"Times” แปลว่า

คำว่า “Times” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ ว่า “ครั้ง” หรือ “เวลา” โดยปกติแล้วเราจะใช้คำนี้เพื่ออ้างถึงจำนวนครั้งที่เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น หรือช่วงเวลาที่ผ่านไป

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Times” บ่อยๆ เช่น เวลาที่เพื่อนถามว่า “ไปกี่ Times แล้ว?” ก็หมายถึง “ไปมากี่ครั้งแล้ว?” หรือเวลาที่พูดถึงเรื่องข่าวสาร เช่น “New York Times” ก็คือชื่อหนังสือพิมพ์ชื่อดังของอเมริกา ซึ่งคำว่า Times ในที่นี้ก็หมายถึงช่วงเวลาของการตีพิมพ์ข่าวสาร หรืออาจใช้ในเชิงปริมาณของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็ได้

ความหมายและการใช้งาน

“Times” หมายถึง จำนวนครั้งที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น หรือช่วงเวลาที่เจาะจง

ตัวอย่างการใช้งาน

เช่น “This is the third time I’ve called you.” (นี่เป็นครั้งที่สามที่ฉันโทรหาคุณ) หรือ “He has been here many times.” (เขาเคยมาที่นี่หลายครั้งแล้ว)

บริบทและการใช้งานทั่วไป

คำว่า “Times” มักใช้ในหลากหลายบริบท ทั้งในการนับจำนวนครั้งที่เกิดเหตุการณ์ การอ้างอิงถึงช่วงเวลา หรือแม้แต่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อเฉพาะ เช่น ชื่อหนังสือพิมพ์ หรือชื่อบริษัท


“Times” สามารถใช้ในความหมายอื่นได้อีกไหม?

โดยทั่วไปแล้ว ความหมายหลักของ “Times” จะวนเวียนอยู่กับการ “ครั้ง” หรือ “เวลา” เป็นหลัก แต่บริบทของประโยคจะช่วยให้เราเข้าใจความหมายที่เฉพาะเจาะจงได้ดียิ่งขึ้น

มีคำพ้องความหมายในภาษาไทยสำหรับ “Times” ไหม?

คำที่ใกล้เคียงที่สุดในภาษาไทยคือ “ครั้ง” หรือ “ครา” เมื่อใช้ในความหมายของการนับจำนวนเหตุการณ์ ส่วนการอ้างอิงถึง “ช่วงเวลา” อาจใช้คำว่า “เวลา” หรือ “ยุคสมัย” ขึ้นอยู่กับบริบท

Similar Posts

  • "After” แปลว่า

    คำว่า “After” เป็นคำบุพบท (preposition) และคำสันธาน (conjunction) ในภาษาอังกฤษ ที่มีความหมายหลักๆ คือ “หลังจาก”, “ภายหลัง”, “ตามหลัง” หรือ “ต่อจาก” ใช้เพื่อแสดงลำดับเวลาหรือลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเหตุการณ์หรือสิ่งของที่ตามมาจะเกิดขึ้นทีหลังสิ่งแรกที่กล่าวถึง ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่า “After” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลา เช่น “After work, I go home.” (หลังเลิกงาน ฉันกลับบ้าน) หรือใช้เพื่ออธิบายว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นต่อจากอีกสิ่งหนึ่ง เช่น “He arrived after the meeting started.” (เขามาถึงหลังจากที่การประชุมเริ่มไปแล้ว) นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อแสดงถึงความสัมพันธ์ของการตามติดหรือไล่ตาม เช่น “The dog ran after the ball.” (หมาวิ่งตามลูกบอล) เป็นต้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “After” สามารถใช้ได้หลายรูปแบบ: เป็นคำบุพบท (Preposition): ใช้เพื่อบอกลำดับเวลาหรือสถานที่ เป็นคำสันธาน…

  • "Short” แปลว่า

    คำว่า “Short” ในภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักๆ ว่า “สั้น” หรือ “ระยะเวลาสั้นๆ” สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายบริบท ทั้งกับสิ่งของ ระยะทาง เวลา หรือแม้กระทั่งการอธิบายลักษณะนิสัย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Short” บ่อยๆ เช่น เมื่อพูดถึง “Short film” ก็คือภาพยนตร์สั้นๆ ที่มีความยาวไม่มากนัก หรือเวลาพูดถึง “Short message” ก็คือข้อความสั้นๆ ที่ส่งหากัน หรือแม้กระทั่งการนัดหมายว่า “Let’s meet for a short while” ก็หมายถึงการเจอกันแค่แป๊บเดียว ไม่ได้นานอะไร ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Short” สามารถใช้ได้หลายความหมาย: ความยาว/ระยะทาง: สิ่งที่มีขนาดไม่ยาว เช่น “a short pencil” (ดินสอแท่งสั้น) เวลา: ช่วงเวลาที่ไม่นาน เช่น “a short break” (พักสั้นๆ)…

  • "mains” แปลว่า

    คำว่า “mains” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “หลัก” หรือ “ส่วนสำคัญ” เป็นคำนามที่ใช้บ่งบอกถึงสิ่งที่เป็นแกนกลาง เป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญที่สุด หรือเป็นแหล่งพลังงานหลักของบางสิ่งบางอย่าง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเจอการใช้คำว่า “mains” ในบริบทที่เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าเป็นหลัก เช่น “mains electricity” หมายถึง ไฟฟ้ากระแสหลักที่มาจากแหล่งจ่ายไฟสาธารณะ หรือ “mains power” คือ พลังงานไฟฟ้าที่มาจากเต้ารับบนผนังที่เราใช้เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ นอกจากนี้ยังอาจใช้ในความหมายอื่นที่สื่อถึงความเป็นหลักหรือส่วนสำคัญ เช่น “main course” ในมื้ออาหาร หมายถึง อาหารจานหลัก ความหมายและการใช้งาน คำว่า “mains” สื่อถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นส่วนประกอบหลัก หรือเป็นแหล่งที่มาหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภค ตัวอย่างการใช้งาน Mains electricity: ไฟฟ้ากระแสหลักที่มาจากระบบไฟฟ้าของการไฟฟ้า Mains water: น้ำประปาที่มาจากระบบท่อส่งน้ำสาธารณะ Mains adapter: อะแดปเตอร์ที่แปลงไฟบ้าน (mains power) เพื่อใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “mains” มักถูกใช้ในภาษาอังกฤษทางเทคนิคและในชีวิตประจำวันเมื่อพูดถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น…

  • "Humidity” แปลว่า

    Humidity หรือ “ความชื้น” คือปริมาณของไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ยิ่งอากาศมีไอน้ำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความชื้นสูงเท่านั้น ซึ่งความชื้นนี้มีผลต่อความรู้สึกสบายตัวของเรา รวมถึงมีผลต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆ รอบตัวเราด้วย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะสัมผัสได้ถึงความชื้นอยู่เสมอ เช่น ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เราอาจจะรู้สึกเหนียวตัว เหงื่อออกง่าย นั่นเป็นเพราะอากาศมีความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยได้ช้าลง หรือในฤดูฝน เราจะรู้สึกว่าอากาศเย็นสบายขึ้น แต่ก็อาจจะรู้สึกอับๆ ได้บ้าง เพราะความชื้นในอากาศมีปริมาณมาก นอกจากนี้ ความชื้นยังมีผลต่อการเก็บรักษาอาหาร เสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วย ความหมายและการใช้งาน Humidity หมายถึง ปริมาณไอน้ำในอากาศ ซึ่งสามารถวัดได้หลายรูปแบบ เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ที่บอกเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าอากาศสามารถอุ้มไอน้ำได้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับปริมาณสูงสุดที่อากาศนั้นจะอุ้มได้ที่อุณหภูมิเดียวกัน หรือความชื้นสัมบูรณ์ (Absolute Humidity) ที่บอกถึงมวลของไอน้ำในปริมาณอากาศที่กำหนด ตัวอย่างการใช้งาน เรามักจะได้ยินคำว่า “Humidity” ในข่าวพยากรณ์อากาศ เช่น “วันนี้มี Humidity สูง ทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าว” หรือ “ความชื้นในอากาศช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 70%”…

  • "Spines” แปลว่า

    คำว่า “Spines” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วหมายถึง “กระดูกสันหลัง” ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายสัตว์มีกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการค้ำจุนร่างกายและป้องกันเส้นประสาทไขสันหลัง ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า “Spines” ในบริบทที่หลากหลาย นอกเหนือจากความหมายทางกายวิภาคศาสตร์แล้ว ยังสามารถใช้เปรียบเปรยถึงสิ่งที่มีลักษณะคล้ายหนาม หรือส่วนที่ยื่นออกมาแหลมๆ ได้ด้วย เช่น หนามของต้นกระบองเพชร หรือแม้กระทั่งในเชิงนามธรรมเพื่อสื่อถึงความแข็งแกร่ง หรือแกนหลักของบางสิ่งบางอย่าง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Spines” มีความหมายหลักคือ “กระดูกสันหลัง” แต่ก็สามารถหมายถึง “หนาม” หรือส่วนที่แหลมคมที่ยื่นออกมาจากสิ่งต่างๆ ได้เช่นกัน การใช้งานจะขึ้นอยู่กับบริบทที่ปรากฏ ตัวอย่าง ตัวอย่างการใช้ “Spines” ในบริบทต่างๆ: “The cactus has sharp spines to protect itself.” (กระบองเพชรมีหนามแหลมคมเพื่อป้องกันตัวเอง) “A healthy spine is crucial for good posture.” (กระดูกสันหลังที่แข็งแรงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคลิกภาพที่ดี) “The novel’s plot has…

  • "Refrige” แปลว่า

    Refrige” แปลว่า ตู้เย็น หรือตู้แช่เย็น ซึ่งเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ในการรักษาอุณหภูมิให้ต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง เพื่อเก็บรักษาอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาต่างๆ ให้คงสภาพและยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น ในชีวิตประจำวัน เราใช้ “Refrige” หรือตู้เย็นกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแช่ผักผลไม้สดๆ ไว้ในช่องแช่ผัก เพื่อให้ยังคงความสดใหม่ หรือแช่น้ำดื่มให้เย็นชื่นใจในวันที่อากาศร้อน นอกจากนี้ยังใช้แช่เนื้อสัตว์ อาหารปรุงสุก หรือแม้แต่ไอศกรีม เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารเน่าเสีย หรือละลายไปตามอุณหภูมิของสภาพแวดล้อม การมี “Refrige” ในบ้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับครัวเรือนส่วนใหญ่ ความหมายและการใช้งาน “Refrige” ย่อมาจาก Refrigerator ซึ่งมีความหมายตรงตัวว่า ตู้เย็น หรือตู้แช่เย็น ใช้สำหรับรักษาความเย็นภายใน ทำให้สามารถเก็บรักษาอาหารและสิ่งของต่างๆ ที่ต้องการความเย็นเพื่อคงคุณภาพ หรือป้องกันการเสื่อมเสียได้ ตัวอย่างการใช้งาน “เอาผลไม้ไปแช่ใน Refrige หน่อยนะ จะได้เย็นๆ” “อย่าลืมปิดประตู Refrige ด้วยล่ะ เดี๋ยวความเย็นจะออกหมด” “ยาตัวนี้ต้องเก็บไว้ใน Refrige เท่านั้น” บริบทการใช้งานทั่วไป “Refrige” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในภาษาพูดและภาษาเขียน เมื่อต้องการกล่าวถึงตู้เย็น ไม่ว่าจะในบริบทของที่บ้าน ร้านอาหาร หรือสถานที่ต่างๆ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *