"Dependence” แปลว่า

คำว่า “Dependence” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “การพึ่งพา” หรือ “การติด” ซึ่งหมายถึงสภาวะที่บุคคลหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องอาศัยผู้อื่น หรือสิ่งอื่นในการดำรงอยู่ หรือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายบางอย่าง

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเห็นคำว่า “Dependence” ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เด็กทารกยังต้องพึ่งพาพ่อแม่ในการดูแลทุกอย่าง หรือบางคนอาจจะติดกาแฟในตอนเช้าจนขาดไม่ได้ ถ้าไม่ได้ดื่มก็จะรู้สึกไม่สดชื่น หรือมีอาการปวดหัว นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการพึ่งพาที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจ

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Dependence” สื่อถึงความสัมพันธ์ที่ฝ่ายหนึ่งต้องอาศัยอีกฝ่ายหนึ่ง อาจเป็นในเชิงกายภาพ จิตใจ หรือการทำงาน ในกรณีที่ใช้ในบริบทเชิงลบ เช่น “drug dependence” จะหมายถึงการติดยา ซึ่งร่างกายคุ้นชินกับยาจนไม่สามารถหยุดใช้ได้

ตัวอย่าง

  • “The child shows a strong emotional dependence on his mother.” (เด็กคนนี้แสดงออกถึงการพึ่งพาทางอารมณ์อย่างมากต่อแม่ของเขา)
  • “Many developing countries have a dependence on foreign aid.” (หลายประเทศกำลังพัฒนามีการพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศ)
  • “He has a caffeine dependence and needs coffee every morning.” (เขามีอาการติดคาเฟอีนและต้องการกาแฟทุกเช้า)

บริบทและการใช้งานทั่วไป

คำนี้มักถูกใช้ในบริบทของการพัฒนา (developmental dependence) เช่น การพึ่งพาของเด็กต่อผู้ปกครอง หรือในบริบททางการแพทย์และจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการติดสารเสพติด (substance dependence) หรือการติดพฤติกรรม (behavioral dependence) นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในบริบททางเศรษฐกิจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่ออธิบายถึงการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

“Dependence” หมายถึงอะไร?

“Dependence” หมายถึง สภาวะของการพึ่งพา ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง หรือต้องอาศัยปัจจัยภายนอกในการทำงาน หรือดำรงอยู่

การพึ่งพาในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไปหรือไม่?

ไม่เสมอไป การพึ่งพาเป็นเรื่องปกติในหลายช่วงของชีวิต เช่น เด็กที่พึ่งพาผู้ใหญ่ หรือการพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม หากการพึ่งพากลายเป็นการติดที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือส่งผลเสียต่อชีวิต ก็ถือเป็นปัญหา

มีคำอื่นที่ใช้แทน “Dependence” ได้หรือไม่?

ในภาษาไทย สามารถใช้คำว่า “การพึ่งพา” “การอาศัย” หรือในบางบริบทอาจใช้คำว่า “การติด” (เช่น ติดยา) เพื่อสื่อความหมายที่ใกล้เคียงกันได้

Similar Posts

  • "Blocking” แปลว่า

    “Blocking” ในภาษาไทยมีความหมายว่า การปิดกั้น, การบล็อก, หรือการระงับการติดต่อ ซึ่งมักจะใช้ในบริบทของการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลต่างๆ เช่น โทรศัพท์, โซเชียลมีเดีย, หรือแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่เราไม่ต้องการติดต่อ หรือไม่ต้องการให้ติดต่อเรา สามารถทำได้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “บล็อก” หรือ “การบล็อก” กันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่รู้สึกไม่พอใจ หรือรำคาญใครสักคน เช่น ถ้ามีเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่รู้จักโทรเข้ามาป่วน หรือมีคนที่ไม่ต้องการให้เห็นโพสต์ของเราบน Facebook หรือ Instagram เราก็จะเลือกใช้วิธี “บล็อก” เพื่อตัดการติดต่อหรือการมองเห็นนั้นๆ ออกไป เป็นการสร้างพื้นที่ส่วนตัวและควบคุมการปฏิสัมพันธ์ของเราให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ความหมายและการใช้งาน “Blocking” หมายถึง การกระทำการใดๆ เพื่อหยุดยั้งหรือป้องกันการสื่อสาร การเข้าถึง หรือการมองเห็น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลหรือเนื้อหาที่ไม่ต้องการ ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: “ถ้ามีคนส่งข้อความมาหาเราทั้งวันจนน่ารำคาญ เราก็บล็อกเบอร์นั้นไปเลย” (This refers to blocking a phone number.) ตัวอย่างที่ 2: “ฉันบล็อกบัญชีนั้นใน…

  • "Router” แปลว่า

    Router (เราเตอร์) คืออุปกรณ์เครือข่ายชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อเครือข่ายตั้งแต่สองเครือข่ายขึ้นไปเข้าด้วยกัน โดยจะทำหน้าที่ส่งข้อมูล (packet) จากเครือข่ายหนึ่งไปยังอีกเครือข่ายหนึ่งตามที่อยู่ปลายทางที่กำหนดไว้ เปรียบเสมือนบุรุษไปรษณีย์ที่คัดแยกและส่งจดหมายไปยังบ้านต่างๆ ตามที่อยู่บนซอง ในชีวิตประจำวัน เราคุ้นเคยกับการใช้งาน Router ในรูปแบบของ Wi-Fi Router ที่บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งทำหน้าที่กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือสมาร์ทโฟนของเรา สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้พร้อมๆ กัน ทำให้เราสามารถใช้งานออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็นการดูวิดีโอ เล่นเกม หรือทำงาน ความหมายและการใช้งาน Router มีหน้าที่หลักในการกำหนดเส้นทางที่ดีที่สุดสำหรับการส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายต่างๆ เช่น การส่งข้อมูลจากเครือข่ายภายในบ้านของคุณไปยังอินเทอร์เน็ต หรือการส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายภายในองค์กรขนาดใหญ่ นอกจากนี้ Router ยังสามารถทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเครือข่ายด้วยการกรองข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อคุณพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ในเว็บเบราว์เซอร์ ข้อมูลจะถูกส่งผ่าน Router หลายตัวบนอินเทอร์เน็ตเพื่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ของเว็บไซต์นั้นๆ Router แต่ละตัวจะช่วยกันตัดสินใจว่าจะส่งข้อมูลไปในทิศทางใดเพื่อให้ถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็วที่สุด ในบ้านของคุณ Wi-Fi Router จะรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตจากโมเด็ม แล้วแปลงเป็นสัญญาณ Wi-Fi เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆ เชื่อมต่อได้ บริบทการใช้งานทั่วไป Router เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับทั้งการใช้งานส่วนบุคคลและในระดับองค์กร…

  • "Guys” แปลว่า

    คำว่า “Guys” เป็นคำนามพหูพจน์ในภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกกลุ่มคน โดยทั่วไปมักจะหมายถึง “พวกผู้ชาย” หรือ “กลุ่มเพื่อนผู้ชาย” แต่ในภาษาพูดและบริบทที่ไม่เป็นทางการ คำนี้สามารถใช้เรียกกลุ่มคนที่มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงได้เช่นกัน เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันและอังกฤษแบบบริติช ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Guys” ถูกใช้ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเพื่อนๆ นัดเจอกัน หรือเมื่อพูดคุยกับคนในกลุ่มเดียวกัน เพื่อให้บรรยากาศดูเป็นกันเองและไม่ทางการจนเกินไป ผู้คนมักใช้คำนี้เพื่อเรียกกลุ่มคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน เพื่อนในชั้นเรียน หรือแม้กระทั่งคนแปลกหน้าที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน การใช้คำว่า “Guys” ช่วยสร้างความรู้สึกสนิทสนมและลดช่องว่างระหว่างผู้พูดกับผู้ฟังได้เป็นอย่างดี ความหมายและการใช้งาน “Guys” เป็นคำนามพหูพจน์ที่แปลว่า “พวกผู้ชาย” หรือ “กลุ่มผู้ชาย” แต่ในภาษาพูดสามารถใช้เรียกกลุ่มคนที่มีทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้เช่นกัน เหมาะสำหรับใช้ในบริบทที่ไม่เป็นทางการ เช่น การทักทายกลุ่มเพื่อน การพูดคุยทั่วไป หรือการเรียกคนในกลุ่ม ตัวอย่างการใช้งาน “Hey guys, what’s up?” (สวัสดีพวกคุณทุกคน เป็นไงบ้าง?) “Are you guys ready for the party?” (พวกคุณพร้อมสำหรับงานปาร์ตี้หรือยัง?) “I’m going…

  • "Vague” แปลว่า

    คำว่า “Vague” ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า คลุมเครือ ไม่ชัดเจน กำกวม หรือเลือนราง เป็นคำที่ใช้อธิบายสิ่งที่ไม่สามารถระบุรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ ทำให้เข้าใจได้ยาก หรือตีความได้หลายแบบ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำนี้เมื่อมีคนพูดถึงเรื่องที่ยังไม่แน่นอน เช่น แผนการในอนาคตที่ยังไม่สรุป หรือคำอธิบายที่ฟังแล้วจับใจความไม่ได้ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ชัดเจน คนมักจะใช้คำว่า “vague” เพื่อบอกว่าสิ่งที่พูดถึงนั้นยังขาดความชัดเจนอยู่มาก ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Vague” หมายถึง สิ่งที่ไม่ชัดเจน ไม่แน่นอน หรือไม่สามารถระบุรายละเอียดได้อย่างแม่นยำ สามารถนำไปใช้ได้กับหลายสิ่ง เช่น ข้อมูลที่ได้รับ คำอธิบาย ความทรงจำ หรือแม้กระทั่งความรู้สึก ตัวอย่างการใช้งาน “เขามีแผนที่จะไปเที่ยว แต่ยังบอกเวลาที่แน่นอนไม่ได้ เลยเป็นแผนที่ค่อนข้าง vague” “คำอธิบายเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหม่ยัง vague อยู่มาก เรายังไม่เข้าใจว่าต้องทำอะไรบ้าง” “ฉันมีความรู้สึก vague ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็อธิบายไม่ได้” บริบทที่ใช้บ่อย เรามักจะใช้คำว่า “vague” ในสถานการณ์ที่ต้องการความชัดเจนแต่ยังไม่ได้รับ ทำให้เกิดความไม่แน่ใจ หรือต้องรอข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ในการประชุม การวางแผน หรือเมื่อมีการสื่อสารที่ไม่สมบูรณ์…

  • "Arrogance” แปลว่า

    คำว่า “Arrogance” หมายถึง การถือว่าตนเองดีกว่าผู้อื่น หรือมีความสำคัญมากกว่าคนอื่น มีลักษณะของการเย่อหยิ่ง จองหอง หรือแสดงท่าทีว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นอย่างไม่สมเหตุสมผล เป็นความมั่นใจในตนเองที่มากเกินไปจนกลายเป็นความทะนงตน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นพฤติกรรมที่แสดงถึง “Arrogance” ได้จากหลายสถานการณ์ เช่น คนที่พูดจาดูถูกคนอื่นเสมอ คิดว่าความคิดของตัวเองถูกต้องที่สุด หรือไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ทำเหมือนว่าตัวเองรู้ดีไปเสียทุกเรื่อง คนที่มี “Arrogance” มักจะทำให้คนรอบข้างรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายใจได้ง่าย ความหมายและการใช้งาน “Arrogance” คือ การแสดงออกถึงความรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น ทั้งในด้านความสามารถ สติปัญญา หรือสถานะทางสังคม ซึ่งอาจแสดงออกมาผ่านคำพูด ท่าทาง หรือการกระทำ ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าถูกดูหมิ่น หรือไม่ได้รับความเคารพ ตัวอย่าง ตัวอย่างการใช้คำว่า “Arrogance” ในประโยค เช่น “ความ Arrogance ของเขาทำให้ไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย” หรือ “เธอแสดงออกถึง Arrogance อย่างชัดเจนเมื่อถูกทักท้วงเรื่องงาน” ซึ่งหมายความว่า ความเย่อหยิ่งของเขาทำให้คนไม่อยากร่วมงานด้วย หรือเธอแสดงความหยิ่งยโสออกมาอย่างชัดเจนเมื่อมีคนทักท้วงเรื่องงาน บริบทที่พบบ่อย “Arrogance” มักถูกใช้เพื่ออธิบายลักษณะนิสัยของบุคคลที่ไม่ถ่อมตน และมักจะมองข้าม หรือดูถูกผู้อื่น เป็นคำที่ใช้ในเชิงลบเพื่อตำหนิการกระทำหรือทัศนคติที่แสดงออกถึงความทะนงตนเกินกว่าเหตุ คำถามที่พบบ่อย…

  • "Tell” แปลว่า

    คำว่า “Tell” เป็นคำกริยา (verb) ในภาษาอังกฤษที่มีความหมายหลักว่า “บอก” หรือ “เล่า” เป็นการสื่อสารข้อมูล ความคิด หรือเรื่องราวจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Tell” บ่อยครั้งในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น การให้ข้อมูล การสั่ง หรือการขอให้ใครบางคนบอกอะไรบางอย่าง มันเป็นคำพื้นฐานที่ช่วยให้เราสามารถแบ่งปันสิ่งต่างๆ ให้ผู้อื่นรับรู้ได้ง่ายๆ ความหมายและการใช้งาน “Tell” หมายถึง การถ่ายทอดข้อมูล หรือความรู้จากผู้พูดไปยังผู้ฟัง โดยอาจเป็นการบอกข้อเท็จจริง การเล่าเรื่อง การแจ้งข่าวสาร หรือการสั่งให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตัวอย่างการใช้งาน Please tell me your name. (กรุณาบอกชื่อของคุณให้ฉันหน่อย) She told me a funny story. (เธอเล่าเรื่องตลกให้ฉันฟัง) Can you tell me how to get there? (คุณบอกทางไปที่นั่นให้ฉันหน่อยได้ไหม)…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *