"Costly” แปลว่า

คำว่า “Costly” เป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษ หมายถึง มีราคาสูง มีค่าใช้จ่ายมาก หรือก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวง

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Costly” ในบริบทที่เกี่ยวกับการเงิน หรือผลกระทบที่ตามมาจากการตัดสินใจบางอย่าง เช่น การซื้อของที่แพงเกินไป หรือการกระทำบางอย่างที่ส่งผลเสียในระยะยาว

ความหมายและการใช้งาน

“Costly” สามารถแปลได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบท ดังนี้

  • มีราคาสูง (Expensive): ใช้กับสิ่งของหรือบริการที่มีราคาแพง
  • มีค่าใช้จ่ายมาก (High-cost): ใช้กับโครงการ กิจกรรม หรือสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก
  • ก่อให้เกิดความเสียหาย (Damaging/Harmful): ใช้กับผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือการสูญเสียที่เกิดขึ้น

ตัวอย่าง

  • “That new car is very costly.” (รถคันใหม่คันนั้นแพงมาก)
  • “The war has been a costly affair for both sides.” (สงครามเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับทั้งสองฝ่าย)
  • “Ignoring the warning signs was a costly mistake.” (การเพิกเฉยต่อสัญญาณเตือนเป็นความผิดพลาดที่นำมาซึ่งความเสียหาย)

บริบทที่ใช้บ่อย

“Costly” มักถูกใช้ในข่าว บทวิเคราะห์ หรือการสนทนาที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน หรือผลกระทบจากการตัดสินใจต่างๆ เพื่อเน้นย้ำถึงค่าใช้จ่ายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น

🔷 FAQ SECTION

“Costly” ต่างจาก “Expensive” อย่างไร?

โดยทั่วไป “Expensive” จะเน้นไปที่เรื่องของ “ราคา” ที่สูงของสิ่งของหรือบริการ ในขณะที่ “Costly” อาจหมายถึงราคาที่สูง หรืออาจหมายถึงผลกระทบที่ตามมาซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย หรือการสูญเสียที่มากกว่าแค่ตัวเงิน

มีคำอื่นที่ใช้แทน “Costly” ได้ไหม?

ในบางบริบท สามารถใช้คำอื่นที่มีความหมายใกล้เคียงกันได้ เช่น “expensive” (แพง), “dear” (แพง), “pricy” (แพง), “high-priced” (ราคาสูง), “ruinous” (หายนะ) หรือ “damaging” (สร้างความเสียหาย) ขึ้นอยู่กับความหมายที่ต้องการสื่อ

Similar Posts

  • "Random” แปลว่า

    คำว่า “Random” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “สุ่ม” หรือ “แบบสุ่ม” เป็นคำที่ใช้บ่งบอกถึงสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเลือกมาโดยไม่มีแบบแผนที่แน่นอน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Random” บ่อยครั้งในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เวลาเลือกเพลงฟังแบบสุ่มๆ ก็อาจจะกดปุ่ม “Random” หรือ “Shuffle” หรือเวลาเจอคนที่ไม่รู้จักมาก่อนแต่บังเอิญมาเจอกัน ก็อาจจะบอกว่า “เจอแบบ Random มากเลย” นอกจากนี้ยังใช้ในการอธิบายถึงความคิดหรือการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า หรือสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องกัน แต่กลับมาอยู่ด้วยกัน ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Random” หมายถึง การเลือก การเกิดขึ้น หรือการกระทำที่ไม่มีรูปแบบ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว และไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ล่วงหน้า ภาษาไทยมักแปลว่า “สุ่ม” หรือ “ตามอำเภอใจ” ในบางบริบท ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: “วันนี้ฉันอยากฟังเพลงแบบ Random เลยเปิด Playlist เพลงโปรดแล้วกด Shuffle” ตัวอย่างที่ 2: “เพื่อนฉันคนนี้เจอกันแบบ Random…

  • "Suppose” แปลว่า

    คำว่า “Suppose” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “สมมติว่า” หรือ “ถ้าหากว่า” ใช้เพื่อกล่าวถึงสถานการณ์ที่เป็นไปได้ หรือสถานการณ์ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เป็นการตั้งข้อสันนิษฐานหรือคาดเดาถึงสิ่งที่จะเป็นไป ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้ “Suppose” เมื่อต้องการพูดคุยถึงแผนการในอนาคต สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น หรือสถานการณ์สมมติที่ต้องการอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ เช่น หากเรากำลังวางแผนจะไปเที่ยว แต่ยังไม่แน่ใจเรื่องสภาพอากาศ เราอาจจะพูดว่า “Suppose it rains, what should we do?” (ถ้าฝนตก เราควรจะทำอย่างไรดี?) หรือเมื่อต้องการเสนอไอเดีย เราอาจจะเริ่มด้วย “Suppose we try this approach…” (ลองสมมติว่าเราใช้วิธีนี้ดูสิ…) ความหมายและการใช้งาน “Suppose” ใช้เพื่อแนะนำสถานการณ์สมมติ หรือสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอน เป็นการบอกให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านคิดตามถึงความเป็นไปได้นั้นๆ มักใช้ในประโยคคำถาม หรือประโยคที่บอกถึงเงื่อนไข ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: Suppose you win the lottery, what will you…

  • "Year” แปลว่า

    คำว่า “Year” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “ปี” ซึ่งเป็นหน่วยเวลาที่ใช้นับรอบการโคจรของโลกครบหนึ่งรอบตามระบบสุริยะ โดยปกติแล้ว 1 ปี จะมีประมาณ 365 วัน หรือ 366 วันในกรณีที่เป็นปีอธิกสุรทิน (Leap Year) ซึ่งมีเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มมาอีก 1 วัน ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Year” หรือ “ปี” เพื่อพูดถึงช่วงเวลาต่างๆ เช่น การนับอายุ การวางแผนงาน การระบุปีที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ หรือการพูดถึงฤดูกาลต่างๆ ตัวอย่างเช่น เราอาจจะบอกว่า “I have lived here for five years” ซึ่งหมายถึง “ฉันอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาห้าปีแล้ว” หรือ “This year is 2024” ซึ่งหมายถึง “ปีนี้คือปี 2024” นอกจากนี้ยังใช้ในการอ้างอิงถึงวันหยุดประจำปี หรือการสิ้นสุดรอบปี เช่น “Happy New…

  • "Mad” แปลว่า

    คำว่า “Mad” เป็นภาษาอังกฤษที่คนไทยนิยมใช้ทับศัพท์กันบ่อยๆ ในความหมายหลักๆ คือ “โกรธ” หรือ “โมโห” ค่ะ เป็นอาการที่แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ในชีวิตประจำวัน คนไทยมักจะใช้คำว่า “Mad” ในสถานการณ์ที่รู้สึกหงุดหงิด รำคาญ หรือไม่พอใจมากๆ จนบางครั้งอาจจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ยาก เช่น เพื่อนมาสายประจำจนเรา “Mad” หรือเจ้านายออกคำสั่งที่ไม่สมเหตุสมผลจนลูกน้อง “Mad” ก็เป็นได้ค่ะ บางครั้งก็ใช้ในเชิงเปรียบเทียบว่าอะไรบางอย่างมันสุดยอดมากๆ จนทำให้รู้สึก “Mad” ไปเลยก็มี ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Mad” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “โกรธ” “โมโห” “ฉุนเฉียว” หรือ “คลั่งไคล้” ก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น: “เขาโกรธมากจนหน้าแดงก่ำเลย” (He was so mad his face turned red.) “ฉันรู้สึก mad กับการบริการที่แย่ของร้านอาหารนี้จริงๆ” (I’m…

  • "Warm” แปลว่า

    คำว่า “Warm” ในภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักๆ ในภาษาไทยคือ “อบอุ่น” ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในความหมายตรงตัวที่เกี่ยวกับอุณหภูมิ และความหมายเชิงเปรียบเทียบที่เกี่ยวกับความรู้สึก ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Warm” เพื่ออธิบายถึงสภาพอากาศที่กำลังสบาย ไม่ร้อนจัดและไม่หนาวจนเกินไป เช่น “It’s a warm day today.” (วันนี้อากาศอบอุ่น) นอกจากนี้ยังใช้เพื่อบอกถึงบรรยากาศที่เป็นมิตร การต้อนรับที่ดี หรือความรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่กับใครบางคน เช่น “She gave me a warm welcome.” (เธอให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น) หรือ “I feel warm when I’m with my family.” (ฉันรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่กับครอบครัว) ในบางครั้งก็ใช้กับสิ่งของที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เช่น “a warm blanket” (ผ้าห่มอุ่นๆ) หรือ “a warm drink” (เครื่องดื่มอุ่นๆ) ความหมายและการใช้งาน “Warm” หมายถึง…

  • "Find” แปลว่า

    คำว่า “Find” เป็นคำกริยาในภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักว่า “ค้นหา” หรือ “พบ” โดยทั่วไปแล้วใช้เมื่อเราต้องการตามหาสิ่งของ วัตถุ หรือข้อมูลบางอย่างที่หายไปหรือไม่ทราบตำแหน่ง หรือเมื่อเราต้องการสำรวจเพื่อหาบางสิ่งบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Find” บ่อยครั้งกว่าที่คิด เช่น เมื่อเราทำกุญแจหายแล้วต้องพยายาม “find” กุญแจ หรือเมื่อเรากำลังหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต เราก็กำลัง “find” ข้อมูลนั้นๆ นอกจากนี้ยังใช้กับการพบเจอผู้คน หรือการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่ได้ตั้งใจจะหาโดยตรงก็ได้ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Find” มีความหมายได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบท แต่ความหมายหลักๆ ที่ใช้บ่อยคือ: ค้นหา (Search for): เมื่อต้องการตามหาสิ่งที่หายไป หรือสิ่งที่กำลังมองหา เช่น “I need to find my keys.” (ฉันต้องหากุญแจของฉัน) พบ (Discover/Come across): เมื่อบังเอิญเจอ หรือค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น “She found a…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *