"Depending” แปลว่า

คำว่า “Depending” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อแสดงว่าบางสิ่งบางอย่างขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น หรือผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน เพราะต้องรอการตัดสินใจหรือเหตุการณ์อื่นก่อน โดยทั่วไปแล้วจะใช้ในความหมายว่า “ขึ้นอยู่กับ” หรือ “แล้วแต่”

ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Depending” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อเราวางแผนกิจกรรมกับเพื่อน แล้วมีคนถามว่า “ไปกันได้ไหม?” เราอาจจะตอบว่า “Depending on the weather” ซึ่งหมายความว่า “ก็ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศนะ ถ้าอากาศดีก็ไป ถ้าฝนตกก็อาจจะไม่ได้ไป” หรือในที่ทำงาน เมื่อมีคนถามว่า “โปรเจกต์นี้จะเสร็จเมื่อไหร่?” เราอาจจะตอบว่า “Depending on the approval from the manager” แปลว่า “ก็ขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากผู้จัดการนะ ถ้าท่านอนุมัติเร็ว งานก็เสร็จเร็ว”

Meaning & Usage

“Depending” มาจากกริยา “depend” ซึ่งมีความหมายว่า “ขึ้นอยู่กับ” เมื่อเติม “-ing” เข้าไป จะใช้เป็นส่วนหนึ่งของวลีเพื่ออธิบายว่าสิ่งหนึ่งเป็นผลมาจากอีกสิ่งหนึ่ง หรือยังไม่สามารถสรุปได้จนกว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องจะชัดเจนขึ้น

Examples

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • “My plans for the weekend are depending on my exam results.” (แผนสุดสัปดาห์ของฉันขึ้นอยู่กับผลสอบของฉัน)
  • “We can go out tonight, depending on how tired we are.” (เราไปเที่ยวกันคืนนี้ได้นะ ขึ้นอยู่กับว่าเราเหนื่อยแค่ไหน)
  • “The success of the event is depending on the number of attendees.” (ความสำเร็จของงานอีเวนต์นี้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้เข้าร่วม)

Context / Common Use

คำว่า “Depending” มักใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการแสดงความไม่แน่นอน หรือการที่ผลลัพธ์ยังไม่สามารถกำหนดได้ชัดเจนในทันที เพราะมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการบอกให้รู้ว่าต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม หรือรอให้เหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นก่อน

FAQ SECTION

“Depending” ใช้กับอะไรได้บ้าง?

“Depending” สามารถใช้กับสิ่งต่างๆ ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ, ผลการตัดสินใจ, การอนุมัติ, ความพร้อม, หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสถานการณ์นั้นๆ

มีความหมายอื่นอีกไหมนอกจาก “ขึ้นอยู่กับ”?

โดยหลักๆ แล้ว “Depending” มีความหมายตรงตัวคือ “ขึ้นอยู่กับ” แต่ในบริบทที่แตกต่างกัน อาจสื่อถึงความหมายที่คล้ายคลึงกัน เช่น “แล้วแต่” หรือ “ตาม” ขึ้นอยู่กับประโยคและสถานการณ์ที่ใช้

Similar Posts

  • "Misable” แปลว่า

    คำว่า “Miserable” ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า น่าเวทนา, น่าสังเวช, หรือทุกข์ยากลำบาก เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อมีชีวิตที่ไม่มีความสุข รู้สึกแย่ หรือตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากจนแทบจะทนไม่ไหว ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Miserable” ถูกนำไปใช้ในหลายบริบท เช่น เมื่ออากาศแย่มากๆ จนไม่อยากออกไปไหน หรือเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว เจ็บป่วย หรือแม้กระทั่งเมื่อเจอเรื่องร้ายๆ ที่ทำให้จิตใจหดหู่ ไม่มีความสุข คนที่อยู่ในสภาพ “Miserable” มักจะแสดงออกถึงความเศร้า ความเหนื่อยล้า หรือความสิ้นหวัง ความหมายและการใช้งาน “Miserable” แปลตรงตัวว่า น่าเวทนา, น่าสังเวช, ทุกข์ยากลำบาก บ่งบอกถึงสภาวะที่ไม่มีความสุขอย่างยิ่งยวด อาจเกิดจากความเจ็บป่วย ความยากจน ปัญหาชีวิต หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย การใช้คำนี้เน้นย้ำถึงความรู้สึกไม่ดีที่รุนแรง ตัวอย่างการใช้งาน อากาศวันนี้แย่มาก ทำให้รู้สึก miserable จริงๆ (อากาศวันนี้แย่มาก ทำให้รู้สึกน่าเวทนา/ทุกข์ยากจริงๆ) เขาดู miserable หลังจากที่ตกงาน (เขาดูน่าสังเวช/ทุกข์ยาก หลังจากที่ตกงาน) การต้องทำงานหนักโดยไม่มีวันหยุดทำให้ฉันรู้สึก miserable (การต้องทำงานหนักโดยไม่มีวันหยุดทำให้ฉันรู้สึกทุกข์ยากลำบาก) บริบทและการใช้งานทั่วไป คำว่า…

  • "morn” แปลว่า

    คำว่า “morn” เป็นคำที่มาจากภาษาอังกฤษ มีความหมายตรงตัวว่า “เช้า” หรือ “รุ่งอรุณ” ในภาษาไทย เป็นช่วงเวลาของวันตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงประมาณเที่ยงวัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “morn” หรือ “morning” ในการทักทายกันในตอนเช้า เช่น “Good morn” (ย่อมาจาก Good morning) หรือใช้บอกเล่าถึงกิจกรรมที่ทำในช่วงเช้า เช่น “I have a meeting in the morn.” (ฉันมีประชุมตอนเช้า) แม้ว่าในภาษาไทยเราจะนิยมใช้คำว่า “ตอนเช้า” หรือ “เวลาเช้า” มากกว่า แต่การเข้าใจความหมายของ “morn” ก็ช่วยให้เราเข้าใจบริบทของการสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น ความหมายและการใช้งาน “morn” เป็นคำนามที่หมายถึงช่วงเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงเวลาเที่ยงวัน เป็นส่วนหนึ่งของวันที่มีแสงสว่าง มักเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ เช่น การตื่นนอน การรับประทานอาหารเช้า หรือการเริ่มต้นวันทำงาน ตัวอย่างการใช้งาน “See you in the morn!” (เจอกันตอนเช้านะ!)…

  • "Often” แปลว่า

    คำว่า “Often” เป็นคำในภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อบอกถึงความถี่ในการเกิดเหตุการณ์ หรือการกระทำบางสิ่งบางอย่าง โดยทั่วไปแล้วหมายถึง “บ่อยครั้ง” หรือ “เป็นประจำ” เป็นการบ่งชี้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาหรือทุกครั้ง ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่า “Often” เพื่ออธิบายพฤติกรรม กิจวัตร หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะบอกว่า “I often go to the park on weekends” ซึ่งหมายความว่าคุณไปสวนสาธารณะเป็นประจำในช่วงสุดสัปดาห์ หรือถ้าเพื่อนถามว่าคุณอ่านหนังสือบ่อยแค่ไหน คุณอาจตอบว่า “I don’t read often” ซึ่งหมายถึงคุณไม่ได้อ่านหนังสือบ่อยนัก หรืออาจจะบอกว่า “She often calls me after work” เพื่อบอกว่าเธอโทรหาคุณเป็นประจำหลังเลิกงาน เป็นการสื่อสารให้ผู้ฟังเข้าใจถึงความถี่ในการเกิดสิ่งนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน ความหมายและการใช้งาน “Often” ใช้เพื่อแสดงถึงความถี่ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือบ่อยครั้ง แต่ไม่ถึงกับตลอดเวลา สามารถวางไว้หน้ากริยาหลัก หรือหลังกริยาช่วย (เช่น is, am, are,…

  • "Exclusion” แปลว่า

    “Exclusion” แปลว่า การกีดกัน การยกเว้น หรือการไม่รวมเข้าไป เป็นคำที่ใช้เมื่อเราต้องการบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ในกลุ่ม หรือไม่ได้ถูกพิจารณาในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะเจอคำว่า “Exclusion” ได้หลายแบบ เช่น เวลาที่บริษัทประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับสิทธิ์บางอย่าง แล้วมีคำว่า “Exclusion criteria” ก็หมายถึง เกณฑ์ที่ใช้ในการคัดกรองว่าใครจะได้รับสิทธิ์หรือไม่ได้รับสิทธิ์ หรือเวลาที่พูดถึงประกัน ก็อาจจะมีเรื่องของ “Exclusions” ซึ่งหมายถึง ความคุ้มครองที่ไม่ครอบคลุม หรือเงื่อนไขที่ทำให้ไม่สามารถเคลมประกันได้ ความหมายและการใช้งาน “Exclusion” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ การกีดกัน หรือการยกเว้น ในแง่ของการไม่รวมบางสิ่งบางอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ตัวอย่างการใช้งาน 1. ในการสมัครสมาชิก: “เงื่อนไขนี้มี Exclusion สำหรับผู้ที่เคยเป็นสมาชิกมาก่อน” (หมายถึง ผู้ที่เคยเป็นสมาชิกมาก่อนจะไม่สามารถสมัครภายใต้เงื่อนไขนี้ได้) 2. ในการทำงาน: “ทีมงานได้ทำการ Exclusion ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากการวิเคราะห์” (หมายถึง การคัดแยกข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกไป) 3. ในบริบทของนโยบาย: “นโยบายนี้มี Exclusion สำหรับสินค้าบางประเภท” (หมายถึง นโยบายนี้ไม่ครอบคลุมสินค้าบางประเภท) บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า…

  • "ม้วน” แปลว่า

    คำว่า “ม้วน” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ อยู่สองนัยยะ คือ การทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีลักษณะโค้งงอเป็นวงกลม หรือการรวมสิ่งของต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน ซึ่งความหมายจะแตกต่างกันไปตามบริบทที่นำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเห็นการใช้คำว่า “ม้วน” ในสถานการณ์ที่หลากหลาย เช่น การม้วนผม การม้วนกระดาษ การม้วนเสื่อ หรือแม้กระทั่งการม้วนตัว ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำให้วัตถุนั้นๆ มีลักษณะโค้งงอเป็นรูปทรงตามที่ต้องการ นอกจากนี้ ยังอาจใช้ในความหมายของการรวมสิ่งของหลายชิ้นเข้าด้วยกัน เช่น การม้วนผ้าห่ม หรือการม้วนแผ่นฟิล์ม ความหมายและการใช้งาน คำว่า “ม้วน” หมายถึง การทำให้สิ่งของแบนราบ เช่น กระดาษ ผ้า หรือเส้นผม เกิดการโค้งงอเป็นวงกลม หรือเป็นรูปทรงกระบอก โดยทั่วไปมักใช้กับวัตถุที่มีความยืดหยุ่นพอสมควร สามารถดัดโค้งได้โดยไม่แตกหัก นอกจากนี้ยังอาจหมายถึงการรวมสิ่งของหลายๆ อย่างเข้าไว้ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนก็ได้ ตัวอย่างการใช้งาน ม้วนผม: การใช้แกนม้วนผมเพื่อจัดแต่งทรงผมให้เป็นลอน ม้วนกระดาษ: การม้วนกระดาษให้เป็นทรงกระบอก เช่น ม้วนกระดาษวาดรูป หรือม้วนกระดาษทิชชู ม้วนเสื่อ: การพับเก็บเสื่อให้อยู่ในลักษณะม้วนกลม ม้วนตัว: การขดร่างกายให้เป็นวงกลม เช่น สัตว์บางชนิดมักจะม้วนตัวเพื่อความอบอุ่น ม้วนแผ่นฟิล์ม:…

  • "Onion” แปลว่า

    คำว่า “Onion” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “หัวหอม” ครับ เป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งที่เราคุ้นเคยกันดี มีลักษณะเป็นหัวกลมหรือรี มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว และมีรสชาติหลากหลาย ทั้งหวาน เผ็ด หรือขม ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และวิธีการปรุง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้ “Onion” หรือหัวหอมเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาหารหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการผัด การต้ม การทอด หรือแม้กระทั่งการกินสดๆ เพื่อเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมให้กับอาหาร หัวหอมมีหลายชนิด เช่น หอมใหญ่ (ใหญ่กว่าปกติ) หอมแดง (มีขนาดเล็กกว่า) และต้นหอม (ส่วนใบสีเขียว) ซึ่งแต่ละชนิดก็ให้รสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างกันไป ทำให้เมนูอาหารมีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน “Onion” หมายถึง หัวหอม ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการปรุงอาหารไทยและอาหารนานาชาติหลายชนิด ใช้เพื่อเพิ่มความหวาน ความเผ็ดร้อน และกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวอย่างการใช้งาน “วันนี้จะทำผัดกะเพรา ใส่ Onion เยอะๆ นะ” “ซุปหัวหอม หรือ French Onion Soup เป็นเมนูที่อร่อยมาก” “คุณแม่กำลังหั่น Onion เพื่อเตรียมทำแกง”…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *