"Feverish” แปลว่า

คำว่า “Feverish” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง มีอาการไข้ หรือมีไข้สูง ซึ่งเป็นภาวะที่อุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ โดยทั่วไปแล้วมักจะมาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น หนาวสั่น ปวดเมื่อยตามตัว หรืออ่อนเพลีย

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Feverish” เมื่อพูดถึงอาการป่วยของตัวเองหรือคนรอบข้าง เช่น เมื่อรู้สึกไม่สบาย ตัวร้อน หรือมีไข้ ก็จะบอกว่า “I’m feeling feverish” หรือเมื่อสังเกตว่าลูกมีไข้ ก็จะพูดว่า “My child has a feverish temperature” นอกจากนี้ คำว่า “Feverish” ยังสามารถใช้ในเชิงเปรียบเทียบได้อีกด้วย เช่น อธิบายถึงความกระตือรือร้นอย่างมาก หรือความเร่งรีบที่ผิดปกติ

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Feverish” แบ่งออกเป็นสองความหมายหลัก คือ

  • ความหมายตรงตัว: เกี่ยวกับอาการไข้ หรือมีไข้สูง
  • ความหมายเปรียบเทียบ: แสดงถึงความกระตือรือร้นอย่างมาก ความเร่งรีบ หรือความบ้าคลั่งอย่างผิดปกติ

ตัวอย่าง

  • ความหมายตรงตัว: “After a night of coughing, she woke up feeling feverish.” (หลังจากไอมาทั้งคืน เธอก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกมีไข้)
  • ความหมายเปรียบเทียบ: “The city was in a feverish state as the election results were about to be announced.” (เมืองอยู่ในสภาวะที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง เมื่อผลการเลือกตั้งกำลังจะถูกประกาศ)

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Feverish” มักถูกใช้ในบริบทของการพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพ อาการป่วย หรือเมื่อต้องการอธิบายถึงสภาวะทางอารมณ์ที่รุนแรงและเร่งรีบ

🔷 FAQ SECTION

“Feverish” ต่างจาก “fever” อย่างไร?

“Fever” คือคำนาม หมายถึง “ไข้” หรือ “ภาวะไข้” ส่วน “Feverish” เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “มีไข้” หรือ “เหมือนมีไข้” ซึ่งใช้อธิบายลักษณะหรืออาการ

มีคำอื่นที่ใช้แทน “Feverish” ได้หรือไม่?

ในความหมายตรงตัว สามารถใช้คำว่า “having a fever” หรือ “with a temperature” ได้ ในความหมายเปรียบเทียบ อาจใช้คำว่า “frenzied”, “frantic”, “excited”, หรือ “intense” ขึ้นอยู่กับบริบท

Similar Posts

  • "Remind” แปลว่า

    คำว่า “Remind” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน และมีความหมายหลักๆ คือ การเตือนความจำ หรือการแจ้งให้ทราบเพื่อไม่ให้ลืม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Remind” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อเตือนให้ตื่นนอน การส่งข้อความเตือนเพื่อนเกี่ยวกับนัดหมาย หรือแม้แต่การที่ตัวเองนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้หลังจากที่เคยลืมไปแล้ว การใช้คำนี้ช่วยให้เราสื่อสารเรื่องการแจ้งเตือนหรือการนึกถึงสิ่งต่างๆ ได้อย่างชัดเจนและกระชับ ความหมายและการใช้งาน “Remind” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “เตือนความจำ” หรือ “ย้ำเตือน” ใช้เมื่อต้องการให้ใครบางคนจำบางสิ่งบางอย่างได้ หรือให้ทำบางสิ่งบางอย่างตามที่ได้ตกลงกันไว้ หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ลืม ตัวอย่างการใช้งาน “Can you remind me about the meeting tomorrow?” (คุณช่วยเตือนฉันเรื่องการประชุมพรุ่งนี้ได้ไหม?) “This song reminds me of my childhood.” (เพลงนี้ทำให้ฉันนึกถึงวัยเด็กของฉัน) “Please remind him to bring the documents.” (กรุณาย้ำเตือนเขาให้นำเอกสารมาด้วย) บริบทและการใช้ทั่วไป คำว่า “Remind”…

  • "Declare” แปลว่า

    คำว่า “Declare” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วมีความหมายว่า การประกาศ, การแถลง, การแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการ หรือการประกาศเจตนาอย่างชัดเจน เป็นคำที่ใช้ในการสื่อสารเพื่อทำให้บางสิ่งบางอย่างเป็นที่รับรู้โดยทั่วไป หรือเพื่อแสดงจุดยืนที่แน่นอน ในชีวิตประจำวัน เราอาจเจอการใช้คำว่า “Declare” ในบริบทต่างๆ เช่น การประกาศผลการแข่งขัน การแถลงนโยบายของบริษัท หรือแม้แต่การประกาศความรู้สึกบางอย่างให้คนอื่นรับรู้ การประกาศนี้อาจทำต่อหน้าสาธารณชน หรือเป็นการแจ้งอย่างเป็นทางการกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นที่ยอมรับ. ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Declare” หมายถึง การทำให้บางสิ่งบางอย่างเป็นที่รู้จักอย่างเป็นทางการ หรือการแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความตั้งใจหรือความเชื่อ เป็นการสื่อสารที่มุ่งหวังให้เกิดการรับรู้และยอมรับในสิ่งที่ประกาศออกไป. ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น “The government will declare a new policy tomorrow.” (รัฐบาลจะประกาศนโยบายใหม่ในวันพรุ่งนี้) หรือ “He declared his love for her.” (เขาประกาศความรักของเขาที่มีต่อเธอ) ในบริบททางการเงิน อาจมีการใช้ “Declare bankruptcy” ซึ่งหมายถึง การประกาศล้มละลาย. บริบทและการใช้งานทั่วไป คำว่า…

  • "Academia” แปลว่า

    คำว่า “Academia” หมายถึง โลกของการศึกษาขั้นสูง สถาบันการศึกษา หรือวงการวิชาการ โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย เป็นคำที่ใช้เรียกขานถึงสภาพแวดล้อม กิจกรรม และผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอน การค้นคว้าวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ในเชิงลึก ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า “Academia” บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงการศึกษาต่อระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก การทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย หรือการเข้าร่วมประชุมวิชาการต่างๆ เช่น “เธอตัดสินใจจะไปต่อใน Academia หรือจะเข้าสู่สายงานอุตสาหกรรม” หรือ “งานวิจัยนี้เป็นที่ยอมรับอย่างสูงในแวดวง Academia” มันสื่อถึงการทำงานที่เน้นความรู้ การวิเคราะห์ และการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ความหมายและการใช้งาน “Academia” มาจากภาษาละติน “academia” ซึ่งหมายถึง สวนของ Academus ที่เพลโตเคยใช้เป็นสถานที่สอนหนังสือ ปัจจุบันมีความหมายครอบคลุมถึงสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา (มหาวิทยาลัย วิทยาลัย) รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การสอน การวิจัย การตีพิมพ์ผลงานวิชาการ การอภิปรายทางวิชาการ และการสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิชาการ บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า “Academia” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับ: การศึกษาขั้นสูง: การเรียนในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และการวิจัยหลังปริญญาเอก อาชีพนักวิชาการ:…

  • "เซเว่” แปลว่า

    คำว่า “เซเว่” (Seven) เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกชื่อร้านสะดวกซื้อยอดนิยมอย่าง “7-Eleven” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยปกติแล้วคนไทยจะเรียกสั้นๆ ว่า “เซเว่น” หรือ “เซเว่” เพื่อความสะดวกในการสื่อสาร ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคนพูดถึง “เซเว่น” อยู่บ่อยครั้ง เช่น “ไปเซเว่นหน่อย” หรือ “ซื้อของที่เซเว่น” ซึ่งหมายถึงการไปร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม ขนม อาหารพร้อมทาน หรือแม้กระทั่งบริการอื่นๆ ที่มีให้ในร้าน ความหมายและการใช้งาน คำว่า “เซเว่” เป็นการออกเสียงแบบไทยๆ ของคำว่า “Seven” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชื่อร้าน “7-Eleven” ที่ตั้งชื่อตามเวลาเปิด-ปิดเดิมของร้านคือ 7 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม (7 a.m. to 11 p.m.) ปัจจุบันร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง แต่ชื่อ “เซเว่น” ก็ยังคงเป็นที่นิยมใช้เรียกขานกันมาจนถึงปัจจุบัน บริบทการใช้งานทั่วไป…

  • "ตุย” แปลว่า

    คำว่า “ตุย” เป็นคำแสลงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภาษาไทย มีความหมายตรงตัวว่า “ตาย” หรือ “เสียชีวิต” แต่ในบริบทของการใช้งานในชีวิตประจำวัน มักจะถูกนำไปใช้ในลักษณะที่แสดงถึงความรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หรือหมดสภาพอย่างรุนแรง จนแทบจะทนไม่ไหว หรือรู้สึกเหมือนจะ “ตาย” ไปเลยทีเดียว คนไทยมักจะใช้คำว่า “ตุย” เพื่อบรรยายถึงสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวัง หรือเหนื่อยจนเกินกำลัง เช่น หลังจากการทำงานหนักมาทั้งวัน หรือเจอเรื่องที่ทำให้ผิดหวังมากๆ ก็อาจจะพูดว่า “วันนี้เหนื่อยจนตุยไปเลย” หรือ “เจอข้อสอบชุดนี้เข้าไป แทบจะตุย” เป็นต้น การใช้คำนี้เป็นการแสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกที่รุนแรงเกินกว่าจะบรรยายด้วยคำปกติทั่วไป ทำให้ผู้ฟังเข้าใจถึงระดับความรู้สึกของผู้พูดได้ทันที ความหมายและการใช้งาน คำว่า “ตุย” มีความหมายหลักคือ “ตาย” แต่ถูกนำมาใช้ในเชิงเปรียบเปรยเพื่อแสดงถึงความรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง สิ้นหวัง หรืออ่อนเพลียอย่างหนัก จนรู้สึกเหมือนจะทนไม่ไหว ตัวอย่างการใช้งาน “ทำงานมาทั้งวันแล้ว รู้สึกจะตุยแล้วเนี่ย” (แสดงถึงความเหนื่อยล้า) “เจอรถติดแบบนี้อีกแล้ว ขอตุยแป๊บ” (แสดงถึงความเบื่อหน่ายและหมดอารมณ์) “โดนเจ้านายด่าไปชุดใหญ่ แทบจะตุยไปเลย” (แสดงถึงความเสียใจหรือผิดหวังอย่างรุนแรง) บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “ตุย” มักใช้ในกลุ่มเพื่อน…

  • "Exclusively” แปลว่า

    คำว่า “Exclusively” เป็นภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักๆ ว่า “เฉพาะเจาะจง”, “โดยเฉพาะ”, “แต่เพียงผู้เดียว” หรือ “แต่เท่านั้น” เป็นคำวิเศษณ์ที่ใช้เพื่อเน้นย้ำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมีอยู่ จำกัดอยู่ หรือเกิดขึ้นกับบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงสิ่งอื่นใด ในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Exclusively” ในบริบทที่ต้องการสื่อถึงความพิเศษ ความเป็นส่วนตัว หรือการจำกัดสิทธิ์ เช่น การเปิดตัวสินค้าใหม่ “Exclusive” ที่หมายถึงมีขายเฉพาะที่ร้านนั้น หรือสำหรับสมาชิกเท่านั้น หรือการกล่าวถึงข้อเสนอพิเศษที่ “Exclusive” สำหรับลูกค้ากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การใช้คำนี้ช่วยสร้างความรู้สึกถึงความพิเศษและน่าสนใจให้กับสิ่งนั้นๆ ความหมายและการใช้งาน “Exclusively” หมายถึง การจำกัดขอบเขตให้แคบลง หรือเน้นย้ำว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นหรือมีอยู่สำหรับบางสิ่งบางอย่างโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่รวมถึงสิ่งอื่นใด มักใช้เพื่อบอกว่าบางสิ่งบางอย่างเป็นของใครคนเดียว เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือมีให้เลือกเพียงแบบเดียว ตัวอย่างการใช้งาน “This product is available exclusively at our flagship store.” (สินค้านี้มีจำหน่ายเฉพาะที่ร้านสาขาหลักของเราเท่านั้น) “The restaurant offers an exclusive menu…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *