"Legs” แปลว่า

คำว่า “Legs” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “ขา” ซึ่งเป็นอวัยวะส่วนล่างของร่างกายที่ใช้ในการเคลื่อนที่ เดิน วิ่ง หรือยืน คำนี้สามารถใช้ได้กับทั้งขาของมนุษย์ สัตว์ หรือแม้กระทั่งส่วนประกอบอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายขา เช่น ขาของโต๊ะ หรือขาของเก้าอี้

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Legs” ในหลากหลายบริบท เช่น เวลาพูดถึงการออกกำลังกายที่เน้นกล้ามเนื้อขา (leg workout) หรือเมื่อพูดถึงการเดินทางที่ต้องใช้เวลาเดินเป็นระยะทางไกล (long legs) นอกจากนี้ ในภาษาพูด อาจมีการเปรียบเปรยถึง “Legs” ในเชิงความหมายแฝง เช่น การมี “ขา” ที่ดีในการแข่งขัน หมายถึง การมีความได้เปรียบ หรือมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้มากกว่า

ความหมายและการใช้งาน

“Legs” หมายถึง ขา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต และเป็นส่วนประกอบที่ทำให้วัตถุต่างๆ ตั้งอยู่ได้

ตัวอย่างการใช้งาน

ตัวอย่างเช่น “My legs are tired from walking all day.” (ขาของฉันเมื่อยล้าจากการเดินทั้งวัน) หรือ “The table has four sturdy legs.” (โต๊ะตัวนี้มีสี่ขาที่แข็งแรง)

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Legs” มักถูกใช้ในบริบทเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย หรือการอธิบายลักษณะทางกายภาพของสิ่งต่างๆ

🔷 FAQ SECTION

“Legs” สามารถหมายถึงอย่างอื่นได้อีกไหม?

นอกเหนือจากความหมายหลักว่า “ขา” แล้ว “Legs” อาจถูกใช้ในสำนวนหรือการเปรียบเปรยในภาษาอังกฤษ เช่น “to get a leg up” หมายถึง การได้รับความช่วยเหลือหรือความได้เปรียบ

คำว่า “Legs” ในภาษาไทยคือคำว่าอะไร?

คำว่า “Legs” ในภาษาไทยมีความหมายตรงตัวคือ “ขา” ครับ

Similar Posts

  • "songs” แปลว่า

    คำว่า “songs” เป็นคำนามในภาษาอังกฤษ หมายถึง บทเพลง หรือ เพลงต่างๆ ที่เราใช้ฟังเพื่อความบันเทิง ผ่อนคลาย หรือเพื่อสื่ออารมณ์ เป็นคำที่ใช้เรียกผลงานทางดนตรีที่มีเนื้อร้องและทำนองรวมกัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “songs” หรือ “เพลง” ในบริบทต่างๆ มากมาย เช่น เวลาที่เพื่อนชวนไปฟังเพลง เราก็อาจจะบอกว่า “ไปฟัง songs กันไหม” หรือเวลาที่เราอยากจะเปิดเพลงฟังระหว่างเดินทาง ก็จะพูดว่า “เปิด songs ฟังเพลินๆ ดีกว่า” หรือเวลาที่นึกถึงเพลงโปรด ก็จะบอกว่า “ชอบ songs เพลงนี้มากเลย” เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและเข้าใจได้ง่ายในวงสนทนาทั่วไป ความหมายและการใช้งาน คำว่า “songs” หมายถึง บทเพลง หรือ เพลง ที่ประกอบด้วยเนื้อร้องและทำนอง ใช้เรียกผลงานทางดนตรีที่หลากหลาย ตั้งแต่เพลงป๊อป ร็อก ไปจนถึงเพลงพื้นบ้าน หรือเพลงที่แต่งขึ้นมาเฉพาะโอกาสต่างๆ สามารถใช้ได้ทั้งในรูปเอกพจน์ (song) และพหูพจน์ (songs) ขึ้นอยู่กับจำนวนเพลงที่กล่าวถึง ตัวอย่างการใช้งาน…

  • "Funeral” แปลว่า

    คำว่า “Funeral” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง พิธีศพ หรือ การปลงศพ ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยและส่งดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย เป็นการรวมตัวของครอบครัว เพื่อนฝูง และคนรู้จัก เพื่อแสดงความเสียใจและให้กำลังใจแก่ผู้ที่สูญเสีย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Funeral” หรือ “พิธีศพ” เมื่อมีข่าวการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญ หรือเมื่อต้องเข้าร่วมงานเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ตายและครอบครัวของผู้ตาย การเตรียมงานพิธีศพอาจมีความหลากหลายตามวัฒนธรรมและความเชื่อของแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการจัดสถานที่ การสวดพระอภิธรรม หรือพิธีทางศาสนา และการนำร่างผู้เสียชีวิตไปสู่สุสานหรือสถานที่ฌาปนกิจ ความหมายและการใช้งาน Funeral คือ พิธีศพ หรือ การปลงศพ ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการจัดการกับร่างของผู้เสียชีวิต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้ตาย และเป็นการแสดงความอาลัยแก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ คำนี้สามารถใช้ได้ทั้งในบริบทที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ตัวอย่างการใช้งาน เราอาจได้ยินประโยคเช่น “The family is preparing for the funeral.” (ครอบครัวกำลังเตรียมงานพิธีศพ) หรือ “We will attend his funeral tomorrow.” (เราจะไปร่วมงานศพของเขาในวันพรุ่งนี้) บริบทที่พบบ่อย คำว่า Funeral…

  • "Dividing” แปลว่า

    คำว่า “Dividing” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การแบ่ง การหาร หรือการแยกออกจากกัน โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในบริบทของการแบ่งปัน การกระจาย หรือการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Dividing” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การแบ่งขนมให้เพื่อน การหารค่าใช้จ่าย หรือแม้แต่การแบ่งงานในกลุ่ม การใช้คำนี้ช่วยให้เราอธิบายกระบวนการแยกสิ่งหนึ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ ได้อย่างชัดเจน ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Dividing” มาจากกริยา “divide” ซึ่งมีความหมายหลักๆ คือ: การแบ่งแยก (Separating): การทำให้สิ่งหนึ่งแยกออกจากกันเป็นส่วนๆ เช่น “Dividing the cake into slices” (การแบ่งเค้กออกเป็นชิ้นๆ) การหาร (Mathematical division): การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่นำจำนวนหนึ่งมาหารด้วยอีกจำนวนหนึ่ง เช่น “Dividing 10 by 2” (การหาร 10 ด้วย 2) การแบ่งปัน (Sharing): การกระจายสิ่งของหรือทรัพยากรให้กับผู้อื่น เช่น “Dividing…

  • "Comes” แปลว่า

    คำว่า “comes” ในภาษาอังกฤษเป็นรูปปัจจุบันกาลของคำกริยา “come” ซึ่งมีความหมายหลักว่า “มา” หรือ “เกิดขึ้น” เป็นคำที่ใช้บ่อยมากในชีวิตประจำวันเพื่อบอกถึงการเคลื่อนที่ การปรากฏตัว หรือการเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “comes” ในบริบทที่หลากหลาย เช่น การบอกว่าใครบางคนกำลังมาถึง (He comes here every day), การบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งกำลังจะเกิดขึ้น (The time for change comes soon), หรือแม้แต่การอธิบายถึงที่มาของบางสิ่ง (This wine comes from France) เป็นคำที่ช่วยให้เราสื่อสารเรื่องการเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความหมายและการใช้งาน “Comes” หมายถึง “มา” หรือ “เกิดขึ้น” ใช้ในประโยคปัจจุบันกาลแบบง่าย (Simple Present Tense) เพื่ออธิบายถึงการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นประจำ การมาถึง หรือการปรากฏตัวของบุคคล สัตว์ หรือสิ่งของ รวมถึงการบอกถึงสาเหตุหรือที่มาของสิ่งต่างๆ ตัวอย่างการใช้งาน My friend…

  • "Hello” แปลว่า

    “Hello” เป็นคำทักทายภาษาอังกฤษที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีความหมายตรงตัวว่า “สวัสดี” หรือ “สวัสดีครับ/ค่ะ” เป็นคำที่ใช้เพื่อเริ่มต้นการสนทนา ทักทายผู้คน หรือแสดงความเป็นมิตร ในชีวิตประจำวัน คนไทยเราใช้คำว่า “Hello” ในหลากหลายสถานการณ์ ไม่ใช่แค่ในการทักทายคนที่ไม่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังใช้กับเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ในการพูดคุยทางโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการรับสาย หรือเมื่อเราโทรออกไปหาใครสักคน คำนี้ให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างเป็นกันเองและทันสมัยกว่าการใช้คำว่า “สวัสดี” เพียงอย่างเดียวในบางบริบท ความหมายและการใช้งาน “Hello” เป็นคำทักทายพื้นฐานที่ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอหน้ากันครั้งแรก การทักทายคนรู้จัก หรือแม้แต่การเริ่มต้นการสนทนาทางโทรศัพท์หรือในอีเมล ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเจอเพื่อน: “Hello! เป็นไงบ้าง?” เมื่อรับโทรศัพท์: “Hello? ใครพูดครับ/คะ?” เมื่อทักทายคนแปลกหน้า: “Hello, may I help you?” (สวัสดีครับ/ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ/คะ?) บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “Hello” มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความเป็นกันเอง แต่ก็ยังคงความสุภาพ เหมาะสำหรับการทักทายในชีวิตประจำวันทั่วไป ทั้งการพบเจอตัวต่อตัว หรือผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เช่น โทรศัพท์ อีเมล หรือข้อความ “Hello”…

  • "Architect” แปลว่า

    คำว่า “Architect” ในภาษาไทยหมายถึง “สถาปนิก” ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบและวางแผนโครงสร้างอาคาร รวมถึงการจัดการพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านความสวยงาม ความแข็งแรง และฟังก์ชันการใช้งาน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะนึกถึง “Architect” เมื่อต้องการสร้างบ้านใหม่ ต่อเติมอาคาร หรือปรับปรุงพื้นที่ เราอาจจะเห็นการใช้คำนี้ในข่าวสารเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ หรือแม้แต่ในการพูดคุยเกี่ยวกับบ้านในฝันของตัวเอง บางครั้งก็อาจจะมีการเปรียบเทียบการทำงานของ “Architect” กับผู้ที่มีวิสัยทัศน์ในการวางแผนสิ่งต่างๆ ให้เป็นระบบระเบียบ ความหมายและการใช้งาน “Architect” คือผู้ที่รับผิดชอบในการออกแบบภาพรวมของอาคาร ตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอก ไปจนถึงการจัดวางผังภายใน การเลือกใช้วัสดุ และการคำนึงถึงสภาพแวดล้อมรอบข้าง หน้าที่ของ “Architect” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การวาดแบบ แต่ยังรวมถึงการประสานงานกับวิศวกร ผู้รับเหมา และเจ้าของโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าการก่อสร้างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้และมีคุณภาพ ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อคุณต้องการสร้างบ้านสักหลัง คุณจะต้องจ้าง “Architect” มาช่วยออกแบบ ไม่ใช่แค่ให้สวยงาม แต่ต้องคำนึงถึงการใช้งานจริง ความปลอดภัย และงบประมาณด้วย ในวงการเทคโนโลยี คำว่า “Architect” อาจหมายถึงผู้ออกแบบโครงสร้างระบบ หรือสถาปัตยกรรมของซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นผู้กำหนดภาพรวมและทิศทางการพัฒนา บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Architect” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *