกริยาวลี (phrasal verb) ที่มีความหมายหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ โดยทั่วไปแล้วมีความหมายหลักๆ ได้แก่ การหยิบ การเก็บ การรับ หรือการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Picked Up” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การนัดรับของ การรับคน การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งการเก็บสิ่งของที่ตกอยู่ ซึ่งการทำความเข้าใจความหมายตามบริบทจะช่วยให้เราสื่อสารได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Picked Up” สามารถแปลและใช้ได้ในหลายความหมาย ดังนี้: หยิบ/เก็บ: ใช้เมื่อพูดถึงการเก็บสิ่งของที่อยู่บนพื้น หรือการหยิบของที่ต้องการ เช่น “I picked up my keys from the floor.” (ฉันหยิบกุญแจของฉันจากพื้น) รับ (คน/สิ่งของ): ใช้เมื่อพูดถึงการไปรับบุคคลหรือสิ่งของ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เช่น “Can you pick me…

  • "Reflects” แปลว่า

    คำว่า “Reflects” เป็นคำกริยาในภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักๆ คือ การสะท้อน การสะท้อนกลับ หรือการแสดงออกมาให้เห็น ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในความหมายตรงตัว เช่น การสะท้อนของแสง หรือการสะท้อนภาพในกระจก และในความหมายเปรียบเทียบ เช่น การสะท้อนความคิด ความรู้สึก หรือสภาพการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Reflects” ในหลายบริบท เช่น เมื่อพูดถึงกระจกเงาที่ “reflects” ภาพของเรา หรือเมื่อเราบอกว่าผลการสำรวจ “reflects” ความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งเมื่อเราพูดถึงการกระทำบางอย่างที่ “reflects” ถึงนิสัยของคนๆ นั้น เป็นการบอกเล่าถึงสิ่งที่ปรากฏออกมาให้เห็น หรือสิ่งที่สื่อความหมายออกมานั่นเอง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Reflects” ในภาษาไทยมีความหมายได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้: สะท้อน (ภาพ, แสง): ใช้กับสิ่งที่สะท้อนแสง หรือสะท้อนภาพ เช่น A mirror reflects your image. (กระจกเงาสะท้อนภาพของคุณ) สะท้อน (ความคิด, ความรู้สึก, สภาพการณ์):…

  • "Mean” แปลว่า

    คำว่า “Mean” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ ที่ใช้กันบ่อยที่สุด คือ “ใจร้าย” หรือ “โหดร้าย” เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายลักษณะนิสัยของคนหรือการกระทำที่แสดงออกถึงความไม่ปรานี ไม่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือจงใจทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีหรือเจ็บปวด ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “mean” บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงพฤติกรรมที่ไม่น่ารักของใครบางคน เช่น เด็กที่แกล้งเพื่อน หรือคนที่พูดจาดูถูกคนอื่น เราอาจจะได้ยินคนพูดว่า “Don’t be mean!” ซึ่งหมายถึง “อย่าทำตัวใจร้ายนะ!” หรือถ้าเห็นใครทำอะไรไม่ดีกับสัตว์ เราก็อาจจะบอกว่า “That was a mean thing to do.” แปลว่า “นั่นเป็นการกระทำที่ใจร้ายมากเลยนะ” ความหมายและการใช้งาน คำว่า “mean” สื่อถึงการมีเจตนาร้าย หรือการแสดงออกถึงความไม่เป็นมิตร อาจหมายถึงการพูดจาดูถูก การกลั่นแกล้ง การไม่ให้ความช่วยเหลือ หรือการกระทำใดๆ ที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น โดยไม่ได้มีเหตุผลอันสมควร ตัวอย่าง “He was so mean to his little sister,…

  • "At” แปลว่า

    “At” เป็นคำบุพบท (preposition) ในภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักๆ คือ “ที่” หรือ “ณ” ใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่แน่นอน หรือเวลาที่เจาะจง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “at” เพื่อบอกว่าเราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร หรือนัดหมายเวลาใด เช่น “I’m at home” (ฉันอยู่ที่บ้าน) หรือ “Let’s meet at 3 PM” (เจอกันตอนบ่าย 3 โมง) มันช่วยให้เราสื่อสารเรื่องสถานที่และเวลาได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ ความหมายและการใช้งาน “At” ใช้ได้ทั้งกับสถานที่และเวลา: สถานที่: ใช้บอกตำแหน่งที่อยู่ค่อนข้างเจาะจง เช่น at the bus stop (ที่ป้ายรถเมล์), at the office (ที่สำนักงาน), at the door (ที่ประตู) เวลา: ใช้ระบุเวลาที่แน่นอน เช่น at…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *