"Call” แปลว่า

คำว่า “Call” เป็นคำภาษาอังกฤษที่คนไทยนิยมนำมาใช้ทับศัพท์ในชีวิตประจำวัน มีความหมายหลักๆ คือ “การโทรศัพท์” หรือ “การเรียก” นั่นเองค่ะ เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลากหลายบริบท ทั้งการสื่อสาร การนัดหมาย หรือแม้กระทั่งการเรียกหาใครสักคน

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Call” บ่อยๆ เช่น เมื่อเพื่อนชวนคุยว่า “เดี๋ยวเรา Call ไปนะ” หมายถึง เดี๋ยวจะโทรศัพท์ไปหา หรือเมื่อนัดหมายกันแล้วมีคนแจ้งว่า “ขอเลื่อน Call เป็นบ่ายสองโมง” ก็แปลว่าขอเลื่อนเวลานัดหมายที่อาจจะคุยกันผ่านทางโทรศัพท์หรือวิดีโอคอลออกไป นอกจากนี้ ยังอาจใช้ในความหมายของการ “เรียก” เช่น “เขา Call หาฉัน” ก็คือเขาตะโกนเรียก หรือเรียกให้มาหา

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Call” โดยพื้นฐานแล้วหมายถึงการใช้โทรศัพท์เพื่อสื่อสาร หรือการเปล่งเสียงเรียกให้คนมาหา ในบริบทของการสื่อสารสมัยใหม่ “Call” มักจะหมายถึงการโทรศัพท์ หรือการประชุมทางวิดีโอ (Video Call) ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน

ตัวอย่างการใช้งาน

1. “เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเรา Call กันนะ” (หมายถึง จะโทรศัพท์คุยกัน)

2. “เจ้านายเรียกให้ Call หา” (หมายถึง เจ้านายต้องการให้โทรศัพท์ไปหา)

3. “มีคน Call มาจากต่างประเทศ” (หมายถึง มีคนโทรศัพท์เข้ามาจากต่างประเทศ)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “Call” มักถูกใช้ในบริบทของการสื่อสารทางโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ หรือการประชุมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ นอกจากนี้ ยังอาจใช้ในความหมายของการเรียกหา หรือการเชิญชวนให้มาเข้าร่วมกิจกรรมบางอย่าง

🔷 FAQ SECTION

“Call” กับ “Phone Call” ต่างกันอย่างไร?

“Phone Call” เป็นคำที่เจาะจงถึงการโทรศัพท์โดยตรงมากกว่า ในขณะที่ “Call” สามารถมีความหมายกว้างกว่าได้ เช่น การเรียกด้วยเสียง หรือการเรียกให้มาปรากฏตัว แต่ในภาษาพูดทั่วไป คนมักใช้ “Call” แทน “Phone Call” ได้เลย

การใช้ “Call” ในความหมายอื่นนอกจากโทรศัพท์มีไหม?

มีค่ะ เช่น “Call out” หมายถึงการตะโกนเรียก หรือ “Call for help” หมายถึงการร้องขอความช่วยเหลือ

Similar Posts

  • "Excuses” แปลว่า

    คำว่า “Excuses” เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง ข้ออ้าง หรือเหตุผลที่ใช้เพื่อแก้ตัว หรือหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบบางอย่าง มักจะเป็นเหตุผลที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลนัก หรือเป็นเพียงข้อแก้ตัวที่สร้างขึ้นมาเพื่อไม่ให้ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา หรือความผิดที่ตนเองก่อขึ้น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Excuses” อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีใครสักคนไม่สามารถทำตามที่ตกลงไว้ได้ หรือทำผิดพลาดไป แล้วพยายามหาเหตุผลมาอธิบายให้ตัวเองดูดีขึ้น หรือเพื่อลดทอนความผิดของตนเอง ตัวอย่างเช่น นักเรียนอาจจะบอกว่า “ลืมทำการบ้านมา” เพราะ “เมื่อคืนฝนตกหนัก นอนไม่หลับ” ซึ่งอาจจะเป็นเพียง “Excuses” ที่ใช้เพื่อเลี่ยงการถูกตำหนิ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Excuses” ใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการอธิบายว่าทำไมบางสิ่งบางอย่างถึงไม่สามารถทำได้สำเร็จ หรือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยมักจะมีความหมายในเชิงลบเล็กน้อย เพราะเป็นการกล่าวอ้างเพื่อปัดความรับผิดชอบ หรือเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผลที่ตามมา ตัวอย่างการใช้งาน เขาให้ “Excuses” มากมายเกี่ยวกับเรื่องที่มาสาย อย่าหา “Excuses” เลย แค่ยอมรับผิดก็พอ เธอเบื่อหน่ายกับ “Excuses” ซ้ำๆ ของเขา บริบทและการใช้ทั่วไป คำว่า “Excuses” มักถูกใช้ในบริบทของการทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว เมื่อมีการผิดนัด ไม่สามารถทำตามคำสัญญา…

  • "ถวิล” แปลว่า

    คำว่า “ถวิล” เป็นคำกริยาในภาษาไทย หมายถึง คิดถึง คะนึงหา หรือนึกถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วหรือสิ่งที่ปรารถนาอยากจะได้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “ถวิล” เพื่อแสดงถึงความรู้สึกโหยหา หรือความคิดถึงใครบางคน สถานที่บางแห่ง หรือช่วงเวลาที่น่าประทับใจที่ผ่านไปแล้ว เช่น เมื่อนึกถึงบ้านเกิด หรือเมื่อคิดถึงคนรักที่จากไป หรือแม้กระทั่งเมื่อปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแรงกล้า ความหมายและการใช้งาน คำว่า “ถวิล” ให้ความหมายที่ลึกซึ้งกว่าคำว่า “คิดถึง” ทั่วไป โดยแฝงไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกของการคะนึงหา โหยหา หรือปรารถนาอย่างแรงกล้า ตัวอย่าง เขายังคงถวิลหาอ้อมกอดของมารดา นักเดินทางถวิลถึงบ้านเกิดเมืองนอน เธอถวิลหาความสุขสงบที่เคยมี บริบทการใช้งานทั่วไป มักพบคำว่า “ถวิล” ในบทกวี วรรณกรรม หรือการกล่าวถึงความรู้สึกที่ค่อนข้างลึกซึ้งและมีความหมายทางอารมณ์ “ถวิล” กับ “คิดถึง” ต่างกันอย่างไร คำว่า “คิดถึง” เป็นคำทั่วไปที่ใช้แสดงการนึกถึงใครหรือสิ่งใดก็ได้ แต่ “ถวิล” จะมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า แฝงไปด้วยความโหยหา คะนึงหา หรือปรารถนาอย่างแรงกล้า “ถวิล” ใช้ในสถานการณ์ใดได้บ้าง “ถวิล” สามารถใช้ได้ในสถานการณ์ที่ต้องการสื่อถึงความรู้สึกนึกถึงอย่างลึกซึ้ง เช่น…

  • "Reinforce” แปลว่า

    คำว่า “Reinforce” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “เสริมกำลัง”, “ทำให้แข็งแกร่งขึ้น” หรือ “ตอกย้ำ” ครับ เป็นการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความมั่นคง แน่นหนา หรือมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าเดิม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Reinforce” ในบริบทที่ต้องการทำให้บางสิ่งบางอย่างมีความชัดเจน หนักแน่น หรือคงทนมากขึ้น เช่น เมื่อเราต้องการให้ใครสักคนจำบางสิ่งได้ดีขึ้น เราก็จะพูดซ้ำๆ หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นการ “Reinforce” ความจำ หรือในงานก่อสร้าง เมื่อต้องการทำให้โครงสร้างแข็งแรงขึ้น ก็จะมีการ “Reinforce” ด้วยเหล็กเส้นหรือวัสดุอื่นๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Reinforce” ใช้เพื่ออธิบายการกระทำที่ทำให้บางสิ่งมีความแข็งแรงมากขึ้น มั่นคงขึ้น หรือชัดเจนขึ้น อาจจะเป็นการเสริมทางกายภาพ เช่น การเสริมโครงสร้าง หรือการเสริมทางนามธรรม เช่น การตอกย้ำความคิด ความเชื่อ หรือความทรงจำ ตัวอย่างการใช้งาน 1. “ครูต้อง reinforce บทเรียนเรื่องการคูณซ้ำๆ ให้นักเรียนเข้าใจ” (ครูต้องตอกย้ำบทเรียนเรื่องการคูณซ้ำๆ ให้นักเรียนเข้าใจ) 2. “วิศวกรกำลัง reinforce สะพานเพื่อความปลอดภัย”…

  • "Scratch” แปลว่า

    คำว่า “Scratch” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “ข่วน” หรือ “รอยขีดข่วน” ซึ่งหมายถึงรอยที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีหรือถูกของมีคมมากระทบกับพื้นผิว ทำให้เกิดเป็นเส้นหรือรอยตำหนิบนวัตถุนั้นๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Scratch” อยู่บ่อยๆ เช่น เวลาที่สัตว์เลี้ยงอย่างแมวหรือสุนัขมาคลอเคลียแล้วเผลอข่วนเรา ก็จะบอกว่า “โดนแมว Scratch” หรือถ้าเราทำกุญแจตกแล้วไปโดนพื้นผิวรถยนต์จนเป็นรอย ก็จะเรียกว่า “รถเป็น Scratch” หรือเวลาที่แผ่น CD/DVD มีรอยจนเล่นไม่ได้ ก็จะเรียกว่า “แผ่นเป็น Scratch” เป็นต้น ความหมายและการใช้งาน “Scratch” หมายถึงรอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง วัตถุ หรือสื่อบันทึกข้อมูล สามารถใช้ได้ทั้งในบริบทที่เป็นรูปธรรม (รอยที่มองเห็นได้) และนามธรรม (ความเสียหายเล็กน้อย) ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: “ระวังอย่าให้โทรศัพท์มือถือเป็น Scratch นะ” (หมายถึง ระวังอย่าให้โทรศัพท์มือถือเป็นรอยขีดข่วน) ตัวอย่างที่ 2: “CD แผ่นนี้มี Scratch เยอะจนฟังเพลงไม่ได้แล้ว” (หมายถึง CD…

  • "Curve” แปลว่า

    คำว่า “Curve” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วหมายถึง “เส้นโค้ง” หรือ “ความโค้ง” ครับ เป็นคำที่ใช้อธิบายลักษณะของสิ่งของหรือแนวโน้มที่มีรูปทรงไม่เป็นเส้นตรง แต่มีการหักมุมหรือลาดเอียงไปเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะเจอคำว่า “Curve” บ่อยๆ ในหลายบริบท เช่น เวลาพูดถึงการขับรถที่ต้องเลี้ยวเข้าโค้ง เราอาจจะใช้คำว่า “เข้าโค้ง” หรือ “curve” ไปเลยก็ได้ หรือเวลาดูแผนภูมิที่แสดงข้อมูลต่างๆ เช่น ยอดขาย หรือการเติบโตของประชากร หากกราฟไม่ได้เป็นเส้นตรงขึ้นหรือลง แต่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่ต่างกัน เราก็จะเรียกว่าเป็น “curve” หรือ “เส้นโค้ง” นั่นเอง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Curve” สามารถหมายถึงได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้: รูปร่างทางเรขาคณิต: หมายถึง เส้นที่มีลักษณะโค้ง ไม่ใช่เส้นตรง แนวโน้มหรือการเปลี่ยนแปลง: ใช้บรรยายลักษณะของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา หรือตามปัจจัยต่างๆ เช่น กราฟยอดขายที่แสดงแนวโน้มการเติบโต การเคลื่อนที่: ใช้ในการอธิบายการเคลื่อนที่ที่ไม่เป็นเส้นตรง เช่น การขว้างลูกบอลที่ลอยเป็นเส้นโค้ง ตัวอย่างการใช้งาน ในชีวิตประจำวัน: “ระวังนะ ถนนช่วงนี้มี…

  • "Rights” แปลว่า

    คำว่า “Rights” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “สิทธิ” หรือ “อำนาจอันชอบธรรม” ที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลพึงมีหรือพึงได้รับตามกฎหมาย จารีตประเพณี หรือหลักการพื้นฐานความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่รับรองและคุ้มครองการกระทำหรือการครอบครองบางสิ่งบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Rights” เพื่ออ้างถึงสิทธิที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการเลือก สิทธิในการได้รับความคุ้มครอง หรือแม้แต่สิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เมื่อเราพูดถึง “My rights” ก็คือการกล่าวถึงสิทธิส่วนบุคคลของเราที่ควรได้รับการเคารพและไม่ถูกละเมิด ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Rights” ครอบคลุมความหมายที่หลากหลาย ตั้งแต่สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนควรมี เช่น สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และความเสมอภาค ไปจนถึงสิทธิเฉพาะทาง เช่น สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือสิทธิในการใช้ทรัพย์สิน การเข้าใจความหมายของ “Rights” ช่วยให้เราสามารถปกป้องตนเองและเรียกร้องในสิ่งที่ควรได้รับอย่างถูกต้อง ตัวอย่างการใช้งาน เราอาจได้ยินคำว่า “Human Rights” ซึ่งหมายถึง สิทธิมนุษยชน หรือ “Consumer Rights” คือ สิทธิผู้บริโภค ในการเมือง เราอาจพูดถึง “Voting Rights”…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *