"Discharge” แปลว่า

คำว่า “Discharge” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วมีความหมายว่า การปลดปล่อย, การปล่อยออก, การยกเลิก, หรือการทำให้พ้นจากหน้าที่หรือภาระผูกพัน ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Discharge” ในหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อพูดถึงผู้ป่วยที่ออกจากโรงพยาบาล แพทย์อาจจะบอกว่าผู้ป่วยได้รับการ “discharge” แล้ว ซึ่งหมายถึงการอนุญาตให้กลับบ้านได้ หรือในบริบทของการทำงาน หากพนักงานคนหนึ่งถูกเลิกจ้าง ก็อาจจะเรียกว่าเขาถูก “discharge” จากตำแหน่ง หรือหากพูดถึงการปลดปล่อยแบตเตอรี่ ก็หมายถึงการคายประจุไฟฟ้าออกมา

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Discharge” สามารถแปลเป็นภาษาไทยได้หลายความหมายหลักๆ ดังนี้:

  • การปล่อย (ออกจากโรงพยาบาล): ใช้กับผู้ป่วยที่รักษาหายดีแล้ว หรืออาการดีขึ้นจนแพทย์อนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้
  • การปลดเปลื้อง/การยกเลิก (ภาระหน้าที่, สัญญา): หมายถึงการสิ้นสุดของความรับผิดชอบ หรือการยกเลิกข้อตกลงต่างๆ เช่น การปลดประจำการทหาร การยกเลิกสัญญาจ้าง
  • การคายประจุ (ไฟฟ้า): ใช้ในบริบทของอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่ หมายถึงการที่แบตเตอรี่ปล่อยพลังงานไฟฟ้าออกมาจนหมด หรือลดระดับลง
  • การปลดปล่อย (จากตำแหน่ง/หน้าที่): หมายถึงการให้ออกจากงาน หรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่

ตัวอย่างการใช้งาน

  • ทางการแพทย์: “ผู้ป่วยรายนี้มีอาการดีขึ้นมากแล้ว แพทย์จึงอนุญาตให้ discharge กลับบ้านได้” (The patient has improved significantly, so the doctor has allowed them to be discharged home.)
  • ทางทหาร: “เมื่อปลดประจำการ เขาจะได้รับเอกสาร discharge เพื่อยืนยันการพ้นจากราชการ” (Upon completing his service, he will receive a discharge document to confirm his release from duty.)
  • ทางธุรกิจ: “บริษัทได้ทำการ discharge พนักงานบางส่วนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย” (The company has discharged some employees due to the economic downturn.)
  • ทางเทคนิค: “แบตเตอรี่โทรศัพท์ของฉัน discharge เร็วมาก” (My phone battery discharges very quickly.)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “Discharge” มักถูกใช้ในบริบทที่เป็นทางการหรือกึ่งทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการแพทย์ การทหาร หรือการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงในบริบทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

FAQ SECTION

“Discharge” หมายถึงการถูกไล่ออกหรือไม่?

ไม่เสมอไปครับ “Discharge” สามารถหมายถึงการถูกปลดออกจากหน้าที่หรือตำแหน่งได้ แต่ก็อาจหมายถึงการได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล หรือการปลดประจำการ ซึ่งไม่ใช่การไล่ออกเสมอไป ความหมายขึ้นอยู่กับบริบทครับ

การ “Discharge” จากโรงพยาบาล กับการ “Discharge” จากงาน แตกต่างกันอย่างไร?

แตกต่างกันที่บริบทครับ การ “Discharge” จากโรงพยาบาลหมายถึงการที่แพทย์อนุญาตให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้เนื่องจากอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้ว ส่วนการ “Discharge” จากงานหมายถึงการสิ้นสุดสภาพการเป็นพนักงาน อาจจะด้วยความสมัครใจ ถูกเลิกจ้าง หรือปลดประจำการ

Similar Posts

  • "Gym” แปลว่า

    คำว่า “Gym” ในภาษาไทยหมายถึง สถานที่ที่จัดเตรียมไว้สำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะ ซึ่งมักจะมีอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ลู่วิ่ง เครื่องยกน้ำหนัก ดัมเบล บาร์เบล และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เพื่อช่วยในการสร้างความแข็งแรง เพิ่มความฟิตของร่างกาย หรือลดน้ำหนัก ผู้คนนิยมไปยิมเพื่อฝึกฝนร่างกายภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและมีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Gym” ในบริบทของการวางแผนกิจกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น “วันนี้จะไปยิม” หรือ “สมัครสมาชิกยิมแถวบ้านไว้แล้ว” เป็นต้น การไปยิมกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของหลายๆ คนที่ต้องการดูแลรูปร่างและสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเวทเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ การคาร์ดิโอเพื่อเผาผลาญไขมัน หรือการเข้าร่วมคลาสออกกำลังกายต่างๆ ที่ยิมมีให้บริการ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Gym” มาจากคำว่า Gymnasium ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายถึงห้องโถงหรืออาคารที่ใช้สำหรับการออกกำลังกาย เป็นสถานที่ที่มีอุปกรณ์ครบครันสำหรับการฝึกฝนร่างกายหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การยกน้ำหนัก การวิ่ง หรือการฝึกความยืดหยุ่น ในปัจจุบัน คำว่า “Gym” เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย เพื่ออ้างถึงฟิตเนสเซ็นเตอร์หรือศูนย์ออกกำลังกายที่เปิดให้บริการแก่สาธารณะ ตัวอย่างการใช้งาน “ฉันจะไปยิมตอนเย็นหลังเลิกงาน” หรือ “ยิมที่นี่มีคลาสโยคะตอนเช้าด้วยนะ” เป็นตัวอย่างของการใช้คำว่า “Gym” ในประโยคสนทนาทั่วไป เพื่อสื่อถึงการไปสถานที่ออกกำลังกาย…

  • "Surprised” แปลว่า

    คำว่า “Surprised” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า รู้สึกประหลาดใจ ตกใจ หรือแปลกใจ โดยเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเราพบเจอสิ่งที่ไม่คาดคิด ไม่เคยเจอมาก่อน หรือไม่เคยคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า อาจจะเป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้นๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Surprised” ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเพื่อนเซอร์ไพรส์วันเกิด หรือเมื่อเจอข่าวที่ไม่คาดฝัน เป็นต้น การแสดงออกถึงความรู้สึกประหลาดใจนี้สามารถทำได้หลายแบบ ทั้งทางสีหน้า ท่าทาง หรือคำพูด เช่น การอุทานว่า “โอ้โห!” หรือ “ไม่น่าเชื่อเลย!” ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Surprised” สื่อถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ความรู้สึกนี้อาจจะมาพร้อมกับความตื่นเต้น ความยินดี ความตกใจ หรือแม้กระทั่งความไม่สบายใจ ขึ้นอยู่กับลักษณะของเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความประหลาดใจนั้น ตัวอย่างการใช้งาน ถ้ามีคนแอบจัดงานวันเกิดให้โดยที่เราไม่รู้มาก่อน พอเปิดประตูเข้าไปเจอเพื่อนๆ ทุกคนพร้อมเสียงเพลง “สุขสันต์วันเกิด” เราก็จะรู้สึก “surprised” มากๆ หรือหากเรากำลังเดินอยู่แล้วมีลูกบอลลอยมาตกใส่หัวโดยไม่ทันตั้งตัว เราก็จะรู้สึก “surprised” เช่นกัน บริบทและการใช้ทั่วไป คำว่า “Surprised” มักถูกใช้ในบทสนทนาทั่วไปเพื่ออธิบายความรู้สึกเมื่อเจอเรื่องที่ไม่คาดฝัน…

  • "Costs” แปลว่า

    “Costs” เป็นคำภาษาอังกฤษที่หมายถึง “ค่าใช้จ่าย” หรือ “ต้นทุน” เป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายออกไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้า บริการ หรือเพื่อดำเนินกิจกรรมบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Costs” เพื่อพูดถึงเงินที่เราต้องเสียไปกับสิ่งต่างๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ การเข้าใจเรื่อง “Costs” ช่วยให้เราวางแผนการเงินและตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความหมายและการใช้งาน “Costs” หมายถึง เงินที่ต้องจ่ายออกไปเพื่อให้ได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมา อาจเป็นค่าสินค้า บริการ หรือค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ เช่น ต้นทุนการผลิตสินค้า (production costs) ค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด (marketing costs) หรือค่าใช้จ่ายส่วนตัวในแต่ละวัน (daily living costs) ตัวอย่างการใช้งาน “The costs of living in this city are very high.” (ค่าครองชีพในเมืองนี้สูงมาก) “We need to reduce our…

  • "Cheated” แปลว่า

    คำว่า “Cheated” เป็นภาษาอังกฤษ แปลว่า “ถูกโกง” หรือ “ถูกหลอกลวง” ในบริบททั่วไป หมายถึงการถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรม ถูกเอาเปรียบ หรือถูกหลอกลวงในลักษณะที่ทำให้เสียเปรียบหรือไม่ได้รับสิ่งที่ควรจะได้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Cheated” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การแข่งขันที่ฝ่ายหนึ่งใช้กลโกงเพื่อให้ได้ชัยชนะ, การพนันที่ผลออกมาไม่โปร่งใส, การถูกหลอกให้ซื้อของที่ไม่มีคุณภาพ หรือแม้กระทั่งในความสัมพันธ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกใจอีกฝ่าย ก็อาจใช้คำว่า “cheated on” เพื่ออธิบายสถานการณ์นั้นๆ ได้เช่นกัน เป็นคำที่สื่อถึงความรู้สึกผิดหวัง ไม่พอใจ และรู้สึกว่าตนเองถูกกระทำอย่างไม่ถูกต้อง ความหมายและการใช้งาน “Cheated” มาจากกริยา “cheat” ซึ่งมีความหมายหลักคือ การโกง การหลอกลวง หรือการทำผิดกฎเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น เมื่อเติม “ed” เข้าไป จะกลายเป็นรูปอดีตกาล (past tense) หรือกริยาช่องที่ 3 (past participle) ซึ่งใช้ในรูปถูกกระทำ (passive voice) หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของกาลอื่นๆ ตัวอย่างการใช้งาน สถานการณ์ที่พบได้บ่อย: “I felt cheated…

  • "Health” แปลว่า

    คำว่า “Health” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง สุขภาพ หรือภาวะที่ร่างกายและจิตใจมีความสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Health” ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการดูแลตัวเอง การรักษาสุขภาพ หรือการพูดถึงสภาพร่างกายและจิตใจ เช่น เมื่อเราไปพบแพทย์ แพทย์อาจจะถามถึง “Health” ของเรา หรือเราอาจจะพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับ “Health” ของครอบครัว หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อส่งเสริม “Health” ของตนเอง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Health” ครอบคลุมทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต การมี “Health” ที่ดีหมายถึงการมีร่างกายที่แข็งแรง มีพลังงานเพียงพอที่จะทำกิจกรรมต่างๆ และมีจิตใจที่แจ่มใส สามารถจัดการกับความเครียดและอารมณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการตรวจสุขภาพประจำปี ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล “Health” ให้ดีอยู่เสมอ บริบทที่ใช้บ่อย เรามักจะพบคำว่า “Health” ในหัวข้อเกี่ยวกับการแพทย์ สาธารณสุข การออกกำลังกาย โภชนาการ หรือแม้กระทั่งในผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี “Health”…

  • "Personally” แปลว่า

    คำว่า “Personally” ในภาษาอังกฤษ มีความหมายตรงตัวในภาษาไทยว่า “ส่วนตัว” หรือ “โดยส่วนตัว” เป็นการบ่งบอกถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ใช่เรื่องของคนทั่วไป หรือไม่ใช่เรื่องที่เป็นทางการ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Personally” เพื่อแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก หรือประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่งจะมีความแตกต่างจากการพูดในฐานะตัวแทนของกลุ่ม หรือในฐานะที่เป็นข้อมูลทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราต้องการจะบอกว่า “โดยส่วนตัวแล้ว ฉันชอบสีฟ้ามากกว่าสีแดง” เป็นการแสดงความชอบส่วนบุคคล ไม่ใช่การตัดสินว่าสีฟ้าดีกว่าสีแดงสำหรับทุกคน ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Personally” ใช้เพื่อเน้นย้ำว่าสิ่งที่เรากำลังจะพูดถึงนั้น เป็นความคิดเห็น ความรู้สึก ประสบการณ์ หรือการกระทำที่เกิดขึ้นกับตัวผู้พูดเอง หรือเกี่ยวข้องกับตัวผู้พูดโดยตรง ไม่ได้เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นกลาง หรือเป็นเรื่องที่คนทั่วไปพึงจะรู้ ตัวอย่างการใช้งาน “Personally, I think this movie is a bit too long.” (โดยส่วนตัวแล้ว ฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ยาวไปหน่อย) “I haven’t been to that restaurant, but…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *