"Cheeks” แปลว่า

คำว่า “Cheeks” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง แก้ม ซึ่งก็คือส่วนของใบหน้าที่อยู่ระหว่างตาและปากทั้งสองข้าง เป็นบริเวณที่มีเนื้อนุ่มและมักจะเป็นส่วนที่แสดงอารมณ์ต่างๆ ผ่านการเปลี่ยนแปลงสีหรือรูปทรง เช่น เมื่อเรายิ้ม แก้มก็จะยกขึ้น หรือเมื่อรู้สึกอาย แก้มอาจจะแดงระเรื่อ

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “แก้ม” เพื่อพูดถึงส่วนนี้ของใบหน้าอยู่บ่อยครั้ง เช่น เวลาทักทายเพื่อนแล้วเห็นว่าแก้มยุ้ยน่ารัก ก็อาจจะพูดว่า “แก้มเธอน่าหยิกจัง” หรือเวลาพูดถึงการแต่งหน้า ก็อาจจะมีการพูดถึงการปัดแก้มให้ดูมีสีสัน หรือการทำไฮไลท์ที่โหนกแก้มเพื่อให้ใบหน้าดูมีมิติมากขึ้น นอกจากนี้ คำว่า “แก้ม” ยังถูกนำไปใช้ในสำนวนหรือการเปรียบเทียบต่างๆ เพื่อสื่อความหมายที่หลากหลายได้อีกด้วย

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Cheeks” หมายถึง “แก้ม” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของใบหน้า บริเวณนี้มีความสำคัญทั้งในด้านสรีระและความสวยงาม การใช้งานในภาษาไทยจะเรียกทับศัพท์ว่า “ชีคส์” หรือแปลความหมายตรงตัวว่า “แก้ม” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบทและผู้พูด

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “Her cheeks are so rosy.” (แก้มของเธอแดงระเรื่อมาก)
  • “He has chubby cheeks.” (เขามีแก้มยุ้ย/แก้มอิ่ม)
  • “Don’t pinch my cheeks!” (อย่าหยิกแก้มฉันนะ!)

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Cheeks” มักจะถูกใช้ในการพูดถึงลักษณะทางกายภาพของใบหน้า การแสดงอารมณ์ผ่านใบหน้า (เช่น แก้มแดงเมื่อเขิน) หรือในการพูดถึงการแต่งหน้าและการดูแลผิวพรรณ

🔷 FAQ SECTION

“Cheeks” ออกเสียงว่าอย่างไร?

คำว่า “Cheeks” ออกเสียงว่า “ชีคส์” โดยเน้นเสียงที่ท้ายคำ

มีคำอื่นที่ใช้แทน “Cheeks” ในภาษาไทยไหม?

ในภาษาไทย เราจะใช้คำว่า “แก้ม” เป็นหลัก แต่ถ้าต้องการใช้ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ก็สามารถเรียก “ชีคส์” ได้เช่นกัน

Similar Posts

  • "Clams” แปลว่า

    Clams” ในภาษาไทยหมายถึง หอยสองฝาชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ตามพื้นทรายหรือโคลน มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัวเป็นสองซีกประกบกัน สามารถหุบและเปิดเปลือกได้ อาศัยการกรองกินแพลงก์ตอนและสารอินทรีย์ขนาดเล็กในน้ำเป็นอาหาร ในชีวิตประจำวัน เรามักจะคุ้นเคยกับ “Clams” ในฐานะวัตถุดิบอาหารทะเลที่นิยมนำมาปรุงอาหารหลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการนำไปต้ม ย่าง นึ่ง หรือผัด คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานเนื้อหอยที่มีรสชาติหวานตามธรรมชาติ และมักจะใช้ส่วนเนื้อหอยในการประกอบอาหารเป็นหลัก บางครั้งก็อาจจะเห็นทั้งเปลือกที่ปรุงสุกแล้วเสิร์ฟเป็นจาน เช่น หอยลายอบเนย หรือหอยตลับผัดฉ่า นอกจากนี้ “Clams” ยังสามารถพบเห็นได้ตามตลาดสด หรือซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้บริโภคที่ชื่นชอบอาหารทะเลสดใหม่ ความหมายและการใช้งาน Clams หมายถึง หอยสองฝาชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในทะเล มักอาศัยอยู่ตามชายหาดที่เป็นทรายหรือโคลน มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว นิยมนำมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู เช่น ต้ม ย่าง นึ่ง หรือผัด ตัวอย่างการใช้งาน “วันนี้ไปตลาดซื้อหอยลาย (Clams) มาทำผัดฉ่าอร่อยมาก” “ร้านอาหารทะเลร้านนี้มีเมนูหอยตลับ (Clams) อบเนยที่อยากให้ลอง” บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า “Clams” มักถูกใช้ในบริบทของอาหารทะเล โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงหอยสองฝาที่นิยมนำมาปรุงอาหาร หรือเมื่อพูดถึงแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยประเภทนี้ “Clams” คือหอยประเภทไหน? “Clams” คือหอยสองฝาชนิดหนึ่ง…

  • "Loses” แปลว่า

    คำว่า “Loses” เป็นรูปพหูพจน์ของคำว่า “lose” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายหลักๆ คือ การสูญเสีย การพ่ายแพ้ หรือการทำหาย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Loses” ในบริบทที่เกี่ยวกับสิ่งของที่หายไป หรือทีมกีฬาที่แพ้การแข่งขัน หรือแม้แต่การเสียโอกาสบางอย่าง เช่น ถ้าคุณมีของหลายชิ้นแล้วทำหายไปหนึ่งชิ้น ก็อาจจะพูดได้ว่า “He loses his keys often” (เขามักจะทำกุญแจหายบ่อยๆ) หรือถ้าพูดถึงผลการแข่งขัน ก็อาจจะบอกว่า “Our team loses the game” (ทีมของเราแพ้การแข่งขันในเกมนี้) ความหมายและการใช้งาน “Loses” หมายถึง การสูญเสีย การพ่ายแพ้ หรือการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหายไป โดยทั่วไปใช้เมื่อกล่าวถึงบุคคลหลายคน หรือสิ่งของหลายชิ้น หรือในกรณีที่ประธานเป็นเอกพจน์แต่ใช้กับกริยาในรูปปัจจุบันกาล (present simple tense) ที่ลงท้ายด้วย s/es เช่น “He loses his temper easily” (เขาโมโหง่าย) ตัวอย่างการใช้งาน…

  • "Authenticate” แปลว่า

    Authenticate แปลว่า การยืนยันตัวตน หรือการพิสูจน์ว่าเป็นของแท้ เป็นกระบวนการที่ใช้ในการตรวจสอบว่าบุคคล ระบบ หรือข้อมูลนั้นเป็นไปตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ โดยทั่วไปมักใช้ในการเข้าสู่ระบบเพื่อใช้งานแพลตฟอร์มต่างๆ หรือเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล ในชีวิตประจำวัน เราเจอคำว่า Authenticate บ่อยครั้งเวลาที่เราต้องเข้าสู่ระบบต่างๆ เช่น การล็อกอินเข้าอีเมล การเข้าแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การยืนยันตัวตนเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์ เวลาที่เราใส่ชื่อผู้ใช้ (username) และรหัสผ่าน (password) นั่นแหละคือการ Authenticate รูปแบบหนึ่ง หรือบางครั้งอาจเป็นการสแกนลายนิ้วมือ หรือการใช้รหัส OTP ที่ส่งมาทาง SMS ก็ล้วนเป็นวิธีการ Authenticate เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นตัวเราจริงๆ ความหมายและการใช้งาน Authenticate หมายถึง การตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นบุคคลหรือสิ่งนั้นจริงตามที่กล่าวอ้างไว้ ในบริบทของการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต มักเกี่ยวข้องกับการให้สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลหรือระบบ โดยตรวจสอบจากข้อมูลที่ผู้ใช้แสดงตน เช่น รหัสผ่าน, ลายนิ้วมือ, หรือใบหน้า ตัวอย่างการใช้งาน การเข้าสู่ระบบเว็บไซต์: เมื่อคุณกรอก username และ password เพื่อเข้าใช้งาน Facebook หรือ Gmail นั่นคือการ Authenticate…

  • "Defective” แปลว่า

    คำว่า “Defective” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งของหรือระบบที่มีข้อบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ หรือทำงานผิดปกติไปจากที่ควรจะเป็น ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หรืออาจก่อให้เกิดปัญหาได้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Defective” เมื่อพูดถึงสินค้าที่ซื้อมาแล้วพบว่ามีปัญหา หรือเมื่อมีกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้สินค้าที่ออกมามีตำหนิ เราอาจจะเจอกับคำนี้ได้ตั้งแต่การซื้อของใช้ทั่วไป ไปจนถึงการพูดถึงส่วนประกอบในเครื่องจักร หรือแม้แต่ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีข้อผิดพลาด ความหมายและการใช้งาน โดยทั่วไป “Defective” หมายถึง มีข้อบกพร่อง มีตำหนิ หรือทำงานไม่ถูกต้อง ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับหลายสถานการณ์ เช่น สินค้าที่ผลิตมามีตำหนิ, อะไหล่ที่ชำรุด, หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีบั๊ก (bug) ทำให้การทำงานผิดเพี้ยนไป ตัวอย่างการใช้งาน หากคุณซื้อโทรศัพท์มือถือมาแล้วพบว่าหน้าจอสัมผัสไม่ตอบสนอง คุณอาจจะบอกว่า “โทรศัพท์เครื่องนี้มีปัญหา (defective) หน้าจอสัมผัสใช้งานไม่ได้” หรือหากโรงงานผลิตรถยนต์พบว่าระบบเบรกของรถบางรุ่นมีปัญหา ก็อาจจะประกาศเรียกคืนรถรุ่นนั้นเพื่อแก้ไข โดยระบุว่า “รถยนต์รุ่นนี้มีส่วนประกอบของระบบเบรกที่ defective” ในทางซอฟต์แวร์ หากโปรแกรมทำงานผิดพลาด ก็อาจจะกล่าวได้ว่า “มีข้อผิดพลาด (defective) ในโค้ดส่วนนี้ ทำให้โปรแกรมค้าง” บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “Defective” มักถูกใช้ในบริบทของการผลิต การควบคุมคุณภาพ การรับประกันสินค้า หรือการรายงานปัญหาทางเทคนิค…

  • "Their” แปลว่า

    คำว่า “Their” ในภาษาอังกฤษเป็นคำสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (possessive pronoun) ที่ใช้บ่งบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นของคนหลายคน หรือกลุ่มคนหลายคน โดยจะใช้แทนคำนามพหูพจน์ (plural nouns) หรือคำนามที่หมายถึงกลุ่มคน ในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เราจะเห็นคำว่า “Their” บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงสิ่งของ ความรู้สึก หรือการกระทำที่เป็นของกลุ่มคน เช่น เมื่อเราเห็นกลุ่มเพื่อนกำลังเล่นกีฬา เราอาจจะพูดว่า “That is their ball” (นั่นคือลูกบอลของพวกเขา) หรือเมื่อพูดถึงความเห็นของคนกลุ่มหนึ่ง เราอาจจะกล่าวว่า “This is their opinion” (นี่คือความคิดเห็นของพวกเขา) มันช่วยให้เราสื่อสารได้ชัดเจนว่าสิ่งนั้นๆ เกี่ยวข้องกับใครโดยไม่ต้องเอ่ยชื่อคนทั้งหมดซ้ำๆ ความหมายและการใช้งาน “Their” แปลว่า “ของพวกเขา” หรือ “ของพวกมัน” ใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของที่มาจากบุคคลหลายคน หรือสิ่งของหลายชิ้นที่รวมกันเป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ตัวอย่างการใช้งาน The students brought their books to class. (นักเรียนนำหนังสือของพวกเขามาที่ห้องเรียน) The…

  • "Monthly” แปลว่า

    คำว่า “Monthly” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “รายเดือน” หรือ “ทุกเดือน” หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นประจำ หรือได้รับเป็นงวดๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเดือน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Monthly” ในบริบทต่างๆ มากมาย เช่น ค่าใช้จ่ายรายเดือน (monthly expenses) บิลต่างๆ ที่ต้องจ่ายทุกเดือน การสมัครสมาชิกรายเดือน (monthly subscription) หรือการประชุมที่จัดขึ้นทุกเดือน (monthly meeting) เป็นต้น มันเป็นคำที่บอกถึงความถี่ของการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวงรอบเดือนนั่นเอง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Monthly” หมายถึง “รายเดือน” หรือ “ทุกเดือน” ใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่เป็นประจำทุกเดือน หรือเกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาหนึ่งเดือน ตัวอย่างเช่น การจ่ายค่าเช่าบ้านรายเดือน หรือการรับเงินเดือนทุกสิ้นเดือน ตัวอย่างการใช้งาน Monthly fee: ค่าธรรมเนียมรายเดือน เช่น ค่าสมาชิกฟิตเนสรายเดือน Monthly report: รายงานประจำเดือน เช่น รายงานยอดขายที่ต้องส่งทุกเดือน Monthly pass:…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *