"What’s Going On” แปลว่า

“What’s Going On” เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ หรือสอบถามสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีความหมายตรงตัวว่า “มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง” หรือ “เกิดอะไรขึ้น” เป็นการแสดงความสนใจและอยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอย่างไร หรือมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นรอบตัว

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้สำนวนนี้ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน หรือเมื่อรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวดูผิดปกติไปจากเดิม เป็นการเปิดบทสนทนาที่ง่ายและเป็นกันเอง เพื่อแสดงความเป็นห่วงเป็นใย หรือเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่

ความหมายและการใช้งาน

“What’s Going On” หมายถึง การถามถึงความเป็นไป หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น อาจใช้ถามถึงสถานการณ์ทั่วไป ถามถึงความเป็นอยู่ของบุคคล หรือถามถึงเหตุการณ์ที่กำลังสังเกตเห็น เป็นคำถามปลายเปิดที่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างอิสระ

ตัวอย่างการใช้งาน

เมื่อเจอเพื่อนที่ดูเศร้าๆ คุณอาจจะถามว่า “Hey, what’s going on? You look a bit down.” (เฮ้ มีอะไรหรือเปล่า ดูเหมือนเธอจะหม่นๆ นะ)

เมื่อเห็นคนมุงดูอะไรบางอย่าง คุณอาจจะถามคนใกล้ๆ ว่า “Excuse me, what’s going on over there?” (ขอโทษนะครับ ตรงนั้นมีอะไรเกิดขึ้นเหรอครับ)

เมื่อกลับบ้านมาแล้วพบว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ คุณอาจจะถามคนในบ้านว่า “What’s going on? Why is everyone so quiet?” (เกิดอะไรขึ้น ทำไมทุกคนเงียบกันจัง)

บริบทที่ใช้บ่อย

สำนวน “What’s Going On” นิยมใช้ในบทสนทนาทั่วไปที่ต้องการสอบถามความเป็นไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องของกลุ่มเพื่อน หรือสถานการณ์รอบตัว เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่สุภาพและเป็นมิตร

FAQ SECTION

“What’s Going On” ใช้ในสถานการณ์ที่เป็นทางการได้หรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว “What’s Going On” เป็นสำนวนที่ไม่เป็นทางการ เหมาะสำหรับใช้กับเพื่อน คนสนิท หรือในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการนัก หากต้องการถามในสถานการณ์ที่เป็นทางการ อาจจะต้องเลือกใช้คำถามที่สุภาพและตรงไปตรงมามากกว่านี้

มีความหมายอื่นแฝงอีกไหม นอกจาก “เกิดอะไรขึ้น”?

แม้ความหมายหลักคือ “เกิดอะไรขึ้น” แต่ในบางบริบท อาจแฝงความหมายถึงการแสดงความเป็นห่วง หรือความประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับน้ำเสียงและสถานการณ์ที่ใช้

Similar Posts

  • "On” แปลว่า

    คำว่า “On” เป็นคำบุพบท (preposition) ในภาษาอังกฤษที่มีความหมายหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ โดยทั่วไปแล้ว “On” มักจะหมายถึง การอยู่บนพื้นผิว การสัมผัส หรือการเชื่อมต่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังสามารถบ่งบอกถึงเวลา สถานะ หรือการดำเนินการต่างๆ ได้ด้วย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “On” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น เมื่อพูดถึงการเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น “Turn the light on” (เปิดไฟ) หรือเมื่อพูดถึงการเดินทาง เช่น “I’m on the bus” (ฉันอยู่บนรถบัส) นอกจากนี้ยังใช้ในสำนวนต่างๆ เช่น “on time” (ตรงเวลา) หรือ “on sale” (ลดราคา) อีกด้วย การเข้าใจความหมายและการใช้งานของ “On” จะช่วยให้เราสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน “On” สามารถมีความหมายได้หลายแบบ: การอยู่บนพื้นผิว/การสัมผัส: ใช้เพื่อบอกว่าสิ่งหนึ่งอยู่บนอีกสิ่งหนึ่ง เช่น…

  • "Go Ahead” แปลว่า

    “Go Ahead” เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้ในหลายบริบท แต่โดยรวมแล้วมีความหมายถึงการอนุญาต การเริ่มต้น หรือการให้สัญญาณไฟเขียวให้ทำบางสิ่งบางอย่างได้ เป็นการบอกให้ดำเนินการต่อไปได้โดยไม่มีข้อห้ามหรืออุปสรรค ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Go Ahead” เมื่อต้องการขออนุญาตทำอะไรบางอย่าง หรือเมื่อมีคนขออนุญาตเรา เราก็สามารถตอบรับด้วยคำนี้ได้เพื่อแสดงว่าเราอนุญาต หรือบางครั้งก็ใช้เพื่อบอกให้ใครสักคนเริ่มพูด เริ่มอธิบาย หรือเริ่มลงมือทำในสิ่งที่กำลังจะทำ เป็นคำที่แสดงถึงความพร้อมและการเปิดโอกาสให้ดำเนินการได้อย่างอิสระ ความหมายและการใช้งาน “Go Ahead” แปลตรงตัวว่า “ไปข้างหน้า” แต่ในบริบทของการสื่อสาร หมายถึง การอนุญาตให้ดำเนินการ การเริ่มต้น หรือการให้ไฟเขียวให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นการบอกว่า “ทำได้เลย” “เชิญเลย” หรือ “ดำเนินการต่อได้” ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเพื่อนถามว่า “ขอเข้าไปหน่อยได้ไหม?” คุณอาจตอบว่า “Sure, go ahead.” (ได้เลย เชิญเลย) เมื่อคุณกำลังจะอธิบายเรื่องยาวๆ แล้วมีคนบอกว่า “Tell me more, go ahead.” (เล่าต่อเลย) ในการประชุม หัวหน้าอาจพูดว่า “We have discussed…

  • "Also” แปลว่า

    คำว่า “Also” ในภาษาอังกฤษแปลว่า “ด้วย” หรือ “อีกด้วย” เป็นคำวิเศษณ์ที่ใช้เพื่อบอกว่ามีบางสิ่งบางอย่างเพิ่มเข้ามา หรือเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับสิ่งอื่นที่กล่าวถึงไปแล้ว โดยทั่วไปจะใช้เพื่อเสริมข้อมูลให้สมบูรณ์ หรือแสดงความเชื่อมโยงระหว่างข้อความสองส่วน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้ “Also” เมื่อต้องการบอกว่ามีสิ่งอื่นที่คล้ายคลึงกันเกิดขึ้น หรือมีคุณสมบัติเหมือนกัน เช่น เมื่อพูดถึงอาหารที่ชอบ แล้วอยากจะบอกว่าชอบอีกอย่างหนึ่งด้วย หรือเมื่อพูดถึงกิจกรรมที่ทำ แล้วอยากจะบอกว่ามีกิจกรรมอื่นที่ทำเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าบอกว่า “I like pizza.” แล้วอยากจะบอกว่าชอบเบอร์เกอร์ด้วย ก็จะพูดว่า “I like pizza. I also like burgers.” ซึ่งเป็นการเพิ่มข้อมูลเข้าไปให้สมบูรณ์ขึ้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Also” ใช้เพื่อแสดงว่ามีสิ่งอื่นเพิ่มเติมเข้ามา หรือเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับสิ่งที่กล่าวถึงไปแล้ว มักจะวางไว้หน้าคำกริยาหลัก หรือหลังคำกริยาช่วย (เช่น is, am, are, was, were, have, has, had, do, does, did) เพื่อเน้นย้ำถึงการเพิ่มเติมนั้น…

  • "อาย” แปลว่า

    คำว่า “อาย” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ รู้สึกละอายใจ รู้สึกขายหน้า หรือรู้สึกไม่กล้าทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเนื่องจากกลัวว่าจะถูกตำหนิ หรือถูกมองไม่ดี เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำผิดพลาด หรือทำในสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ หรือเมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ไม่มั่นใจในตัวเอง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “อาย” ในสถานการณ์ที่หลากหลาย เช่น เมื่อเด็กๆ ทำผิดแล้วถูกพ่อแม่ดุ ก็จะรู้สึก “อาย” หรือเมื่อใครทำอะไรผิดพลาดต่อหน้าคนจำนวนมาก ก็จะรู้สึก “อาย” ที่ถูกมอง หรือเมื่อพูดจาไม่สุภาพ ก็อาจจะรู้สึก “อาย” ในภายหลัง หรือบางครั้งก็ใช้ในเชิงติดตลก เช่น เมื่อแต่งตัวไม่เข้าพวก ก็อาจจะบอกว่า “อาย” ที่แต่งตัวแปลกกว่าคนอื่น เป็นต้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “อาย” แสดงถึงความรู้สึกไม่สบายใจ ละอายใจ หรือรู้สึกขายหน้า ซึ่งมักเกิดจากการกระทำของตนเองที่ไม่เหมาะสม ผิดพลาด หรือแตกต่างจากผู้อื่น จนทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ หรือกลัวการถูกตัดสินจากสังคม ตัวอย่างการใช้งาน เด็กชาย ก. ทำการบ้านส่งครูไม่ครบ จึงรู้สึก อาย เพื่อนๆ ที่โดนคุณครูดุ…

  • "Responsibly” แปลว่า

    คำว่า “Responsibly” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การกระทำอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ การทำอย่างรอบคอบ มีเหตุผล และคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมา เป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจต่อหน้าที่ การตัดสินใจ หรือการกระทำของตนเอง โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ผู้อื่น หรือสิ่งแวดล้อม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Responsibly” เพื่อสื่อถึงการกระทำที่แสดงถึงความนึกคิดและความใส่ใจ เช่น เมื่อพูดถึงการใช้เทคโนโลยีอย่าง “Responsibly” ก็หมายถึงการใช้อย่างมีสติ ไม่ให้เกิดผลกระทบด้านลบ หรือเมื่อพูดถึงการบริโภคอย่าง “Responsibly” ก็คือการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Responsibly” มาจากคำว่า “Responsible” ซึ่งแปลว่า มีความรับผิดชอบ เมื่อเติม “-ly” เข้าไป จะกลายเป็นคำวิเศษณ์ (adverb) ที่ใช้อธิบายลักษณะของการกระทำว่าทำไปอย่างมีความรับผิดชอบ หรือทำไปอย่างรอบคอบ ตัวอย่างการใช้งาน 1. การใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่าง “Responsibly”: หมายถึง การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ส่งต่อข้อมูลเท็จ หรือไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น 2. การจัดการการเงินอย่าง “Responsibly”: หมายถึง การใช้จ่ายอย่างรอบคอบ…

  • "Touched” แปลว่า

    คำว่า “Touched” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “ถูกสัมผัส” หรือ “รู้สึกประทับใจ/ซาบซึ้ง” ซึ่งการใช้งานจะแตกต่างกันไปตามบริบทที่ปรากฏ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะเคยได้ยินหรือใช้คำว่า “Touched” ในสถานการณ์ที่ได้รับความช่วยเหลือ ได้รับของขวัญ หรือได้รับคำพูดดีๆ จนรู้สึกประทับใจจนน้ำตาไหล หรือรู้สึกขอบคุณมากๆ ตัวอย่างเช่น เพื่อนซื้อของขวัญวันเกิดให้ ก็อาจจะบอกว่า “I’m so touched!” ซึ่งหมายถึงรู้สึกประทับใจมาก หรือเมื่อมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในยามลำบาก ก็สามารถพูดได้ว่า “Thank you, I’m really touched by your kindness.” ความหมายและการใช้งาน “Touched” เป็นคำกริยาช่องที่ 3 ของกริยา “touch” ซึ่งแปลว่า สัมผัส จับต้อง หรือแตะต้อง แต่ในอีกความหมายหนึ่งที่นิยมใช้กันคือการแสดงถึงความรู้สึกที่ถูกกระทบใจอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความซาบซึ้งใจ หรือความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากผู้อื่น ตัวอย่าง ถูกสัมผัสทางกายภาพ: “The painting was touched by…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *