"Admired” แปลว่า

คำว่า “Admired” เป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยได้ว่า “เป็นที่ชื่นชม” หรือ “เป็นที่นับถือ” หมายถึง การที่ใครสักคนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้รับการยกย่อง ชื่นชม หรือมองด้วยความเลื่อมใสในคุณงามความดี ความสามารถ หรือลักษณะนิสัยที่ดี

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำนี้เมื่อพูดถึงบุคคลที่เราประทับใจในผลงาน ความสำเร็จ หรือการกระทำที่ดี เช่น เราอาจจะบอกว่า “คุณครูของฉันเป็นคนที่ Admired มาก” หมายถึง เราชื่นชมและนับถือคุณครูท่านนั้น หรืออาจจะใช้กับสิ่งของก็ได้ เช่น “รถคันนี้เป็นรุ่นที่ Admired ในหมู่นักสะสม” แสดงว่ารถรุ่นนี้เป็นที่ต้องการและได้รับการยกย่องในกลุ่มนักสะสม

ความหมายและการใช้งาน

“Admired” มาจากกริยา “admire” ซึ่งแปลว่า ชื่นชม นับถือ ยกย่อง เมื่อเติม “-d” เข้าไป จะกลายเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) ใช้ขยายคำนาม เพื่อบอกว่าสิ่งนั้นเป็นที่ชื่นชมหรือเป็นที่นับถือ

ตัวอย่างการใช้งาน

1. บุคคล: “Her dedication to her work is truly admired by everyone.” (ความทุ่มเทในการทำงานของเธอเป็นที่ชื่นชมอย่างแท้จริงจากทุกคน)

2. ผลงาน: “The artist’s latest painting was widely admired for its originality.” (ภาพวาดล่าสุดของศิลปินได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวางในเรื่องความคิดสร้างสรรค์)

3. ลักษณะนิสัย: “His honesty and integrity are qualities that are always admired.” (ความซื่อสัตย์และความสุจริตของเขาเป็นคุณสมบัติที่ได้รับการชื่นชมเสมอ)

บริบทและการใช้งานทั่วไป

คำว่า “Admired” มักใช้ในบริบทที่เป็นทางการเล็กน้อย หรือเมื่อต้องการแสดงความรู้สึกชื่นชมอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่ชอบธรรมดา แต่เป็นการมองด้วยความเคารพและยกย่องในคุณค่าบางอย่าง

คำถามที่พบบ่อย

“Admired” ใช้กับสิ่งของได้หรือไม่?

ได้ครับ “Admired” สามารถใช้กับสิ่งของได้เช่นกัน หากสิ่งของนั้นมีคุณค่า เป็นที่ต้องการ หรือได้รับการยกย่องในกลุ่มคนบางกลุ่ม เช่น งานศิลปะ รถยนต์ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่โดดเด่น

มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “Liked” หรือไม่?

มีความใกล้เคียงกันแต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว “Liked” หมายถึง ชอบ ซึ่งเป็นการแสดงความรู้สึกในเชิงบวกทั่วไป แต่ “Admired” จะมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า คือ การชื่นชม การยกย่อง หรือนับถือในคุณสมบัติหรือการกระทำบางอย่าง

Similar Posts

  • "Mat” แปลว่า

    คำว่า “Mat” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “เสื่อ” ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ปูรองพื้น ส่วนใหญ่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ฟางข้าว ผักตบชวา หรือพลาสติก และนิยมใช้ในการนั่ง นอน หรือรองสิ่งของต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะคุ้นเคยกับการใช้ “เสื่อ” ในหลายสถานการณ์ เช่น การปูเสื่อเพื่อนั่งเล่น ปิกนิก หรือรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยเฉพาะเวลาไปทะเล หรือไปสวนสาธารณะ นอกจากนี้ เสื่อยังใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจบางอย่าง เช่น การปูเสื่อสวดมนต์ หรือใช้ในการฝึกโยคะก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ในบางครั้ง คำว่า “Mat” อาจถูกใช้ในบริบทที่กว้างขึ้น หมายถึงแผ่นรอง หรือแผ่นปูชนิดอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายเสื่อ เช่น พรมเช็ดเท้า (doormat) หรือแผ่นรองเมาส์ (mouse mat) เพื่อป้องกันพื้นผิวหรือรองรับการใช้งาน ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Mat” หมายถึง เสื่อ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ปูรองพื้นเพื่อความสะดวกสบาย หรือเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง การใช้งานมีความหลากหลาย ตั้งแต่การปูเพื่อรองนั่ง รองนอน ไปจนถึงการใช้เป็นอุปกรณ์ในการออกกำลังกายหรือกิจกรรมอื่นๆ ตัวอย่างการใช้งาน…

  • "ซึน” แปลว่า

    คำว่า “ซึน” เป็นคำทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น (ツンデレ – Tsundere) ที่ใช้อธิบายลักษณะนิสัยของบุคคล โดยเฉพาะในวัฒนธรรมป๊อปญี่ปุ่น หมายถึง คนที่มีท่าทีภายนอกแข็งกระด้าง ปากร้าย ไม่ค่อยแสดงความรู้สึกดีๆ ออกมาตรงๆ แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนจิตใจดี อ่อนโยน และมีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่ตนเองสนใจ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นการใช้คำว่า “ซึน” เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่แยแส แต่จริงๆ แล้วแฝงไปด้วยความห่วงใย เช่น เพื่อนที่ชอบแกล้งหรือพูดจาเหน็บแนม แต่พอเรามีปัญหา กลับเป็นคนแรกที่เข้ามาช่วยเหลือ หรือคนรักที่แสดงออกว่ารำคาญ แต่จริงๆ แล้วแคร์เรามาก เป็นลักษณะที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกเอ็นดูและอยากเอาใจ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “ซึน” มาจากคำภาษาญี่ปุ่นสองคำคือ “สึนสึน” (ツンツン – tsun tsun) ที่หมายถึงการทำท่าทีเย็นชา ไม่แยแส และ “เดเระเดเระ” (デレデレ – dere dere) ที่หมายถึงการแสดงความรักหรือความรู้สึกอ่อนหวานออกมา ตัวอย่าง เช่น “เขาดูเหมือนจะรำคาญที่เราไปหา แต่พอเราไม่ไป เขากลับถามหา”…

  • "Disruptive” แปลว่า

    คำว่า “Disruptive” (ดิสรัปทีฟ) เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้อธิบายถึงสิ่งที่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรม ตลาด หรือวิธีการทำงานแบบเดิมๆ จนทำให้สิ่งเหล่านั้นล้าสมัยหรือไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป เป็นการเข้ามาเขย่าวงการเดิมให้ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ หรืออาจถึงขั้นล่มสลายไปเลย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Disruptive” บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือโมเดลธุรกิจที่แตกต่างออกไป เช่น ในวงการสตาร์ทอัพที่มักจะมีไอเดียที่ “Disruptive” เพื่อเข้ามาท้าทายเจ้าตลาดเดิม หรือแม้แต่ในชีวิตส่วนตัว เราอาจจะใช้คำนี้เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงแผนการของเราอย่างสิ้นเชิง หรือพฤติกรรมของใครบางคนที่ฉีกออกจากกรอบเดิมๆ จนทำให้คนรอบข้างต้องประหลาดใจ ความหมายและการใช้งาน “Disruptive” หมายถึง การก่อกวน การขัดขวาง หรือการทำให้เสียระบบเดิมไปอย่างสิ้นเชิง มักใช้กับนวัตกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมเดิม ทำให้ผู้เล่นรายเก่าต้องปรับตัวอย่างหนัก หรือไม่สามารถอยู่รอดได้ เช่น เทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่สินค้าหรือบริการแบบเดิม ทำให้ธุรกิจเดิมต้องปิดตัวลง ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: “สมาร์ทโฟนถือเป็นเทคโนโลยีที่ Disruptive มาก เพราะเข้ามาแทนที่กล้องดิจิทัล โน้ตบุ๊ก และเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาจำนวนมาก” ในที่นี้ สมาร์ทโฟนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้งานของผู้คน และทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เหล่านั้นได้รับผลกระทบอย่างมาก ตัวอย่างที่ 2: “โมเดลธุรกิจแบบ Subscription ของ Netflix ถือว่า Disruptive ต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์แบบเดิมที่เน้นการขายแผ่นหรือการเช่า”…

  • "Counting” แปลว่า

    “Counting” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลว่า การนับ หรือ การนับเลข ครับ เป็นการกระทำที่แสดงถึงการระบุจำนวนของสิ่งต่างๆ ทีละรายการ หรือการบอกลำดับของจำนวน ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “counting” หรือการนับกันบ่อยมากครับ เช่น เวลาที่เราเล่นซ่อนแอบกับเด็กๆ เราก็จะนับเลข “1, 2, 3…” เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ไปซ่อนตัว หรือเวลาที่เราซื้อของ แล้วอยากจะตรวจสอบว่าแม่ค้าทอนเงินมาครบไหม ก็จะทำการนับเงินที่ได้มา นอกจากนี้ การนับยังรวมไปถึงการนับเวลา การนับคะแนน หรือการนับจำนวนสิ่งของต่างๆ เพื่อให้ทราบปริมาณที่แน่นอน ความหมายและการใช้งาน “Counting” หมายถึง การกระบวนการของการนับ โดยทั่วไปคือการบอกลำดับของจำนวน เช่น 1, 2, 3, 4, 5… หรือการระบุว่ามีสิ่งของกี่ชิ้น เช่น “I’m counting the apples” แปลว่า “ฉันกำลังนับจำนวนแอปเปิลอยู่” ตัวอย่างการใช้งาน “The teacher asked the students to…

  • "drawing” แปลว่า

    คำว่า “drawing” โดยทั่วไปแล้ว หมายถึง การวาดภาพ หรือการลงเส้นเพื่อสร้างรูปทรงต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นรูปทรงที่มองเห็นได้ในชีวิตจริง หรือเป็นจินตนาการก็ได้ค่ะ การ drawing นี้สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้ดินสอ ปากกา สีเทียน สีไม้ หรือแม้กระทั่งการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการวาดภาพดิจิทัล ในชีวิตประจำวัน เราจะเห็นการ drawing ในหลากหลายรูปแบบเลยค่ะ เช่น เวลาที่เราเห็นภาพประกอบในหนังสือเด็ก ภาพการ์ตูนที่เราชื่นชอบ หรือแม้แต่ภาพสเก็ตช์ในสมุดบันทึกของนักออกแบบ นักวาดภาพประกอบ หรือสถาปนิก การ drawing เป็นพื้นฐานสำคัญในการสื่อสารความคิดและจินตนาการออกมาเป็นภาพ ทำให้คนอื่นเข้าใจสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารได้ง่ายขึ้นค่ะ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “drawing” สามารถแปลได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ค่ะ การวาดภาพ: ความหมายที่พบบ่อยที่สุด คือ การสร้างสรรค์ภาพด้วยการขีดเขียนเส้นต่างๆ ลงบนพื้นผิว เช่น การวาดรูปคน สัตว์ สิ่งของ หรือทิวทัศน์ ภาพวาด: ใช้เรียกผลงานที่ได้จากการวาดภาพนั้นๆ ด้วย เช่น “นี่เป็น drawing ที่ฉันวาดเอง” การจับฉลาก: ในบางบริบท…

  • "Calendar” แปลว่า

    คำว่า “Calendar” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ปฏิทิน” ครับ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการบันทึกและติดตามวันเวลา ทั้งวัน เดือน ปี รวมถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ในชีวิตประจำวัน เราใช้ Calendar กันอยู่บ่อยๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คว่าวันนี้วันอะไร ตรงกับวันสำคัญทางศาสนาหรือวันหยุดราชการหรือไม่ หรือใช้ในการนัดหมายต่างๆ เช่น นัดหมอ นัดประชุมเพื่อน หรือวางแผนกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ หรือแต่ละเดือน เพื่อให้เราไม่พลาดสิ่งสำคัญและบริหารจัดการเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ ความหมายและการใช้งาน Calendar หรือ ปฏิทิน คือ ระบบการแบ่งเวลาออกเป็นหน่วยย่อยๆ เช่น วัน สัปดาห์ เดือน ปี เพื่อให้ง่ายต่อการอ้างอิงและวางแผนกิจกรรมต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว Calendar จะแสดงข้อมูลเป็นตารางที่ประกอบด้วยวัน เดือน และปี พร้อมทั้งอาจมีข้อมูลเพิ่มเติม เช่น วันหยุดนักขัตฤกษ์ วันสำคัญทางศาสนา หรือแม้กระทั่งการแจ้งเตือนเหตุการณ์ที่เราตั้งค่าไว้ ตัวอย่างการใช้งาน สมมติว่าคุณต้องการนัดทานข้าวกับเพื่อนในวันศุกร์หน้า คุณสามารถเปิด Calendar ขึ้นมาเพื่อดูว่าวันศุกร์หน้าตรงกับวันที่เท่าไหร่ แล้วจึงแจ้งเพื่อนเพื่อยืนยันวันเวลา…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *