"Expires” แปลว่า

คำว่า “Expires” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “หมดอายุ” หรือ “สิ้นสุดลง” เป็นคำที่ใช้บอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป หรือไม่สามารถใช้งานได้หลังจากวันที่ที่กำหนด

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Expires” ได้บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับสินค้าที่ต้องมีการบริโภค หรือบริการที่มีระยะเวลาจำกัด เช่น วันหมดอายุของอาหาร ยา หรือแม้แต่โปรโมชั่นต่างๆ ที่มีกำหนดเวลา หากสินค้าหรือบริการนั้นหมดอายุแล้ว ก็จะไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป การสังเกตวันที่ “Expires” จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดของผู้บริโภค

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Expires” ใช้เพื่อระบุเวลาที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะสิ้นสุดลงหรือไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไป โดยทั่วไปจะใช้กับ:

  • สินค้า: เช่น อาหาร ยา เครื่องสำอาง ที่มีวันหมดอายุ
  • เอกสาร: เช่น บัตรประชาชน ใบขับขี่ หนังสือเดินทาง ที่มีวันสิ้นอายุ
  • สิทธิ์การใช้งาน: เช่น สิทธิ์การเข้าถึงบริการ โปรโมชั่น คูปองส่วนลด ที่มีกำหนดเวลา
  • สัญญา: เช่น สัญญาเช่า สัญญาบริการ ที่มีวันสิ้นสุด

ตัวอย่างการใช้งาน

เราจะเห็นคำว่า “Expires” ได้บนฉลากผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น:

  • “Best Before: 31/12/2024” หรือ “Expires: 31/12/2024” หมายถึง ควรบริโภคก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2567 หรือหมดอายุในวันที่ 31 ธันวาคม 2567
  • “Your coupon expires on 15/07/2024” หมายถึง คูปองของคุณจะหมดอายุในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567
  • “Passport expires: 10/03/2025” หมายถึง หนังสือเดินทางของคุณจะหมดอายุในวันที่ 10 มีนาคม 2568

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Expires” มักจะปรากฏในบริบทที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาและความปลอดภัยในการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึง:

  • ความปลอดภัยของอาหาร: การบริโภคอาหารที่หมดอายุอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
  • การยืนยันตัวตน: เอกสารที่หมดอายุไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนได้
  • การวางแผน: การทราบวันหมดอายุช่วยให้เราสามารถวางแผนการใช้สินค้าหรือบริการได้อย่างเหมาะสม

“Expires” กับ “Expired” ต่างกันอย่างไร?

“Expires” เป็นรูปกริยา (Verb) หมายถึง “กำลังจะหมดอายุ” หรือ “สิ้นสุดลง” ในขณะที่ “Expired” เป็นรูปกริยาช่อง 3 (Past Participle) หรือคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่ใช้บอกว่า “หมดอายุแล้ว” หรือ “สิ้นสุดลงแล้ว”

ถ้าสินค้าหมดอายุแล้วจะทำอย่างไร?

หากสินค้าหมดอายุแล้ว ไม่ควรนำมาบริโภคหรือใช้งานอีกต่อไป โดยเฉพาะอาหารและยา ควรทิ้งทันทีเพื่อความปลอดภัย ส่วนเอกสารหรือสิทธิ์การใช้งานที่หมดอายุแล้ว ต้องดำเนินการต่ออายุหรือทำใหม่หากยังต้องการใช้งาน

Similar Posts

  • "Wide” แปลว่า

    คำว่า “Wide” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “กว้าง” หรือ “กว้างขวาง” เป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้อธิบายลักษณะของสิ่งที่มีขนาดใหญ่ในแนวราบ หรือมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่จำนวนมาก ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Wide” ในบริบทต่างๆ เช่น การบอกขนาดของวัตถุ ถนน หรือทิวทัศน์ที่มองเห็นได้ไกลๆ หรืออาจจะใช้ในเชิงเปรียบเทียบถึงความหลากหลาย หรือขอบเขตที่กว้างขวางของสิ่งต่างๆ เช่น ความรู้ที่กว้างขวาง หรือโอกาสที่มีอยู่มากมาย ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Wide” หมายถึง มีความกว้างมาก ไม่แคบ และมักจะใช้เพื่ออธิบายลักษณะทางกายภาพของสิ่งต่างๆ เช่น ความกว้างของถนน (wide road) ความกว้างของแม่น้ำ (wide river) หรือความกว้างของพื้นที่ (wide area) นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบได้ เช่น ความคิดที่กว้าง (wide perspective) หรือการมองโลกที่กว้าง (wide outlook) ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างประโยคที่ใช้คำว่า “Wide” เช่น: “The street is very…

  • "Vehicles” แปลว่า

    คำว่า “Vehicles” เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกยานพาหนะ หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ในการขนส่งผู้คนหรือสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง โดยทั่วไปแล้วหมายถึงสิ่งที่มีล้อและใช้เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อน แต่ก็สามารถรวมถึงยานพาหนะประเภทอื่นๆ ที่ใช้ในการเดินทางได้เช่นกัน ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Vehicles” เพื่ออ้างถึงยานพาหนะที่เราพบเห็นหรือใช้งานกันอยู่เป็นประจำ เช่น รถยนต์ส่วนตัว รถจักรยานยนต์ รถประจำทาง รถบรรทุก หรือแม้แต่รถไฟและเครื่องบิน ก็ถือเป็น Vehicles ประเภทหนึ่ง การเข้าใจความหมายของคำนี้ช่วยให้เราสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางและการขนส่งได้อย่างถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน “Vehicles” หมายถึง ยานพาหนะทุกประเภทที่ใช้ในการเดินทางหรือขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นยานพาหนะบนบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ คำนี้ครอบคลุมตั้งแต่ยานพาหนะส่วนบุคคลไปจนถึงยานพาหนะสาธารณะและยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ ตัวอย่าง ตัวอย่างการใช้คำว่า “Vehicles” ในประโยค เช่น “The city has a lot of traffic because there are too many vehicles on the road.” (เมืองนี้มีการจราจรหนาแน่นเพราะมียานพาหนะบนท้องถนนมากเกินไป) หรือ “We need to…

  • "Hello” แปลว่า

    “Hello” เป็นคำทักทายภาษาอังกฤษที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก มีความหมายตรงตัวว่า “สวัสดี” หรือ “สวัสดีครับ/ค่ะ” เป็นคำที่ใช้เพื่อเริ่มต้นการสนทนา ทักทายผู้คน หรือแสดงความเป็นมิตร ในชีวิตประจำวัน คนไทยเราใช้คำว่า “Hello” ในหลากหลายสถานการณ์ ไม่ใช่แค่ในการทักทายคนที่ไม่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังใช้กับเพื่อนฝูง หรือแม้แต่ในการพูดคุยทางโทรศัพท์ เมื่อเราต้องการรับสาย หรือเมื่อเราโทรออกไปหาใครสักคน คำนี้ให้ความรู้สึกที่ค่อนข้างเป็นกันเองและทันสมัยกว่าการใช้คำว่า “สวัสดี” เพียงอย่างเดียวในบางบริบท ความหมายและการใช้งาน “Hello” เป็นคำทักทายพื้นฐานที่ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการพบเจอหน้ากันครั้งแรก การทักทายคนรู้จัก หรือแม้แต่การเริ่มต้นการสนทนาทางโทรศัพท์หรือในอีเมล ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเจอเพื่อน: “Hello! เป็นไงบ้าง?” เมื่อรับโทรศัพท์: “Hello? ใครพูดครับ/คะ?” เมื่อทักทายคนแปลกหน้า: “Hello, may I help you?” (สวัสดีครับ/ค่ะ มีอะไรให้ช่วยไหมครับ/คะ?) บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “Hello” มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความเป็นกันเอง แต่ก็ยังคงความสุภาพ เหมาะสำหรับการทักทายในชีวิตประจำวันทั่วไป ทั้งการพบเจอตัวต่อตัว หรือผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เช่น โทรศัพท์ อีเมล หรือข้อความ “Hello”…

  • "รีเควส” แปลว่า

    คำว่า “รีเควส” (Request) เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย หมายถึง การขอร้อง การขอให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือการแสดงความต้องการอย่างสุภาพ มักใช้ในบริบทที่ต้องการให้ผู้อื่นดำเนินการตามที่ตนเองต้องการ โดยอาจจะเป็นการร้องขออย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “รีเควส” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น เมื่อเราสั่งอาหารที่ร้านอาหาร เราอาจจะ “รีเควส” เพิ่มพริก หรือขอเปลี่ยนเครื่องเคียง หรือเวลาที่เพื่อนช่วยเหลืองานอะไรบางอย่างให้ เราก็อาจจะกล่าวขอบคุณพร้อมบอกว่า “ขอบคุณมากเลยนะที่ช่วยรีเควสงานนี้ให้” หรือในแวดวงการทำงาน การส่งอีเมลขอข้อมูล หรือขอให้เพื่อนร่วมงานช่วยตรวจสอบงาน ก็มักจะใช้คำว่า “รีเควส” เพื่อสื่อถึงการขออย่างเป็นระบบและชัดเจน ความหมายและการใช้งาน คำว่า “รีเควส” มาจากภาษาอังกฤษ “Request” ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า การร้องขอ การขออย่างสุภาพ หรือการแสดงความต้องการ โดยทั่วไปแล้ว การ “รีเควส” จะมีความคาดหวังให้ผู้รับการร้องขอปฏิบัติตาม หรือพิจารณาคำขอให้นั้นๆ การใช้งานจะแตกต่างกันไปตามบริบท เช่น ในการบริการลูกค้า อาจจะมีการ “รีเควส” พิเศษ เช่น ขอห้องพักที่เห็นวิวทะเล หรือในวงการบันเทิง ศิลปินอาจจะมีการ “รีเควส”…

  • "Rejected” แปลว่า

    “Rejected” เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลว่า “ถูกปฏิเสธ” หรือ “ไม่ได้รับการยอมรับ” ค่ะ เป็นคำที่ใช้เมื่อมีบางสิ่งบางอย่างถูกเสนอหรือร้องขอไป แต่ไม่ได้รับการตอบรับในทางที่ดี หรือไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้คำว่า “rejected” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น เมื่อเราสมัครงานแล้วไม่ได้รับการเรียกสัมภาษณ์ หรือเมื่อผลงานของเราไม่ผ่านการพิจารณา หรือแม้กระทั่งในความสัมพันธ์ เมื่อคนคนหนึ่งไม่ได้รับความรักหรือการตอบรับจากคนที่ชอบ ก็อาจจะรู้สึกว่าตัวเอง “rejected” ได้ค่ะ เป็นคำที่สื่อถึงความรู้สึกผิดหวังหรือไม่ได้รับการยอมรับนั่นเอง ความหมายและการใช้งาน “Rejected” หมายถึง การถูกตีตก การไม่ได้รับการยอมรับ หรือการถูกปฏิเสธ โดยทั่วไปจะใช้เมื่อมีการเสนอสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้วไม่ผ่านการพิจารณา หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ตัวอย่างการใช้งาน การสมัครงาน: “I got rejected for the job.” (ฉันถูกปฏิเสธจากการสมัครงานครั้งนี้) การขอความช่วยเหลือ: “His proposal was rejected by the committee.” (ข้อเสนอของเขาถูกคณะกรรมการปฏิเสธ) ความรู้สึกส่วนตัว: “She felt rejected when he…

  • "Winter” แปลว่า

    คำว่า “Winter” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูกาลที่อากาศหนาวเย็นที่สุดของปี โดยทั่วไปจะตรงกับช่วงเดือนธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์ ในซีกโลกเหนือ และช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม ในซีกโลกใต้ ในช่วงฤดูหนาว กลางวันจะสั้นกว่ากลางคืน อุณหภูมิลดลง และบางพื้นที่อาจมีหิมะตก ในชีวิตประจำวัน ผู้คนมักใช้คำว่า “Winter” เพื่อพูดถึงช่วงเวลาที่อากาศหนาวเย็น เช่น การวางแผนท่องเที่ยวไปยังประเทศที่มีหิมะตก การเลือกซื้อเสื้อผ้ากันหนาว หรือการพูดถึงกิจกรรมต่างๆ ที่นิยมทำในช่วงอากาศหนาว เช่น การดื่มเครื่องดื่มอุ่นๆ หรือการอยู่บ้านในวันหยุด นอกจากนี้ “Winter” ยังสามารถใช้เป็นชื่อ หรือส่วนหนึ่งของชื่อต่างๆ ได้อีกด้วย ความหมายและการใช้งาน “Winter” หมายถึง ฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่อากาศเย็นถึงหนาวจัด มีลักษณะเด่นคือ กลางวันสั้นกว่ากลางคืน อุณหภูมิต่ำลง และในบางภูมิภาคอาจมีหิมะปกคลุม คำนี้สามารถใช้ได้ทั้งในความหมายตรงตัว คือ ฤดูกาล และในความหมายเชิงเปรียบเทียบเพื่อสื่อถึงช่วงเวลาที่ยากลำบาก หรือความสงบเงียบ ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึงการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงสิ้นปี เราอาจจะบอกว่า “I’m planning…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *