"Disgust” แปลว่า

คำว่า “Disgust” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ความรู้สึกรังเกียจ หรือขยะแขยง เป็นความรู้สึกไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่น่าพิสมัย สกปรก น่าขยะแขยง หรือผิดศีลธรรม

ในชีวิตประจำวัน เราอาจใช้คำว่า Disgust เมื่อเจอสิ่งที่เราไม่ชอบอย่างมาก เช่น การได้กลิ่นเหม็นรุนแรง เห็นอาหารที่เน่าเสีย หรือได้ยินเรื่องราวที่โหดร้าย ทำให้เรารู้สึกไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากแตะต้อง หรืออยากจะหนีไปให้พ้นจากสิ่งนั้นๆ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้กับประสาทสัมผัสต่างๆ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง หรือแม้กระทั่งจากความคิดและจินตนาการ

ความหมายและการใช้งาน

Disgust คือ ความรู้สึกรังเกียจ ขยะแขยง ไม่ชอบอย่างรุนแรง

ตัวอย่างการใช้งาน

เมื่อเห็นแมลงสาบไต่ไปมาบนพื้น ทำให้ฉันรู้สึก Disgust มาก

ข่าวอาชญากรรมที่โหดร้ายทำให้หลายคนเกิดความรู้สึก Disgust

อาหารที่เสียแล้วมีกลิ่นเหม็นจนรู้สึก Disgust

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า Disgust มักใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับสิ่งสกปรก อาหารที่ไม่น่ากิน สัตว์ที่น่ารังเกียจ การกระทำที่ผิดศีลธรรม หรือเรื่องราวที่ชวนสะอิดสะเอียน

🔷 FAQ SECTION

Disgust แตกต่างจากคำว่า Hate อย่างไร?

Disgust เป็นความรู้สึกรังเกียจต่อสิ่งที่น่าขยะแขยงหรือไม่น่าพิสมัย ส่วน Hate เป็นความรู้สึกเกลียดชังอย่างลึกซึ้งต่อบุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

มีคำไทยคำไหนที่ใกล้เคียงกับ Disgust บ้าง?

คำไทยที่ใกล้เคียงกับ Disgust ได้แก่ รังเกียจ ขยะแขยง สะอิดสะเอียน หรือไม่ชอบอย่างมาก

Similar Posts

  • "Milk” แปลว่า

    คำว่า “Milk” เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง “นม” ซึ่งเป็นของเหลวสีขาวที่ผลิตจากต่อมน้ำนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยทั่วไปแล้วเมื่อพูดถึง “milk” มักจะหมายถึงนมวัวที่นำมาบริโภคเป็นอาหารของมนุษย์ นมเป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญหลายชนิด เช่น โปรตีน แคลเซียม วิตามินดี และไขมัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “milk” ในหลายบริบท เช่น การสั่งเครื่องดื่มที่ร้านกาแฟ “ขอลาเต้ใส่นม (milk) ได้ไหมครับ/คะ” หรือการพูดถึงวัตถุดิบในการทำอาหาร “เค้กสูตรนี้ใช้นม (milk) สด” นอกจากนี้ยังอาจหมายถึงนมชนิดอื่นๆ เช่น นมถั่วเหลือง (soy milk) หรือนมอัลมอนด์ (almond milk) ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้นมวัวหรือผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ ความหมายและการใช้งาน “Milk” แปลว่า “นม” โดยทั่วไปหมายถึงน้ำนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ “นมวัว” ซึ่งเป็นแหล่งสารอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ตัวอย่างการใช้งาน “I drink milk every morning.” (ฉันดื่มนมทุกเช้า) “Do you…

  • "Firstly” แปลว่า

    คำว่า “Firstly” เป็นคำในภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อบอกลำดับหรือการเริ่มต้นในการกล่าวถึงสิ่งต่างๆ โดยมีความหมายตรงกับคำว่า “อันดับแรก”, “อย่างแรก” หรือ “ประการแรก” ในภาษาไทย ใช้เพื่อชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นสิ่งแรกในชุดของความคิด ลำดับเหตุการณ์ หรือรายการ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือเห็นคำว่า “Firstly” ในการนำเสนอ การเขียนรายงาน หรือแม้แต่ในการสนทนาทั่วไป เมื่อผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการจัดระเบียบความคิดและนำเสนอข้อมูลตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีหลายประเด็นที่ต้องการกล่าวถึง “Firstly” จะช่วยให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเข้าใจได้ทันทีว่ากำลังจะเข้าสู่ประเด็นแรกแล้ว ความหมายและการใช้งาน “Firstly” ใช้เพื่อระบุจุดเริ่มต้นของการอธิบาย การให้เหตุผล หรือการนำเสนอข้อมูลตามลำดับความสำคัญหรือลำดับเวลา เป็นการบอกให้รู้ว่านี่คือสิ่งแรกที่กำลังจะกล่าวถึง ก่อนที่จะตามมาด้วยประเด็นอื่นๆ ที่อาจจะขึ้นต้นด้วย “Secondly” (ประการที่สอง), “Thirdly” (ประการที่สาม) เป็นต้น ตัวอย่างการใช้งาน ในการนำเสนอ: “Firstly, I would like to thank everyone for attending this important meeting. Secondly, we will discuss the quarterly…

  • "narrow” แปลว่า

    คำว่า “narrow” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “แคบ” หรือ “จำกัด” เมื่อนำไปใช้ในบริบทต่างๆ ความหมายก็จะปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่แก่นหลักยังคงอยู่ที่ความเป็นสิ่งที่มีขอบเขตจำกัด ไม่กว้างขวาง หรือไม่หลากหลาย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “narrow” ในหลายสถานการณ์ เช่น การพูดถึงถนนที่แคบ การจำกัดขอบเขตของความคิด หรือแม้กระทั่งการพูดถึงโอกาสที่มีอยู่น้อยนิด การเข้าใจความหมายของ “narrow” จะช่วยให้เราตีความประโยคภาษาอังกฤษได้ถูกต้องและสื่อสารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน “Narrow” สามารถใช้ได้ทั้งเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) และคำกริยา (verb) ในฐานะคำคุณศัพท์: หมายถึง แคบ, จำกัด, เล็กน้อย, ละเอียด, เฉียดฉิว ในฐานะคำกริยา: หมายถึง ทำให้แคบลง, จำกัด ตัวอย่างการใช้งาน ถนนแคบ: “The road is very narrow.” (ถนนเส้นนี้แคบมาก) ความคิดที่จำกัด: “He has a narrow view of…

  • "Influences” แปลว่า

    คำว่า “Influences” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง อิทธิพล การชักจูง หรืออำนาจที่มีผลต่อการตัดสินใจ การกระทำ หรือความคิดของผู้อื่น หรือต่อเหตุการณ์ต่างๆ เปรียบเสมือนแรงผลักดันที่มองไม่เห็นแต่มีผลอย่างมากต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวเรา ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเจอ “Influences” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลจากครอบครัว เพื่อนฝูง สื่อโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่กระแสสังคม สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนในการหล่อหลอมให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ เช่น การเลือกซื้อสินค้าตามที่ดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์แนะนำ หรือการตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Influences” สามารถแปลได้หลากหลายตามบริบท แต่โดยรวมแล้วหมายถึงสิ่งที่มีอำนาจหรือความสามารถในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หรือส่งผลต่อสิ่งอื่น ทั้งในทางบวกและทางลบ อาจเป็นบุคคล สิ่งของ แนวคิด หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่เข้ามามีบทบาท ตัวอย่างการใช้งาน เราอาจพูดว่า “โซเชียลมีเดียมีอิทธิพล (Influences) ต่อความคิดเห็นของวัยรุ่นอย่างมาก” หรือ “สภาพอากาศมีอิทธิพล (Influences) ต่อการเดินทางในวันนี้” ในอีกแง่หนึ่ง อาจใช้ในเชิงบุคคล เช่น “เขาเป็นหนึ่งใน Influences ที่สำคัญในวงการแฟชั่น” ซึ่งหมายถึงบุคคลที่มีอิทธิพลต่อวงการนั้นๆ บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Influences”…

  • "demand” แปลว่า

    คำว่า “demand” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “ความต้องการ” หรือ “อุปสงค์” ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายบริบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐศาสตร์และการตลาด เพื่ออธิบายถึงปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคต้องการซื้อ ณ ระดับราคาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “demand” ในสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขาย การผลิต หรือแม้แต่การบริการ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสินค้าขายดีจนหมดสต็อกอย่างรวดเร็ว เราอาจพูดได้ว่าสินค้านั้นมีความ “demand” สูง หรือเมื่อมีคนจำนวนมากต้องการจองตั๋วคอนเสิร์ต นั่นก็แสดงว่ามีความ “demand” สำหรับคอนเสิร์ตนั้นๆ นอกจากนี้ ในแง่ของการทำงาน หากหัวหน้างานต้องการให้คุณส่งงานให้เร็วขึ้น ก็อาจจะบอกว่ามีความ “demand” เร่งด่วนสำหรับงานนั้น ความหมายและการใช้งาน “Demand” แปลตรงตัวว่า “ความต้องการ” ในบริบททางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง ปริมาณสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคเต็มใจและสามารถซื้อได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ณ ระดับราคาต่างๆ กัน หากราคาลดลง ความต้องการมักจะเพิ่มขึ้น และหากราคาสูงขึ้น ความต้องการมักจะลดลง ในบริบททั่วไป หมายถึง ความต้องการหรือความจำเป็นในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตัวอย่างการใช้งาน ในชีวิตประจำวัน: “ช่วงนี้ demand ไอศกรีมรสชาติใหม่สูงมาก…

  • "Cafeteria” แปลว่า

    คำว่า “Cafeteria” (คาเฟทีเรีย) หมายถึง โรงอาหาร หรือห้องอาหารขนาดใหญ่ที่ให้บริการอาหารแบบบริการตนเอง โดยทั่วไปมักพบในสถานศึกษา เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือในสถานที่ทำงานขนาดใหญ่ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Cafeteria” ในบริบทของการไปทานอาหารในที่ทำงานหรือในโรงเรียน ที่เราสามารถเลือกอาหารที่ต้องการได้เองจากเคาน์เตอร์ แล้วนำไปจ่ายเงินที่จุดชำระเงินก่อนจะหาที่นั่งทาน เป็นรูปแบบการทานอาหารที่สะดวกและรวดเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดเวลา หรือมีงบประมาณจำกัด ความหมายและการใช้งาน Cafeteria คือ สถานที่ที่จัดเตรียมอาหารไว้ให้ผู้คนเลือกรับประทานได้เอง โดยไม่ต้องมีพนักงานมาคอยเสิร์ฟถึงโต๊ะ ลักษณะเด่นคือจะมีเคาน์เตอร์อาหารที่หลากหลายให้เลือก และผู้ทานจะเดินไปเลือกอาหารตามที่ต้องการ จากนั้นนำไปชำระเงินที่แคชเชียร์ก่อนรับประทาน ตัวอย่างการใช้งาน “วันนี้ไปทานข้าวที่ Cafeteria ของบริษัทกันนะ มีเมนูใหม่น่าลอง” “เด็กๆ ชอบไปทานขนมที่ Cafeteria ของโรงเรียนตอนพักกลางวัน” บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Cafeteria” มักใช้ในบริบทของสถานที่ที่ให้บริการอาหารแบบบริการตนเอง เช่น โรงอาหารในมหาวิทยาลัย โรงอาหารในโรงพยาบาล โรงอาหารในบริษัท หรือแม้แต่ร้านอาหารบางแห่งที่จัดรูปแบบการบริการคล้ายคลึงกัน 🔷 FAQ SECTION Cafeteria แตกต่างจาก Restaurant อย่างไร? Cafeteria เน้นการบริการตนเอง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *