"Me” แปลว่า
“Me” ในภาษาอังกฤษมีความหมายตรงตัวว่า “ฉัน” หรือ “ดิฉัน” ซึ่งเป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้เรียกแทนตัวเองเมื่อผู้พูดต้องการกล่าวถึงตนเองในฐานะกรรมของประโยค หรือเมื่อต้องการเน้นย้ำถึงตัวผู้พูดเอง
ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Me” บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในบริบทของการสนทนาที่ไม่เป็นทางการ หรือเมื่อมีการใช้ภาษาอังกฤษปะปนอยู่ในการพูดคุย เช่น เมื่อเพื่อนชาวต่างชาติถามว่า “Who is this?” แล้วเราตอบว่า “It’s me!” หรือเมื่อเราต้องการบอกว่าของสิ่งนี้เป็นของเรา อาจจะพูดว่า “This is for me.” หรือ “Give it to me.” นอกจากนี้ ในโลกออนไลน์ สื่อสังคม หรือการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ คำว่า “Me” ก็ถูกใช้เป็นประจำในการแสดงตัวตน หรือในการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวต่างๆ
ความหมายและการใช้งาน
“Me” เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 ในรูปกรรม (objective case) ใช้เมื่อต้องการกล่าวถึงตัวเองในฐานะผู้ถูกกระทำ หรือเป็นส่วนหนึ่งของประโยคที่ต้องการเน้นย้ำถึงตัวผู้พูดเอง
ตัวอย่างการใช้งาน
- “She gave the book to me.” (เธอให้หนังสือแก่ฉัน)
- “This is my phone, not yours.” (นี่คือโทรศัพท์ของฉัน ไม่ใช่ของคุณ) – ในบริบทนี้ แม้จะใช้ “my” ซึ่งเป็นรูปแสดงความเป็นเจ้าของ แต่ก็ยังสื่อถึงตัวผู้พูด
- “Call me later.” (โทรหาฉันทีหลัง)
บริบทการใช้งานทั่วไป
“Me” มักถูกใช้ในการสนทนาทั่วไปที่ไม่เป็นทางการ การตอบคำถามสั้นๆ หรือเมื่อต้องการระบุสิ่งของที่เป็นของตนเอง หรือเมื่อต้องการให้ใครบางคนทำอะไรบางอย่างให้
“Me” กับ “I” ต่างกันอย่างไร?
“I” เป็นสรรพนามบุรุษที่ 1 ในรูปประธาน (subjective case) ใช้เมื่อผู้พูดเป็นผู้กระทำกริยาในประโยค เช่น “I am happy.” (ฉันมีความสุข) ส่วน “Me” ใช้ในรูปกรรม หรือเมื่อต้องการเน้นย้ำถึงตัวผู้พูดในฐานะผู้ถูกกระทำ หรือเป็นส่วนหนึ่งของบุพบทวลี
เราสามารถใช้ “Me” ขึ้นต้นประโยคได้หรือไม่?
โดยหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมาตรฐาน การใช้ “Me” ขึ้นต้นประโยคถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ หากต้องการกล่าวถึงตัวเองในฐานะประธานของประโยค ต้องใช้ “I” อย่างไรก็ตาม ในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการ หรือในบริบทที่ต้องการเน้นย้ำอย่างมาก บางครั้งอาจได้ยินการใช้ “Me” ขึ้นต้นประโยค เช่น “Me, I want that!” ซึ่งถือเป็นการใช้ที่ผิดหลักไวยากรณ์ แต่เป็นที่เข้าใจในบางบริบท