"Definition” แปลว่า

คำว่า “Definition” ในภาษาไทยหมายถึง “คำจำกัดความ” หรือ “นิยาม” เป็นการอธิบายความหมายของคำศัพท์ วลี หรือแนวคิดใดๆ ให้มีความชัดเจน เข้าใจง่าย และครอบคลุมสาระสำคัญ เพื่อให้ผู้ที่ได้อ่านหรือฟังสามารถเข้าใจในสิ่งที่กำลังพูดถึงได้อย่างถูกต้องตรงกัน

ในการใช้งานจริง เรามักจะเจอคำว่า “Definition” หรือ “คำจำกัดความ” ในหลายบริบท เช่น เมื่อเราเรียนหนังสือ เราจะเห็นคำจำกัดความของคำศัพท์ต่างๆ ในพจนานุกรม หรือเมื่อมีการอธิบายหลักการหรือทฤษฎีใหม่ๆ ผู้พูดมักจะเริ่มต้นด้วยการให้ “Definition” ของสิ่งนั้นก่อน เพื่อให้ผู้ฟังมีพื้นฐานความเข้าใจที่ตรงกันก่อนที่จะลงรายละเอียดต่อไป หรือแม้แต่ในการสนทนาทั่วไป หากมีคำศัพท์ที่อาจมีความหมายกำกวม เราก็อาจจะถามหา “Definition” เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Definition” คือการระบุลักษณะสำคัญและคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อแยกแยะออกจากสิ่งอื่น และทำให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของสิ่งนั้น การให้คำจำกัดความที่ดีควรจะสั้น กระชับ และตรงประเด็น

ตัวอย่าง

สมมติว่าเรากำลังพูดถึง “AI” (Artificial Intelligence) การให้ Definition ของ AI ก็คือ “ปัญญาประดิษฐ์ หมายถึง การทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถเหมือนมนุษย์ เช่น การเรียนรู้ การแก้ปัญหา หรือการตัดสินใจ”

บริบทการใช้งานทั่วไป

คำว่า “Definition” มักถูกใช้ในเชิงวิชาการ ในตำราเรียน ในเอกสารทางเทคนิค หรือเมื่อต้องการอธิบายศัพท์เฉพาะทางต่างๆ ให้กับผู้ที่อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับคำนั้นๆ

“Definition” หมายถึงอะไร?

คำว่า “Definition” หมายถึง คำจำกัดความ หรือ นิยาม ซึ่งเป็นการอธิบายความหมายของคำศัพท์หรือแนวคิดให้ชัดเจน

เราใช้ “Definition” เมื่อไหร่?

เราใช้ “Definition” เมื่อต้องการอธิบายความหมายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ผู้อื่นเข้าใจอย่างถูกต้องและชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเป็นคำศัพท์ใหม่ ศัพท์เฉพาะ หรือคำที่มีความหมายหลากหลาย

มีวิธีให้ “Definition” ที่ดีอย่างไร?

การให้ “Definition” ที่ดีควรจะสั้น กระชับ ชัดเจน และครอบคลุมสาระสำคัญ โดยหลีกเลี่ยงการใช้คำที่ซับซ้อนเกินไป หรือการอธิบายที่วกวน

Similar Posts

  • "Empathetic” แปลว่า

    คำว่า “Empathetic” (เอ็มพาเทติก) เป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การมีความสามารถในการเข้าใจและรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น ราวกับว่าตนเองกำลังประสบกับความรู้สึกนั้นอยู่ด้วย เป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเราอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การเห็นอกเห็นใจ (sympathetic) แต่เป็นการเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของอีกฝ่ายได้อย่างลึกซึ้ง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำนี้ในสถานการณ์ที่ต้องการการสื่อสารที่เข้าใจกันและกัน เช่น เมื่อเพื่อนกำลังเผชิญปัญหา เราอาจจะบอกว่า “เธอเป็นคนที่ Empathetic มากเลยนะ ฉันรู้สึกสบายใจที่ได้คุยกับเธอ” หรือในบริบทของการทำงาน หัวหน้าอาจจะชื่นชมพนักงานว่า “เขาเป็นพนักงานที่ Empathetic เขาเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีมาก” การแสดงออกถึงความเป็น Empathetic ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความไว้วางใจระหว่างบุคคลได้ ความหมายและการใช้งาน Empathetic คือการมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง สามารถรับรู้และแบ่งปันความรู้สึกของคนรอบข้างได้ การเป็นคน Empathetic ไม่ได้หมายถึงการต้องเห็นด้วยกับทุกเรื่อง แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจมุมมองและความรู้สึกของอีกฝ่ายก่อนตัดสิน ตัวอย่างการใช้งาน “เธอเป็นเพื่อนที่ Empathetic เสมอ ไม่ว่าฉันจะเจอเรื่องอะไร เธอก็พร้อมรับฟังและเข้าใจ” “การเป็นผู้นำที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีความ Empathetic เพื่อที่จะเข้าใจปัญหาและความต้องการของทีม” “เขาแสดงออกถึงความเป็น Empathetic ด้วยการเข้าไปปลอบโยนเพื่อนที่กำลังเสียใจ” บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า Empathetic มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การบริการลูกค้า การให้คำปรึกษา…

  • "Minds” แปลว่า

    คำว่า “Minds” เป็นพหูพจน์ของคำว่า “Mind” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึง “จิตใจ” “ความคิด” หรือ “สติปัญญา” ดังนั้น “Minds” จึงมีความหมายครอบคลุมถึงจิตใจหลายๆ ดวง ความคิดหลายๆ แบบ หรือสติปัญญาหลายๆ ระดับ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Minds” ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมความคิดเห็นของผู้คนจำนวนมาก หรือการกล่าวถึงความสามารถทางสติปัญญาที่หลากหลาย เช่น ในการประชุมที่ต้องการระดมสมองจากหลายๆ คน หรือการพูดถึงอัจฉริยะที่มีความคิดล้ำเลิศ หรือแม้แต่ในการโฆษณาที่ต้องการสื่อว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้นๆ ได้รับการคิดค้นและพัฒนามาจากความคิดของผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ความหมายและการใช้งาน โดยทั่วไป “Minds” หมายถึง จิตใจ, ความคิด, สติปัญญา ของคนหลายๆ คน เมื่อนำมาใช้ในประโยค จะสื่อถึงการรวมกลุ่มของความคิด หรือความสามารถทางปัญญาที่แตกต่างกันไป ตัวอย่างการใช้งาน “We need to combine different minds to solve this problem.” (เราต้องรวมเอาความคิดของผู้คนหลายๆ คนมาช่วยกันแก้ปัญหานี้) “The…

  • "Shrink” แปลว่า

    คำว่า “Shrink” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ ว่า “หดตัว” หรือ “เล็กลง” ครับ เป็นคำกริยาที่ใช้บอกถึงการลดขนาด ปริมาณ หรือจำนวนลงได้ในหลายบริบท ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Shrink” บ่อยๆ เวลาพูดถึงเสื้อผ้าที่ซักแล้วหด หรือเวลาพูดถึงการลดขนาดของธุรกิจที่กำลังประสบปัญหา หรือแม้แต่ในวงการแพทย์ เวลาพูดถึงการรักษามะเร็งที่ทำให้ก้อนเนื้อเล็กลง คนทั่วไปก็อาจจะคุ้นเคยกับคำนี้จากภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่ตัวละครไปหา “Shrink” ซึ่งหมายถึงนักจิตบำบัดนั่นเองครับ ความหมายและการใช้งาน “Shrink” แปลว่า ทำให้เล็กลง หรือหดตัวลง สามารถใช้ได้กับวัตถุ สิ่งของ หรือแม้แต่สภาวะต่างๆ เช่น อุณหภูมิที่ลดลงอาจทำให้วัสดุบางชนิด shrink ได้ หรือยอดขายที่ลดลงก็อาจจะเรียกว่า sales are shrinking ตัวอย่างการใช้งาน “My sweater shrunk after I washed it in hot water.” (เสื้อสเวตเตอร์ของฉันหดลงหลังจากฉันซักด้วยน้ำร้อน) “The company had to shrink…

  • "Persistence” แปลว่า

    Persistence” แปลว่า ความเพียร ความพยายาม หรือความคงทน โดยทั่วไปแล้วหมายถึงการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคหรือความยากลำบาก ยังคงมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายก็ตาม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นการใช้คำว่า “Persistence” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อนักกีฬาทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อพัฒนาฝีมือ หรือเมื่อนักเรียนอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้สอบผ่าน หรือแม้แต่ในการทำงาน เมื่อเราต้องแก้ปัญหาที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการหาทางออกที่ดีที่สุด การมีความเพียร (Persistence) เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปได้ และนำไปสู่ความสำเร็จในที่สุด ความหมายและการใช้งาน “Persistence” หมายถึง คุณสมบัติของการยืนหยัด ไม่ย่อท้อ หรือคงอยู่ต่อไป โดยไม่ยอมเปลี่ยนแปลงหรือล้มเลิกง่ายๆ ในภาษาไทยสามารถแปลได้หลายคำ ขึ้นอยู่กับบริบท เช่น ความเพียร ความมานะ ความอดทน ความยืนหยัด หรือความคงทน ตัวอย่าง นักวิจัยแสดงให้เห็นถึง persistence ในการทดลองเพื่อค้นคว้ายารักษาโรค ความสำเร็จของเขาเกิดจาก persistence ที่ไม่เคยยอมแพ้ แม้จะล้มเหลวหลายครั้ง เขาก็ยังคงมีความ persistence ที่จะลองอีกครั้ง บริบทและการใช้งานทั่วไป คำว่า “Persistence” มักถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายถึงลักษณะนิสัยของบุคคลที่มุ่งมั่น ขยันขันแข็ง และไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเรียน…

  • "there” แปลว่า

    คำว่า “there” ในภาษาอังกฤษ เป็นคำที่ใช้บ่งบอกถึงสถานที่ หรือตำแหน่งที่อยู่นอกเหนือจากที่ผู้พูดและผู้ฟังอยู่ หรือที่ที่เคยกล่าวถึงมาก่อน โดยทั่วไปแล้ว “there” จะทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์ (adverb) เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน หรือเป็นคำสรรพนาม (pronoun) เพื่อขึ้นต้นประโยคในโครงสร้าง “there is/are” เพื่อบอกว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่หรือไม่ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้ “there” เพื่อชี้ไปยังสิ่งของ หรือบุคคลที่อยู่ห่างออกไป เช่น เมื่อเราชี้ให้เพื่อนดูบางอย่างที่อยู่ไกลออกไป เราอาจจะพูดว่า “Look over there!” (ดูตรงนั้นสิ!) หรือเมื่อเราต้องการบอกว่ามีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในสถานที่หนึ่งๆ เช่น “There is a party tonight.” (คืนนี้มีงานปาร์ตี้) นอกจากนี้ “there” ยังใช้ในบริบทของการพูดถึงสิ่งที่มีอยู่แล้ว หรือการตอบคำถามเกี่ยวกับสถานที่ เช่น “Is anyone there?” (มีใครอยู่ตรงนั้นไหม?) หรือ “Yes, he is there.” (ใช่ เขาอยู่ที่นั่น) ความหมายและการใช้งาน “There”…

  • "Repair” แปลว่า

    “Repair” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้กันทั่วไป หมายถึง การซ่อมแซม การแก้ไข หรือการทำให้สิ่งของที่เสียหายหรือชำรุดกลับมาใช้งานได้ดีเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ เครื่องใช้ อุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ที่แตกร้าว ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Repair” เมื่อมีสิ่งของชำรุด เช่น โทรศัพท์มือถือเสีย ทีวีพัง หรือรถยนต์มีปัญหา เราก็จะพูดว่า “ต้องเอาไป repair” หรือ “ซ่อมแซม” นั่นเอง นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในบริบทที่กว้างขึ้น เช่น การแก้ไขข้อผิดพลาดในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การเยียวยาความรู้สึกที่บาดเจ็บ ความหมายและการใช้งาน “Repair” หมายถึง การทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เสียหาย ชำรุด หรือทำงานผิดปกติ กลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือใช้งานได้ดีอีกครั้ง การใช้งานในภาษาไทยมักจะทับศัพท์ว่า “รีแพร์” หรือใช้คำว่า “ซ่อมแซม” หรือ “แก้ไข” เพื่อสื่อความหมายเดียวกัน ตัวอย่างการใช้งาน “My phone screen is broken, I need to get it repaired.” (หน้าจอโทรศัพท์ของฉันแตก…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *