"Leisurely” แปลว่า

คำว่า “Leisurely” เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) หรือคำวิเศษณ์ (adverb) ในภาษาอังกฤษ ซึ่งมีความหมายว่า การทำสิ่งต่างๆ อย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ ไม่รีบร้อน มีเวลาเหลือเฟือ หรือทำด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย เน้นความเพลิดเพลินมากกว่าความเร็วหรือประสิทธิภาพ

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Leisurely” เพื่ออธิบายถึงกิจกรรมที่เราทำในช่วงเวลาว่าง โดยไม่มีภาระผูกพัน หรือความกดดันใดๆ เช่น การเดินเล่นในสวนสาธารณะอย่างสบายๆ การนั่งจิบกาแฟชมวิว หรือการรับประทานอาหารมื้อสายแบบไม่ต้องรีบเร่ง เป็นการใช้ชีวิตแบบช้าๆ เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศและช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Leisurely” สื่อถึงการกระทำที่ดำเนินไปอย่างนุ่มนวล ช้าๆ และผ่อนคลาย ไม่มีความเร่งรีบ หรือความเครียดเข้ามาเกี่ยวข้อง มักใช้เพื่อบรรยายถึงลักษณะของการทำกิจกรรม หรือวิถีชีวิตที่ให้ความสำคัญกับความสุขและความสบายใจมากกว่าการบรรลุเป้าหมายอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างการใช้งาน

เราสามารถใช้ “Leisurely” ในประโยคต่างๆ ได้ดังนี้:

  • “We enjoyed a leisurely breakfast by the lake.” (เราเพลิดเพลินกับอาหารเช้าแบบสบายๆ ริมทะเลสาบ)
  • “She took a leisurely stroll through the park.” (เธอเดินเล่นชมวิวในสวนสาธารณะอย่างผ่อนคลาย)
  • “He likes to read the newspaper leisurely in the morning.” (เขาชอบอ่านหนังสือพิมพ์อย่างไม่เร่งรีบในตอนเช้า)

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Leisurely” มักจะปรากฏในบริบทที่เกี่ยวข้องกับการพักผ่อน การท่องเที่ยว วันหยุดสุดสัปดาห์ หรือกิจกรรมยามว่างต่างๆ ที่ผู้คนต้องการหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ได้สัมผัสกับช่วงเวลาที่สงบและมีความสุข

คำถามที่พบบ่อย

“Leisurely” แตกต่างจาก “Relaxed” อย่างไร?

“Leisurely” เน้นที่การกระทำที่ช้าและผ่อนคลาย ไม่เร่งรีบ ในขณะที่ “Relaxed” เน้นที่สภาวะจิตใจที่สบายๆ ไม่เครียด อาจจะยังทำกิจกรรมด้วยความเร็วปกติได้ แต่ไม่มีความกังวล

“Leisurely” ใช้กับอะไรได้บ้าง?

“Leisurely” สามารถใช้ขยายได้ทั้งคำนาม (เช่น leisurely walk, leisurely pace) เพื่อบอกลักษณะของการเดินหรือจังหวะที่ช้าๆ สบายๆ หรือใช้เป็นคำวิเศษณ์ (เช่น to do something leisurely) เพื่อบอกว่าทำสิ่งนั้นๆ อย่างสบายๆ ไม่เร่งรีบ

Similar Posts

  • "Timeline” แปลว่า

    คำว่า “Timeline” (ไทม์ไลน์) ในภาษาไทยมีความหมายว่า ลำดับเหตุการณ์ หรือ เส้นเวลา เป็นการแสดงข้อมูล เหตุการณ์ หรือกิจกรรมต่างๆ ตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ไปจนถึงอนาคต โดยมักจะนำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เห็นภาพรวมได้ชัดเจน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเจอคำว่า “Timeline” ได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนงาน การเล่าเรื่องราว หรือแม้กระทั่งการติดตามข่าวสารต่างๆ เช่น เมื่อเราเห็นโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ก็มักจะเรียกว่า “หน้า Timeline” ซึ่งหมายถึงหน้าฟีดที่แสดงโพสต์ต่างๆ ตามลำดับเวลา หรือเวลาที่เราวางแผนการเดินทาง เราก็จะทำ Timeline การเดินทาง เพื่อให้รู้ว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง ไปที่ไหน เมื่อไหร่ หรือแม้แต่ในวงการภาพยนตร์ ก็มีการสร้าง Timeline ของตัวละคร เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจพัฒนาการและความเชื่อมโยงของเหตุการณ์ต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น ความหมายและการใช้งาน Timeline คือการจัดเรียงข้อมูล หรือเหตุการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นจริง มักใช้เพื่อแสดงภาพรวมของเรื่องราว ช่วยให้เข้าใจจุดเริ่มต้น จุดพัฒนา และจุดสิ้นสุด หรือความคืบหน้าของสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่วนตัว…

  • "Prediction” แปลว่า

    “Prediction” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลว่า “การคาดการณ์” หรือ “การทำนาย” ซึ่งหมายถึงการที่เราพยายามจะบอกหรือคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ หรือจากประสบการณ์และความรู้ที่เรามี ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “prediction” ในหลายสถานการณ์ เช่น เวลาเราดูพยากรณ์อากาศ นักพยากรณ์อากาศก็จะทำการ prediction ว่าพรุ่งนี้ฝนจะตกหรือไม่ หรือเวลาเราดูดวง หมอดูอาจจะทำ prediction เกี่ยวกับโชคชะตาของเรา นอกจากนี้ในแวดวงธุรกิจ การตลาด หรือแม้แต่การกีฬา ก็มีการใช้ prediction เพื่อวางแผนและตัดสินใจต่างๆ เช่น การ prediction ยอดขาย หรือการ prediction ผลการแข่งขัน ความหมายและการใช้งาน “Prediction” คือ กระบวนการหรือผลของการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทั่วไปมักจะอิงจากข้อมูลในอดีต แนวโน้ม หรือรูปแบบที่สังเกตได้ สามารถใช้ได้ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ (เช่น การ prediction การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์) และในเชิงสามัญ (เช่น การ prediction ว่ารถจะติดตอนเช้า) ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น: “The weather…

  • "Continued” แปลว่า

    คำว่า “Continued” เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง “ดำเนินต่อไป” หรือ “ต่อเนื่อง” ใช้เพื่อบ่งบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้สิ้นสุดลง หรือกำลังจะดำเนินการต่อจากส่วนที่แล้ว ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Continued” ในหลายบริบท เช่น เมื่ออ่านหนังสือหรือบทความที่เนื้อหายาวเกินหน้ากระดาษ ก็จะมีคำว่า “Continued on next page” หรือ “To be continued” ปรากฏอยู่ หรือในการประชุมที่ยังพูดไม่จบ ก็อาจจะกล่าวว่า “We will continue this discussion later” เพื่อบอกว่าการพูดคุยจะดำเนินต่อไปในภายหลัง ความหมายและการใช้งาน “Continued” มาจากกริยา “continue” ซึ่งแปลว่า ดำเนินต่อไป, ต่อเนื่อง, รักษาไว้ ซึ่งในรูปของคำคุณศัพท์ (adjective) หรือกริยาช่อง 3 (past participle) นี้ จะใช้ขยายคำนาม หรือบอกสภาวะว่าสิ่งนั้นยังคงดำเนินอยู่ ตัวอย่างการใช้งาน Continued success:…

  • "Complainant” แปลว่า

    คำว่า “Complainant” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ผู้ร้องเรียน” หรือ “ผู้กล่าวหา” ครับ โดยทั่วไปแล้วหมายถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ยื่นเรื่องร้องเรียน ฟ้องร้อง หรือกล่าวหาผู้อื่น หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งต่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาหรือตัดสินเรื่องนั้นๆ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะคุ้นเคยกับการใช้คำนี้ในบริบทของการฟ้องร้องคดีความในศาล ซึ่ง “Complainant” ก็คือโจทก์ หรือผู้ที่ยื่นฟ้องคดีนั่นเอง นอกจากนี้ ยังสามารถพบเห็นได้ในสถานการณ์อื่นๆ เช่น การร้องเรียนบริการที่ไม่ประทับใจไปยังหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค หรือการกล่าวหาการกระทำผิดทางวินัยในองค์กรต่างๆ ก็จะเรียกผู้ที่ทำการร้องเรียนนั้นว่า “Complainant” ครับ ความหมายและการใช้งาน Complainant หมายถึง ผู้ที่เริ่มต้นกระบวนการทางกฎหมายหรือกระบวนการร้องเรียน โดยการยื่นคำร้อง คำฟ้อง หรือการแจ้งความต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความไม่พอใจหรือกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ตัวอย่างการใช้งาน ในคดีอาญา “Complainant” คือผู้เสียหายที่แจ้งความดำเนินคดี ในคดีแพ่ง “Complainant” คือโจทก์ที่ยื่นฟ้องคดีต่อศาล เมื่อผู้บริโภคร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลง ผู้บริโภคนั้นก็คือ “Complainant” บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Complainant” มักถูกใช้ในบริบททางกฎหมาย เช่น การดำเนินคดีในศาล หรือในกระบวนการสอบสวนของหน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้ในการร้องเรียนทั่วไปเกี่ยวกับสินค้า บริการ หรือการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง “Complainant” คือใคร?…

  • "Variety” แปลว่า

    คำว่า “Variety” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทยได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ แต่โดยรวมแล้วสื่อถึง “ความหลากหลาย” หรือ “ความแตกต่าง” ที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ ผู้คน สถานการณ์ หรือความคิด ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Variety” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อพูดถึงอาหาร เราอาจจะบอกว่าร้านนี้มี “Variety” ของเมนูเยอะมาก หมายถึง มีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลายชนิด หรือเมื่อพูดถึงการเดินทาง เราอาจจะพูดว่าการท่องเที่ยวแบบนี้ให้ “Variety” ของประสบการณ์ที่น่าสนใจ หมายถึง ได้เจอประสบการณ์ที่แตกต่างและหลากหลาย ไม่จำเจ หรือแม้แต่ในการแสดง เราอาจจะเห็นรายการที่มี “Variety Show” ซึ่งหมายถึงรายการบันเทิงที่มีการแสดงหลากหลายรูปแบบรวมอยู่ในรายการเดียว ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Variety” มีความหมายหลักๆ คือ “ความหลากหลาย” “ความแตกต่าง” “ชนิด” หรือ “ประเภท” สามารถใช้ได้ทั้งในเชิงนามธรรมและรูปธรรม ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: “ร้านกาแฟนี้มี Variety ของเมล็ดกาแฟให้เลือกเยอะมาก” (หมายถึง มีเมล็ดกาแฟหลายชนิด…

  • "Excess” แปลว่า

    คำว่า “Excess” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ส่วนที่เกินมา, ปริมาณที่มากเกินไป, หรือส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้งานหรือไม่จำเป็น เป็นการบ่งบอกถึงสภาวะที่มีบางสิ่งบางอย่างมากกว่าที่ต้องการหรือมากกว่าที่ควรจะเป็น ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้คำว่า “Excess” ในบริบทต่างๆ เช่น เมื่อพูดถึงปริมาณอาหารที่มากเกินไปจนทานไม่หมด หรือเมื่อกล่าวถึงค่าใช้จ่ายที่สูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ยังอาจใช้ในเชิงธุรกิจเพื่ออธิบายถึงสินค้าคงคลังที่มีมากเกินกว่าความต้องการของตลาด หรือในเชิงสุขภาพเพื่ออธิบายถึงการบริโภคสารอาหารบางชนิดที่มากเกินไปจนอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย ความหมายและการใช้งาน “Excess” หมายถึง ปริมาณที่เกินพอดี เกินกว่าที่จำเป็น หรือเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ การใช้งานจะขึ้นอยู่กับบริบทของประโยค เช่น Excess baggage: สัมภาระส่วนเกินที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม Excessive: มากเกินไป (เป็นคำคุณศัพท์ที่มาจาก ‘excess’) In excess of: มากกว่า (ใช้ระบุปริมาณที่มากกว่าตัวเลขที่กล่าวถึง) ตัวอย่างการใช้งาน นี่คือตัวอย่างการใช้คำว่า “Excess” ในสถานการณ์ต่างๆ: “The airline charged us for excess baggage.” (สายการบินคิดค่าบริการสำหรับสัมภาระส่วนเกินของเรา) “Be careful not to consume alcohol…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *