"Spouses” แปลว่า

คำว่า “Spouses” เป็นคำนามในภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกคู่สมรส หมายถึง สามีหรือภรรยาของบุคคลนั้นๆ ในภาษาไทย เรามักใช้คำว่า “คู่สมรส” หรือ “สามีภรรยา” เพื่อสื่อความหมายเดียวกัน

ในชีวิตประจำวัน เราจะได้ยินหรือเห็นคำว่า “Spouses” บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในบริบทที่เป็นทางการ เช่น ในเอกสารราชการ แบบฟอร์มต่างๆ หรือในการสัมภาษณ์งาน เมื่อมีการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพสมรส หรือเมื่อต้องการกล่าวถึงบุคคลที่เป็นคู่ครองของใครสักคน ตัวอย่างเช่น ในแบบสอบถามอาจมีช่องให้กรอกข้อมูลเกี่ยวกับ “Spouse’s Name” ซึ่งก็คือ “ชื่อคู่สมรส” นั่นเอง

ความหมายและการใช้งาน

“Spouses” หมายถึง บุคคลที่แต่งงานกันตามกฎหมาย หรือตามประเพณี ถือเป็นคำที่ครอบคลุมทั้งสามีและภรรยา ไม่ได้เจาะจงเพศใดเพศหนึ่ง

ตัวอย่างการใช้งาน

ในประโยคภาษาอังกฤษ เราอาจเห็นการใช้ “Spouses” ในลักษณะนี้: “All employees are required to provide information about their spouses.” (พนักงานทุกคนจะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับคู่สมรสของตน)

บริบทการใช้งานทั่วไป

คำนี้มักพบในเอกสารทางกฎหมาย แบบฟอร์มการสมัครต่างๆ การสำรวจ หรือในข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวและชีวิตคู่

🔷 FAQ SECTION

“Spouses” ต่างจาก “Husband” หรือ “Wife” อย่างไร?

“Spouses” เป็นคำกลางๆ ที่ใช้เรียกได้ทั้งสามีและภรรยา ในขณะที่ “Husband” หมายถึงสามี และ “Wife” หมายถึงภรรยาโดยเฉพาะ

คำว่า “Spouses” ใช้กับคู่รักที่ยังไม่ได้แต่งงานได้หรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว “Spouses” จะใช้กับบุคคลที่ได้ทำการสมรสกันแล้วเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับคู่รักที่อยู่กินกันเฉยๆ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส

Similar Posts

  • "อนุมาน” แปลว่า

    คำว่า “อนุมาน” เป็นคำกริยาในภาษาไทย หมายถึง การคาดคะเน การตีความ หรือการสรุปเอาจากเหตุการณ์ ข้อเท็จจริง หรือหลักฐานที่มีอยู่ โดยอาศัยการคิด วิเคราะห์ และประสบการณ์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปหรือความเข้าใจในสิ่งที่ยังไม่ปรากฏชัดเจน เป็นกระบวนการคิดที่ใช้ในการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัว หรือการคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต ในชีวิตประจำวัน เรามักจะ “อนุมาน” อยู่ตลอดเวลา เช่น เมื่อเห็นคนใส่ชุดดำเดินเข้ามาในงานศพ เราก็อนุมานได้ว่าเขาคงกำลังมาแสดงความเสียใจ เมื่อได้ยินเสียงฝนตกหนัก เราก็อนุมานได้ว่าถนนคงจะเปียก หรือเมื่อเพื่อนทำหน้าเศร้า เราก็อาจอนุมานได้ว่าเขากำลังมีปัญหา การอนุมานช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตและโต้ตอบกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอข้อมูลที่สมบูรณ์แบบเสมอไป ความหมายและการใช้งาน การอนุมาน คือ การใช้เหตุผลหรือหลักฐานที่มีอยู่เพื่อสรุปหรือคาดเดาในสิ่งที่ยังไม่รู้หรือไม่เห็นโดยตรง เป็นการตีความจากข้อมูลที่มีอยู่เพื่อสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น นักสืบจะอนุมานหาตัวคนร้ายจากหลักฐานที่พบในที่เกิดเหตุ หรือเราอาจอนุมานได้ว่าหุ้นตัวหนึ่งจะขึ้นหรือลงจากแนวโน้มตลาด ตัวอย่างการใช้งาน 1. จากสภาพอากาศที่มืดครึ้ม ฉันอนุมานว่าฝนกำลังจะตกในไม่ช้า 2. เมื่ออ่านรีวิวสินค้าหลายๆ อัน ฉันอนุมานได้ว่าสินค้านี้มีคุณภาพดี 3. ครูอนุมานจากผลการสอบว่านักเรียนยังมีความเข้าใจในเนื้อหาไม่มากพอ บริบทและการใช้ทั่วไป คำว่า “อนุมาน” มักใช้ในบริบทของการวิเคราะห์ การตีความ หรือการคาดการณ์ต่างๆ เช่น…

  • "Whom” แปลว่า

    “Whom” เป็นคำสรรพนามในภาษาอังกฤษที่ใช้ในฐานะกรรมของประโยคหรือหลังบุพบท มีความหมายใกล้เคียงกับ “ใคร” ในภาษาไทย แต่จะใช้เมื่อเราต้องการกล่าวถึงบุคคลที่เรากำลังพูดถึงในฐานะผู้ถูกกระทำ หรือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ถูกกล่าวถึง ในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้ “who” แทน “whom” ในการพูดคุยทั่วไป เนื่องจาก “whom” เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นทางการและไม่ค่อยนิยมใช้ในการสนทนาทั่วไปมากนัก อย่างไรก็ตาม การรู้จักและเข้าใจการใช้ “whom” จะช่วยให้การใช้ภาษาอังกฤษของคุณถูกต้องและสละสลวยมากขึ้น โดยเฉพาะในการเขียนที่เป็นทางการ หรือเมื่อต้องการแสดงความใส่ใจในรายละเอียดของภาษา ความหมายและการใช้งาน “Whom” ใช้เพื่อถามถึงหรืออ้างถึงบุคคลในฐานะกรรมของกริยา หรือกรรมของบุพบท ตัวอย่างเช่น ในประโยค “To whom should I send this letter?” (ฉันควรส่งจดหมายนี้ให้ใคร) “whom” ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุพบท “to” หรือในประโยค “Whom did you see?” (คุณเห็นใคร) “whom” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “see” ตัวอย่างการใช้งาน Whom are you meeting today? (คุณกำลังจะพบใครในวันนี้?)…

  • "Narrative” แปลว่า

    “Narrative” (เนเรทีฟ) ในภาษาไทย หมายถึง เรื่องเล่า หรือการเล่าเรื่อง เป็นการนำเสนอเหตุการณ์ ความคิด หรือประสบการณ์ต่างๆ ออกมาเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องกัน อาจจะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติก็ได้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสื่อสาร ถ่ายทอดความรู้สึก หรือสร้างความเข้าใจให้กับผู้ฟังหรือผู้อ่าน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Narrative” บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในบริบทของการสื่อสาร การตลาด หรือแม้แต่การเมือง ผู้คนมักจะใช้ “Narrative” เพื่ออธิบายถึงมุมมองหรือเรื่องราวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อโน้มน้าวใจ หรือเพื่อกำหนดทิศทางความคิดของสังคม ตัวอย่างเช่น เวลาที่เราดูข่าว เราอาจจะได้ยินผู้ประกาศข่าวพูดถึง “Narrative” ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงการตีความหรือการเล่าเรื่องราวจากมุมมองใดมุมมองหนึ่ง หรือในการทำการตลาด บริษัทต่างๆ ก็จะพยายามสร้าง “Narrative” ที่ดีเกี่ยวกับสินค้าหรือแบรนด์ของตนเอง เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกเชื่อมโยงและอยากซื้อ ความหมายและการใช้งาน “Narrative” คือ การเล่าเรื่องที่ประกอบด้วยเหตุการณ์ ตัวละคร และฉาก มีการดำเนินเรื่องที่ชัดเจน อาจมีจุดเริ่มต้น จุดกลาง และจุดจบ เพื่อถ่ายทอดข้อความหรือสร้างอารมณ์ความรู้สึกให้กับผู้รับสาร การใช้งาน “Narrative” ในภาษาไทย มักจะหมายถึงการเล่าเรื่องราวในลักษณะที่สอดคล้องกัน เพื่อสร้างภาพ หรือเพื่อสื่อสารประเด็นที่ต้องการเน้นย้ำ ตัวอย่างการใช้งาน…

  • "Everyday” แปลว่า

    คำว่า “Everyday” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ทุกวัน” หรือ “ในชีวิตประจำวัน” เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงสิ่งที่เป็นปกติ เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือเกี่ยวข้องกับกิจวัตรประจำวันของเรา เรามักจะใช้คำว่า “Everyday” เพื่อบอกเล่าถึงสิ่งที่เราทำเป็นปกติในแต่ละวัน เช่น การตื่นนอน การไปทำงาน การกินข้าว หรือแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในแต่ละวัน มันช่วยให้เราเข้าใจถึงความสม่ำเสมอและความคุ้นเคยของสิ่งเหล่านั้น ความหมายและการใช้งาน Everyday หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นหรือใช้เป็นประจำทุกวัน ไม่มีอะไรพิเศษ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตปกติทั่วไป ตัวอย่างการใช้งาน Everyday life: ชีวิตประจำวัน Everyday items: ของใช้ประจำวัน This is an everyday occurrence. (นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน) บริบทและการใช้ทั่วไป คำว่า “Everyday” มักถูกใช้ในประโยคที่ต้องการสื่อถึงความธรรมดา ความปกติ หรือความสม่ำเสมอของสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่พิเศษหรือเกิดขึ้นนานๆ ครั้ง “Everyday” กับ “Every day” ต่างกันอย่างไร? แม้จะออกเสียงคล้ายกัน…

  • "Friendly” แปลว่า

    คำว่า “Friendly” เป็นคำคุณศัพท์ในภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่ออธิบายลักษณะนิสัยหรือพฤติกรรมของบุคคล สัตว์ หรือสิ่งของที่แสดงออกถึงความเป็นมิตร มีอัธยาศัยดี เข้าถึงง่าย และไม่เป็นอันตราย โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเราพูดถึงใครสักคนว่า “friendly” หมายถึงคนคนนั้นชอบเข้าสังคม ยิ้มแย้มแจ่มใส และพร้อมที่จะช่วยเหลือหรือพูดคุยกับผู้อื่น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “friendly” ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เวลาเราเจอเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนหรือที่ทำงาน เราอาจจะบอกว่าเขาเป็นคน “friendly” เพราะเขาเข้ามาทักทายและชวนคุยอย่างเป็นกันเอง หรือถ้าเราพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นแล้วมีคนเข้ามาเล่นกับสัตว์เลี้ยงของเราด้วยท่าทีอ่อนโยน เราก็อาจจะบอกว่าสัตว์เลี้ยงของเราเป็นมิตร หรือ “friendly” กับคนอื่น ๆ นอกจากนี้ คำว่า “friendly” ยังสามารถใช้กับสิ่งของหรือบริการได้ด้วย เช่น แอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย หรือเว็บไซต์ที่มีหน้าตาเป็นมิตรต่อผู้ใช้ ก็อาจถูกเรียกว่า “user-friendly” ได้เช่นกัน ความหมายและการใช้งาน “Friendly” หมายถึง มีความเป็นมิตร, มีอัธยาศัยดี, เข้ากับคนง่าย, ไม่เป็นศัตรู ตัวอย่าง เขาเป็นคน friendly มาก ใครๆ ก็ชอบเข้าหา สุนัขตัวนี้ดู friendly ดีนะ…

  • "Make” แปลว่า

    คำว่า “Make” เป็นคำกริยาในภาษาอังกฤษที่มีความหมายกว้างมาก โดยพื้นฐานแล้วหมายถึง “ทำ” หรือ “สร้าง” ซึ่งเป็นคำที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวันเพื่ออธิบายการกระทำที่ก่อให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา หรือการทำให้บางสิ่งบางอย่างเป็นไปตามที่ต้องการ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Make” ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น การทำอาหาร การสร้างสิ่งของ การตัดสินใจ หรือแม้แต่การทำให้ใครบางคนรู้สึกอะไรบางอย่าง เช่น “Can you make me a cup of coffee?” (คุณช่วยชงกาแฟให้ฉันสักแก้วได้ไหม?) หรือ “This movie made me cry.” (หนังเรื่องนี้ทำให้ฉันร้องไห้) การเข้าใจความหมายและการใช้งานของ “Make” จะช่วยให้เราสื่อสารภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน “Make” สามารถแปลได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ เช่น: สร้าง/ผลิต (Create/Produce): ใช้เมื่อพูดถึงการสร้างสรรค์สิ่งของ หรือผลิตสินค้า เช่น “She makes beautiful pottery.” (เธอสร้างเครื่องปั้นดินเผาสวยๆ) ทำให้ (Cause…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *