"Detailed” แปลว่า

คำว่า “Detailed” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า ละเอียด, ถี่ถ้วน, เจาะจง, หรือบรรยายอย่างละเอียด หมายถึง การให้ข้อมูลหรืออธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างครบถ้วนทุกแง่มุม ไม่ตกหล่นส่วนสำคัญ และมีความชัดเจนในรายละเอียด

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Detailed” เมื่อต้องการความชัดเจนหรือข้อมูลที่ครบถ้วน เช่น เมื่อขอให้เพื่อนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก็อาจจะบอกว่า “เล่าแบบ Detailed เลยนะ” หรือเมื่อดูแผนที่ ก็อาจจะขอแผนที่แบบ “Detailed map” ที่แสดงรายละเอียดถนนหนทางต่างๆ หรือเมื่ออ่านคู่มือการใช้งานสินค้า ก็มักจะต้องการคู่มือที่ “Detailed” เพื่อให้เข้าใจวิธีการใช้งานได้ถูกต้องที่สุด

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า Detailed ใช้เพื่อเน้นย้ำถึงความครบถ้วนและความชัดเจนของข้อมูลหรือการอธิบาย เมื่อมีคำว่า Detailed อยู่ด้วย แสดงว่าสิ่งที่กำลังพูดถึงนั้นไม่ได้ให้เพียงภาพรวม แต่ลงลึกไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจได้อย่างถ่องแท้

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “Please provide a detailed report on the project’s progress.” (กรุณาจัดทำรายงานความคืบหน้าของโครงการแบบ ละเอียด)
  • “The instructions were very detailed, so I had no trouble assembling the furniture.” (คำแนะนำนั้นละเอียดมาก ฉันจึงประกอบเฟอร์นิเจอร์ได้โดยไม่มีปัญหา)
  • “We need a detailed plan before we can proceed.” (เราต้องการแผนงานที่ละเอียดก่อนที่จะดำเนินการต่อไปได้)

บริบท / การใช้งานทั่วไป

คำว่า Detailed มักถูกใช้ในบริบทที่ต้องการความแม่นยำและความครบถ้วนของข้อมูล เช่น ในการรายงาน การวางแผน การให้คำแนะนำ หรือการอธิบายสิ่งต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีส่วนใดถูกละเลยหรือตกหล่นไป

🔷 FAQ SECTION

“Detailed” กับ “Clear” ต่างกันอย่างไร?

คำว่า “Detailed” เน้นที่ความครบถ้วนของข้อมูลและรายละเอียดปลีกย่อย ในขณะที่ “Clear” เน้นที่ความเข้าใจง่าย ชัดเจน ไม่คลุมเครือ สิ่งที่ Detailed อาจจะไม่ Clear เสมอไป และสิ่งที่ Clear ก็อาจจะไม่ได้ Detailed เสมอไป

การใช้ “Detailed” ในภาษาไทย ควรใช้คำว่าอะไร?

ในภาษาไทย เราสามารถใช้คำว่า “ละเอียด”, “ถี่ถ้วน”, “เจาะจง”, “อย่างละเอียด” หรือ “แบบเจาะลึก” เพื่อสื่อความหมายของ Detailed ได้ ขึ้นอยู่กับบริบท

Similar Posts

  • "Author” แปลว่า

    คำว่า “Author” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ผู้ประพันธ์ หรือผู้เขียนผลงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ บทความ เรื่องสั้น บทกวี หรือแม้แต่งานเขียนประเภทอื่นๆ ที่มีลิขสิทธิ์และเป็นผลงานของบุคคลนั้นๆ โดยตรง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบคำว่า “Author” ได้บ่อยครั้งเมื่อเราอ่านหนังสือ หรือบทความต่างๆ โดยชื่อของ Author จะปรากฏอยู่บนหน้าปก หรือท้ายบทความ เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าใครเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้นๆ นอกจากนี้ คำว่า Author ยังถูกนำไปใช้ในบริบทของการเป็นผู้ให้กำเนิด หรือผู้สร้างสรรค์สิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่งานเขียน เช่น ในวงการเกม อาจมีคำว่า “Game Author” ที่หมายถึงผู้สร้างสรรค์เกมนั้นๆ หรือในวงการวิทยาศาสตร์ ก็อาจมี “Author” ที่หมายถึงผู้นำเสนอแนวคิด หรือทฤษฎีใหม่ๆ ความหมายและการใช้งาน “Author” หมายถึง บุคคลผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์และเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานศิลปะ หรือผลงานอื่นๆ ที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์และการลงแรงในการประพันธ์ขึ้นมา โดยทั่วไปแล้ว คำนี้จะใช้เพื่อระบุตัวตนของผู้สร้างสรรค์ผลงานนั้นๆ โดยเฉพาะ ตัวอย่าง เมื่อคุณอ่านนิยายเรื่อง “แฮร์รี่ พอตเตอร์”…

  • "Chase” แปลว่า

    คำว่า “Chase” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้หลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ แต่ความหมายหลักๆ ที่นิยมใช้กันคือ “การไล่ตาม” หรือ “การวิ่งไล่” ในเชิงของการตามหา หรือพยายามให้ได้มาซึ่งบางสิ่งบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Chase” ในหลายสถานการณ์ เช่น การไล่ตามความฝัน การไล่ตามเป้าหมาย หรือแม้แต่ในบริบทของการแข่งขัน หรือการไล่ล่าในเกมต่างๆ เป็นการแสดงถึงความพยายามอย่างไม่ลดละเพื่อให้บรรลุสิ่งที่ต้องการ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Chase” โดยพื้นฐานหมายถึงการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเพื่อตามใครบางคนหรือบางสิ่งบางอย่าง ในภาษาไทยอาจแปลได้ว่า “ไล่ตาม”, “วิ่งไล่”, “ติดตาม” หรือ “แสวงหา” ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ตัวอย่างการใช้งาน 1. ไล่ตามเป้าหมาย: “He’s on a chase for his dreams.” (เขากำลังไล่ตามความฝันของเขา) 2. การไล่ล่า: “The police are in hot chase with the suspect.”…

  • "Initiate” แปลว่า

    คำว่า “Initiate” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อสื่อถึงการเริ่มต้น การริเริ่ม หรือการลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นครั้งแรก เป็นการกระทำที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Initiate” ในบริบทของการเริ่มต้นโครงการ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือแม้แต่การเริ่มการสนทนาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ เป็นการบอกเป็นนัยว่ามีบางสิ่งกำลังจะเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้เริ่มต้นนั้นๆ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Initiate” หมายถึง การเริ่มต้น การริเริ่ม การทำให้เกิดขึ้น หรือการนำเข้าสู่กระบวนการใดๆ มักใช้กับการกระทำที่นำไปสู่สิ่งใหม่ หรือการเปิดฉากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: “บริษัทได้ตัดสินใจที่จะ Initiate โครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่” (หมายถึง บริษัทได้ตัดสินใจที่จะเริ่มต้นโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่) ตัวอย่างที่ 2: “เธอเป็นคน Initiate การสนทนา ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้น” (หมายถึง เธอเป็นคนเริ่มการสนทนา ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายขึ้น) บริบทที่พบบ่อย “Initiate” มักถูกใช้ในบริบททางธุรกิจ การเมือง หรือในสถานการณ์ที่ต้องการการตัดสินใจและการลงมือทำเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง หรือการก่อตั้งสิ่งใหม่ๆ 🔷 FAQ SECTION “Initiate” มีความหมายเหมือนกับ “Start” หรือไม่? โดยทั่วไปแล้ว…

  • "Tilt” แปลว่า

    คำว่า “Tilt” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ การเอียง การเอน หรือการเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อนำมาใช้ในบริบททั่วไป มักจะสื่อถึงการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้อยู่ในแนวตั้งตรง หรืออยู่ในระดับปกติ อาจจะเอียงไปด้านซ้าย ด้านขวา ด้านหน้า หรือด้านหลังก็ได้ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะเจอคำว่า “Tilt” ได้ในหลายสถานการณ์ เช่น เวลาพูดถึงการวางของที่ไม่ตรง หรือเวลาที่อุปกรณ์บางอย่างเกิดการเอียงขึ้นมาเอง ตัวอย่างเช่น โต๊ะที่เอียงเพราะพื้นไม่เรียบ หรือหน้าจอโทรศัพท์ที่หมุนไปมาเมื่อเราเอียงเครื่อง หรือในเชิงอุปมาอุปไมย ก็สามารถหมายถึงการที่ความคิดหรือมุมมองของใครบางคนเริ่มจะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ไม่ได้เป็นกลางอีกต่อไป ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Tilt” หมายถึง การเอียง การโน้ม หรือการเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง มักใช้กับวัตถุ สิ่งของ หรือแม้แต่การแสดงออกทางอารมณ์หรือความคิดที่เริ่มจะเอนเอียงไปจากเดิม ตัวอย่างการใช้งาน “The picture frame is tilted on the wall.” (รูปภาพที่แขวนบนผนังมันเอียงอยู่) “Be careful, the table might tilt if you…

  • "Tension” แปลว่า

    คำว่า “Tension” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง สภาวะของความตึงเครียด ความกดดัน ความขัดแย้ง หรือความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้นระหว่างบุคคล กลุ่มคน หรือสถานการณ์ต่างๆ ที่มีความแตกต่างหรือไม่ลงรอยกัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Tension” บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในบริบทของความสัมพันธ์ หรือสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดปัญหา เช่น ในที่ทำงาน หากเพื่อนร่วมงานมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน หรือมีการแข่งขันสูง อาจเกิด “Tension” ขึ้นในทีม หรือเมื่อคนสองคนกำลังทะเลาะกัน บรรยากาศก็จะเต็มไปด้วย “Tension” ที่อึดอัด ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Tension” สื่อถึงความรู้สึกไม่ผ่อนคลาย ความวิตกกังวล หรือความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวขึ้น อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความเห็นต่าง ความกดดันจากเวลา ความไม่แน่นอน หรือความรู้สึกไม่ปลอดภัย ตัวอย่างการใช้งาน “บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มมี Tension เมื่อหัวหน้าเสนอแผนงานใหม่ที่หลายคนไม่เห็นด้วย” (บรรยากาศเริ่มตึงเครียด) “หลังจากการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ก็ยังคงมี Tension หลงเหลืออยู่ระหว่างทั้งสองคน” (ยังคงมีความขัดแย้งหรือความรู้สึกไม่สบายใจ) “หนังเรื่องนี้สร้าง Tension ได้ดี ทำให้คนดูนั่งไม่ติดเก้าอี้” (สร้างความตื่นเต้น…

  • "Genre” แปลว่า

    คำว่า “Genre” (จีน-เรอะ) เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ หมายถึง ประเภท หรือ หมวดหมู่ของสิ่งต่างๆ ที่มีความคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี หรือสื่อบันเทิงต่างๆ การแบ่งตาม Genre จะช่วยให้เราเข้าใจลักษณะเฉพาะและคุณสมบัติของสิ่งนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า Genre บ่อยๆ เวลาเลือกดูหนัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสือ เช่น เวลาไปร้านหนังสือ เราอาจจะเห็นว่าหนังสือถูกจัดหมวดหมู่เป็น Genre ต่างๆ เช่น นิยายรัก (Romance), นิยายสืบสวนสอบสวน (Mystery), แฟนตาซี (Fantasy) หรือสารคดี (Documentary) หรือเวลาเปิดแอปดูหนัง เราก็มักจะเลือกดูตาม Genre ที่เราสนใจ เพื่อให้เจอหนังที่ตรงกับอารมณ์หรือความชอบของเราในตอนนั้นๆ ความหมายและการใช้งาน Genre คือการแบ่งกลุ่มสิ่งต่างๆ ที่มีลักษณะร่วมกัน โดยใช้เกณฑ์บางอย่างเป็นตัวกำหนด เช่น โทนเรื่อง, รูปแบบการนำเสนอ, เนื้อหา หรือกลุ่มเป้าหมาย การเข้าใจ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *