"Expensive” แปลว่า

คำว่า “Expensive” เป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่มีราคาสูง หรือต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อหรือครอบครอง โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราบอกว่าสิ่งใด “expensive” หมายความว่าราคาสิ่งนั้นสูงกว่าปกติ หรือสูงจนอาจจะเกินกำลังซื้อของคนทั่วไป

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “expensive” เพื่อพูดถึงสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ต่างๆ ที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น เสื้อผ้าแบรนด์เนม รถยนต์หรู โรงแรมระดับห้าดาว หรือแม้แต่อาหารในร้านอาหารบางแห่ง การใช้คำนี้เป็นการบอกให้รู้ถึงมูลค่าหรือราคาที่ต้องจ่ายไป ซึ่งอาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่ามันคุ้มค่ากับคุณภาพหรือประสบการณ์ที่ได้รับ หรือบางคนอาจจะรู้สึกว่ามันแพงเกินไปจนไม่สามารถเข้าถึงได้

ความหมายและการใช้งาน

“Expensive” หมายถึง มีราคาสูง ต้องใช้เงินจำนวนมาก เป็นคำที่ตรงกันข้ามกับคำว่า “cheap” หรือ “inexpensive” ที่แปลว่าราคาถูก เราสามารถใช้คำนี้ได้กับหลากหลายสิ่ง ตั้งแต่สิ่งของที่เป็นรูปธรรม ไปจนถึงนามธรรม เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตในบางเมืองอาจจะ “expensive” หรือการเดินทางไปบางประเทศก็อาจจะ “expensive” ได้เช่นกัน

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “That handbag is too expensive for me to buy.” (กระเป๋าถือใบนั้นแพงเกินกว่าที่ฉันจะซื้อได้)
  • “Living in the city center can be very expensive.” (การอาศัยอยู่ในใจกลางเมืองอาจจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก)
  • “We decided to go for the less expensive option.” (เราตัดสินใจเลือกตัวเลือกที่มีราคาถูกกว่า)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “expensive” มักถูกใช้ในบริบทของการซื้อขาย การเปรียบเทียบราคา หรือการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเงิน การใช้คำนี้จะช่วยสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจได้ทันทีว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงนั้นมีราคาสูง

“Expensive” กับ “High price” ต่างกันอย่างไร?

“Expensive” เป็นการบอกว่ามีราคาสูงเมื่อเทียบกับมูลค่าที่รับรู้ หรือเกินกำลังซื้อ ในขณะที่ “high price” เป็นเพียงการบอกว่าราคาสูงเฉยๆ โดยไม่ได้บ่งบอกถึงการเปรียบเทียบหรือการรับรู้มูลค่าเสมอไป

มีคำอื่นที่แปลว่า “Expensive” ไหม?

มีคำอื่นๆ ที่มีความหมายใกล้เคียง เช่น “costly” หรือ “pricy” ซึ่งก็แปลว่ามีราคาสูงเช่นกัน แต่ “expensive” เป็นคำที่นิยมใช้และเข้าใจได้ง่ายที่สุด

Similar Posts

  • "Determination” แปลว่า

    คำว่า “Determination” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ความมุ่งมั่น” หรือ “ความตั้งใจแน่วแน่” เป็นการแสดงถึงการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ ไม่ว่าจะเผชิญอุปสรรคหรือความยากลำบากเพียงใดก็ตาม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นหรือได้ยินคำว่า “Determination” ในบริบทของการตั้งเป้าหมายต่างๆ เช่น การตั้งใจเรียนให้ได้ผลการเรียนที่ดี การพยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อสุขภาพ หรือการทุ่มเททำงานเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ การมีความมุ่งมั่นนี้เองที่เป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราก้าวข้ามผ่านความท้าทายต่างๆ ไปได้ และทำให้เราไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้จะเจอเรื่องที่ยากลำบากก็ตาม Meaning & Usage “Determination” หมายถึง สภาวะทางจิตใจที่บุคคลมีความแน่วแน่ ตั้งใจจริง และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นพลังภายในที่ขับเคลื่อนให้เราพยายามอย่างต่อเนื่อง Examples นักกีฬามี determination สูงมากในการฝึกซ้อมเพื่อคว้าเหรียญทอง เธอแสดงให้เห็นถึง determination ในการเรียนจนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันได้ แม้จะล้มเหลวหลายครั้ง แต่เขาก็ยังคงมีความ determination ที่จะสานต่อธุรกิจของครอบครัว Context / Common Use คำว่า “Determination” มักถูกใช้ในบริบทที่ต้องการเน้นย้ำถึงความพยายาม ความอดทน และจิตใจที่ไม่ยอมแพ้ของผู้คน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว การเรียน หรือการทำงาน 🔷 FAQ…

  • "Bolt” แปลว่า

    คำว่า “Bolt” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยึดติด การขันให้แน่น หรือสิ่งที่ใช้ในการยึดติดเหล่านั้น โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพูดถึง “Bolt” เรามักจะนึกถึงสลักเกลียวที่มีลักษณะเป็นแท่งโลหะ ปลายด้านหนึ่งมีหัวสำหรับใช้ประแจหมุน และอีกด้านหนึ่งมีเกลียวสำหรับขันเข้ากับน็อต เพื่อใช้ในการยึดหรือประกอบสิ่งของต่างๆ เข้าด้วยกัน ในชีวิตประจำวัน เราจะพบเห็นการใช้งาน “Bolt” ได้ในหลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่งานช่าง งานก่อสร้าง ไปจนถึงการประกอบเฟอร์นิเจอร์ หรือแม้แต่การซ่อมแซมยานพาหนะต่างๆ เวลาที่เราเห็นช่างกำลังประกอบอะไรสักอย่าง หรือขันส่วนประกอบต่างๆ ให้แน่น ก็มักจะมีการใช้ “Bolt” และน็อตเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ หรือบางครั้งเราอาจจะได้ยินคำว่า “Bolt” ในบริบทอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับการยึดติดโดยตรง เช่น การวิ่งที่รวดเร็วเหมือนสายฟ้าแลบ ก็อาจจะเปรียบเปรยได้ว่า “วิ่งเร็วเหมือน Bolt” ซึ่งมาจากชื่อนักกีฬาชื่อดัง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Bolt” หมายถึง สลักเกลียว ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการยึดติดสิ่งของสองชิ้นหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน โดยทั่วไปประกอบด้วยส่วนที่เป็นแท่งโลหะมีเกลียว และส่วนหัวสำหรับใช้เครื่องมือหมุนขัน นอกจากนี้ “Bolt” ยังสามารถหมายถึงการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว หรือการวิ่งที่ฉับพลัน ตัวอย่างการใช้งาน 1. ช่างกำลังใช้ประแจขัน Bolt เพื่อยึดโครงเหล็กให้แน่นหนา 2….

  • "At” แปลว่า

    “At” เป็นคำบุพบท (preposition) ในภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักๆ คือ “ที่” หรือ “ณ” ใช้เพื่อระบุตำแหน่งที่แน่นอน หรือเวลาที่เจาะจง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “at” เพื่อบอกว่าเราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร หรือนัดหมายเวลาใด เช่น “I’m at home” (ฉันอยู่ที่บ้าน) หรือ “Let’s meet at 3 PM” (เจอกันตอนบ่าย 3 โมง) มันช่วยให้เราสื่อสารเรื่องสถานที่และเวลาได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ ความหมายและการใช้งาน “At” ใช้ได้ทั้งกับสถานที่และเวลา: สถานที่: ใช้บอกตำแหน่งที่อยู่ค่อนข้างเจาะจง เช่น at the bus stop (ที่ป้ายรถเมล์), at the office (ที่สำนักงาน), at the door (ที่ประตู) เวลา: ใช้ระบุเวลาที่แน่นอน เช่น at…

  • "Arrive” แปลว่า

    คำว่า “Arrive” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “มาถึง” หรือ “ถึงที่หมาย” เป็นคำกริยาที่ใช้อธิบายการเดินทางไปถึงสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Arrive” บ่อยครั้งในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อเรากำลังรอใครสักคน เราอาจจะถามว่า “When will they arrive?” (พวกเขาจะมาถึงเมื่อไหร่?) หรือเมื่อเราเดินทางไปถึงสนามบิน เราก็อาจจะบอกว่า “We have arrived at the airport.” (เรามาถึงสนามบินแล้ว) หรือแม้แต่ในบริบทของการประชุม เราอาจจะใช้คำว่า “The delegates will arrive tomorrow.” (ผู้เข้าร่วมประชุมจะมาถึงในวันพรุ่งนี้) เป็นต้น คำนี้ช่วยให้เราสื่อสารเรื่องการเดินทางและการไปถึงจุดหมายได้อย่างชัดเจน ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Arrive” หมายถึง การไปถึง การมาถึง หรือการได้ไปปรากฏตัว ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หลังจากที่ได้เดินทางมา ตัวอย่างการใช้งาน The train will arrive…

  • "Diagnostic” แปลว่า

    คำว่า “Diagnostic” ในภาษาไทยมีความหมายว่า การวินิจฉัย หรือ การตรวจวินิจฉัย ซึ่งหมายถึงกระบวนการในการระบุหรือทำความเข้าใจลักษณะของปัญหา อาการ หรือสภาวะบางอย่าง โดยอาศัยการสังเกต การวิเคราะห์ข้อมูล หรือการทดสอบต่างๆ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบคำว่า “Diagnostic” ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เป็นส่วนใหญ่ เช่น เมื่อเราไปหาหมอ แพทย์จะทำการ “diagnostic” อาการของเราเพื่อหาสาเหตุของความเจ็บป่วย หรืออาจจะหมายถึงการตรวจทางเทคนิค เช่น การ “diagnostic” คอมพิวเตอร์เพื่อหารอยรั่วหรือปัญหาที่เกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งการ “diagnostic” รถยนต์เพื่อตรวจสอบสภาพและหาสิ่งผิดปกติ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Diagnostic” มาจากภาษากรีก “diagnōsis” ซึ่งแปลว่า การแยกแยะ หรือ การวินิจฉัย ในทางปฏิบัติ การ “diagnostic” เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือการรักษาที่ตรงจุด ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น แพทย์อาจจะสั่งการตรวจเลือดเพื่อ “diagnostic” โรคบางชนิด หรือช่างเทคนิคอาจใช้โปรแกรม “diagnostic” เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ในคอมพิวเตอร์ บริบทที่ใช้บ่อย “Diagnostic” มักถูกใช้ในวงการแพทย์…

  • "See You” แปลว่า

    คำว่า “See you” เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เมื่อพูดถึงการบอกลา หรือการแสดงความคาดหวังว่าจะได้พบกันอีกครั้งในอนาคต เป็นการบอกให้รู้อย่างสุภาพว่าเรากำลังจะจากไป แต่ก็จะเจอกันอีกในภายหลัง ในชีวิตประจำวัน คนไทยนิยมใช้คำว่า “See you” ในสถานการณ์ต่างๆ ที่มีความคุ้นเคยกันในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการพูดกับเพื่อนฝูง คนรู้จัก หรือแม้แต่เพื่อนร่วมงานที่สนิทกัน การใช้คำนี้แสดงถึงความเป็นกันเองและสร้างบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการนัก เช่น เมื่อเลิกงานแล้วกำลังจะกลับบ้าน หรือเมื่อคุยโทรศัพท์กับเพื่อนแล้วต้องวางสาย ก็มักจะพูดว่า “See you” เพื่อบอกว่าจะเจอกันอีก ความหมายและการใช้งาน โดยทั่วไป “See you” หมายถึง “แล้วเจอกัน” หรือ “พบกันใหม่” เป็นการบอกลาที่แสดงถึงความหวังว่าจะได้พบปะกันอีกครั้งในอนาคตอันใกล้หรือไม่ไกลนัก เป็นสำนวนที่ใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ ตั้งแต่การพูดคุยทั่วไปจนถึงการจบการสนทนา ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเพื่อนชวนไปเที่ยวแต่เราไม่ว่างในครั้งนี้ อาจตอบกลับไปว่า “เสียดายจัง ครั้งหน้าแล้วกัน See you นะ” หรือเมื่อคุยโทรศัพท์กับเพื่อนแล้วใกล้จะวางสาย ก็อาจพูดว่า “โอเค งั้นเท่านี้ก่อน See you พรุ่งนี้นะ” ในการกล่าวลาเมื่อสิ้นสุดการประชุมกับเพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคย ก็อาจใช้คำว่า “Ok everyone,…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *