"savory” แปลว่า

คำว่า “savory” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ ที่สื่อถึงรสชาติหรือกลิ่นที่น่ารับประทาน ไม่ใช่รสหวาน แต่เป็นรสชาติที่ออกเค็มๆ หรือเผ็ดเล็กน้อย มีความเข้มข้น ชวนให้น้ำลายไหล หรือเรียกง่ายๆ ว่ามีรสชาติอร่อยกลมกล่อมที่ทำให้รู้สึกอยากทานนั่นเองค่ะ

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “savory” เพื่ออธิบายอาหารที่ไม่ใช่ขนมหวาน เช่น เวลาพูดถึงอาหารเรียกน้ำย่อย (appetizers) หรืออาหารจานหลัก (main courses) ที่มีรสชาติอร่อยถูกปาก คนมักจะบอกว่า “This dish is very savory!” หรือ “I love savory snacks!” ซึ่งหมายถึงอาหารหรือขนมนั้นมีรสชาติอร่อยถูกใจ ไม่ใช่รสหวานจนเกินไปค่ะ

ความหมายและการใช้งาน

“Savory” หมายถึง มีรสชาติอร่อย ชวนรับประทาน โดยเฉพาะรสชาติที่ไม่หวาน แต่จะออกเค็มๆ มันๆ หรือมีรสชาติเข้มข้นกลมกล่อม สามารถใช้ได้ทั้งกับอาหารคาวและขนมที่ไม่ได้เน้นรสหวานจัดจนเกินไป

ตัวอย่างการใช้งาน

อาหาร: “I prefer savory dishes like stir-fries and grilled meats over sweet desserts.” (ฉันชอบอาหารคาวอย่างผัดต่างๆ และเนื้อย่าง มากกว่าของหวานรสหวานๆ)

ขนม: “These crackers have a savory herb flavor that’s perfect with cheese.” (แครกเกอร์พวกนี้มีรสชาติสมุนไพรที่อร่อยกลมกล่อม เข้ากันได้ดีกับชีส)

บรรยากาศ/กลิ่น: “The kitchen filled with a savory aroma of roasting garlic and herbs.” (ครัวอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมน่าทานของกระเทียมอบและสมุนไพร)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “savory” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับอาหาร โดยเฉพาะเมื่อต้องการเน้นย้ำถึงรสชาติที่อร่อย ชวนรับประทาน และมีความซับซ้อนของรสชาติที่ไม่ใช่แค่หวานอย่างเดียว เช่น การบรรยายเมนูอาหาร การพูดคุยเรื่องอาหาร หรือการรีวิวร้านอาหาร

คำถามที่พบบ่อย

“Savory” ต่างจาก “Sweet” อย่างไร?

“Savory” หมายถึงรสชาติอร่อยที่ไม่ออกหวาน เช่น เค็ม มัน หรือเผ็ดเล็กน้อย ในขณะที่ “Sweet” หมายถึงรสหวานโดยตรงค่ะ

อาหารประเภทไหนที่เรียกว่า “savory”?

อาหารคาวส่วนใหญ่ เช่น สเต็ก ผัดไทย ส้มตำ หรือแม้แต่ขนมปังอบที่มีรสชาติเค็มๆ หรือมีส่วนผสมของสมุนไพร ก็จัดเป็น savory ได้ค่ะ

Similar Posts

  • "Few” แปลว่า

    คำว่า “Few” ในภาษาอังกฤษมีความหมายว่า “น้อย” หรือ “จำนวนน้อย” เมื่อใช้กับคำนามที่นับได้ (countable nouns) โดยสื่อถึงสิ่งของหรือคนที่มีจำนวนไม่มากนัก มักจะมีความหมายแฝงว่ามีจำนวนน้อยกว่าที่คาดหวัง หรือน้อยจนอาจจะไม่เพียงพอ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Few” เพื่อบอกเล่าถึงสถานการณ์ที่มีสิ่งของหรือคนอยู่ไม่เยอะ เช่น ถ้าเราไปถึงงานแล้วเห็นคนน้อย เราอาจจะพูดว่า “There are few people here” หรือถ้ามีหนังสือที่อยากอ่านเหลือน้อยเล่ม เราอาจจะบอกว่า “I have few books left to read” การใช้ “Few” ช่วยให้เราสื่อสารปริมาณที่น้อยได้อย่างกระชับและเป็นธรรมชาติ ความหมายและการใช้งาน “Few” ใช้กับคำนามพหูพจน์ที่นับได้ (plural countable nouns) เพื่อบ่งบอกถึงจำนวนที่น้อย โดยมีความหมายใกล้เคียงกับ “not many” หรือ “a small number of” บ่อยครั้งที่ “Few” สื่อถึงความรู้สึกว่าจำนวนนั้นน้อยเกินไปหรือไม่มากพอ ตัวอย่างการใช้งาน…

  • "Way” แปลว่า

    คำว่า “Way” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ ที่สื่อถึง “ทาง” หรือ “วิธีการ” ครับ ในบริบททั่วไป เรามักจะใช้คำนี้เพื่ออธิบายถึงเส้นทางในการเดินทาง หรือขั้นตอนในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในชีวิตประจำวัน เราจะเจอการใช้คำว่า “Way” อยู่บ่อยๆ เช่น เวลาถามทาง เราอาจจะพูดว่า “Which way should I go?” (ฉันควรไปทางไหนดี?) หรือเวลาพูดถึงวิธีการทำอะไรบางอย่าง เช่น “This is my way of doing things.” (นี่เป็นวิธีของฉันในการทำสิ่งต่างๆ) หรือแม้แต่ในการแสดงความเห็น เช่น “That’s not the right way to treat someone.” (นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการปฏิบัติต่อใครสักคน) มันเป็นคำที่ใช้ได้หลากหลายและเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารในชีวิตประจำวันเลยครับ ความหมายและการใช้งาน “Way” สามารถแปลได้หลายอย่าง ขึ้นอยู่กับบริบท เช่น: ทาง / เส้นทาง: ใช้กล่าวถึงเส้นทางกายภาพ…

  • "Despite” แปลว่า

    คำว่า “Despite” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “แม้ว่า” หรือ “ถึงแม้ว่า” ใช้เพื่อแสดงถึงความขัดแย้ง หรือสิ่งที่เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับสิ่งที่คาดหวัง หรือสิ่งที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ เป็นการบอกว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรค หรือเงื่อนไขบางอย่างที่อาจจะทำให้สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นก็ตาม ในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้ “Despite” เพื่อเชื่อมโยงสองประโยคที่แสดงความแตกต่างกัน เช่น เราอาจจะบอกว่าเรามีความสุขกับอะไรบางอย่าง “despite” ปัญหาที่เจอ หรือเราอาจจะบอกว่าเราทำบางสิ่งบางอย่างสำเร็จ “despite” ความยากลำบากที่เผชิญอยู่ การใช้คำนี้ช่วยให้การสื่อสารมีความลึกซึ้งมากขึ้น โดยแสดงให้เห็นถึงความพยายาม หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย ความหมายและการใช้งาน “Despite” เป็นคำบุพบท (preposition) ที่มีความหมายเหมือนกับ “in spite of” ใช้เพื่อกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกับสิ่งที่กำลังจะพูดถึง โดยจะตามด้วยคำนาม (noun) หรือวลีคำนาม (noun phrase) หรือกริยาเติม -ing (gerund) ก็ได้ ตัวอย่าง Despite the rain, we still went for a walk….

  • "Obtain” แปลว่า

    คำว่า “Obtain” เป็นคำกริยาในภาษาอังกฤษที่แปลว่า “ได้รับมา” หรือ “ทำให้มีขึ้น” โดยทั่วไปแล้วหมายถึงการได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยการพยายาม การแสวงหา หรือการได้รับมาตามปกติ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Obtain” เมื่อพูดถึงการได้มาซึ่งสิ่งของ ข้อมูล หรือแม้แต่คุณสมบัติบางอย่าง เช่น การที่นักเรียนพยายามอย่างหนักเพื่อจะ “Obtain” ผลการเรียนที่ดี หรือการที่บริษัทพยายาม “Obtain” ใบอนุญาตประกอบธุรกิจ การใช้คำนี้จะให้ความรู้สึกถึงความพยายามหรือกระบวนการที่นำไปสู่การได้มาซึ่งสิ่งนั้นๆ ความหมายและการใช้งาน Obtain หมายถึง การได้มาซึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยอาจจะผ่านความพยายาม การซื้อ การขอ หรือวิธีการอื่นๆ ที่ทำให้สิ่งนั้นตกเป็นของเรา ตัวอย่างการใช้งาน เธอพยายามอย่างมากเพื่อที่จะ obtain ทุนการศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เราต้อง obtain เอกสารสำคัญก่อนที่จะดำเนินการขั้นต่อไปได้ เขา obtain ความรู้มากมายจากการอ่านหนังสือ บริบท / การใช้งานทั่วไป คำว่า “Obtain” มักใช้ในบริบทที่เป็นทางการขึ้นมาเล็กน้อย หรือเมื่อต้องการเน้นถึงกระบวนการหรือความพยายามในการได้มาซึ่งสิ่งนั้นๆ แตกต่างจากการใช้คำว่า “get” ที่มีความหมายทั่วไปมากกว่า 🔷 FAQ…

  • "Boutiques” แปลว่า

    คำว่า “Boutiques” (บูติก) หมายถึง ร้านค้าที่มีขนาดเล็ก เน้นขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม สินค้ามีความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ หรือเป็นดีไซน์ที่แตกต่างจากร้านค้าทั่วไป โดยมักจะจำหน่ายเสื้อผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า หรือของตกแต่งบ้านที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “Boutiques” ใช้เรียกแทนร้านเสื้อผ้าดีไซเนอร์ ร้านขายของแฮนด์เมด หรือร้านที่นำเข้าสินค้าแฟชั่นจากต่างประเทศที่มีจำนวนจำกัด การเดินเข้าร้านบูติกมักจะให้ความรู้สึกถึงการได้ค้นพบไอเท็มที่ไม่เหมือนใคร มีสไตล์เฉพาะตัว และมักจะได้รับการบริการที่เป็นกันเองมากกว่าร้านค้าขนาดใหญ่ ความหมายและการใช้งาน Boutiques คือร้านค้าปลีกที่มีขนาดเล็กกว่าห้างสรรพสินค้าทั่วไป โดยเน้นการนำเสนอสินค้าที่มีความพิเศษ อาจเป็นเสื้อผ้าแบรนด์ดีไซเนอร์อิสระ สินค้าทำมือ งานฝีมือ หรือสินค้าที่คัดสรรมาตามสไตล์ของร้านนั้นๆ คำว่า “บูติก” สื่อถึงความมีรสนิยม ความใส่ใจในรายละเอียด และความเป็นส่วนตัวในการเลือกซื้อสินค้า ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น “ฉันเจอเดรสสวยมากจากร้านบูติกแถวสยาม” หรือ “ร้านบูติกแห่งนี้มีเครื่องประดับแฮนด์เมดที่น่ารักสุดๆ” การใช้คำว่าบูติกช่วยบ่งบอกว่าสินค้าที่ซื้อมาจากร้านที่มีลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่ร้านขายส่งหรือร้านแฟชั่นทั่วไป บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Boutiques” มักพบได้บ่อยในบริบทของแฟชั่น การออกแบบ และไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในย่านที่มีความทันสมัย หรือแหล่งรวมร้านค้าที่มีเอกลักษณ์ การกล่าวถึง “บูติก” มักจะสื่อถึงความหรูหรา (แต่ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป)…

  • "Lasts” แปลว่า

    คำว่า “Lasts” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วมีความหมายว่า “คงอยู่” หรือ “อยู่ได้นาน” ซึ่งเป็นการบอกถึงระยะเวลาที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งยังคงสภาพเดิมหรือยังคงใช้งานได้อยู่ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “lasts” เพื่ออธิบายถึงความทนทานหรืออายุการใช้งานของสิ่งของต่างๆ เช่น แบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือที่ “lasts” ได้นาน หรือเสื้อผ้าที่ “lasts” ได้หลายปี นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับเหตุการณ์หรือความรู้สึกที่ “lasts” เป็นเวลานานได้เช่นกัน ความหมายและการใช้งาน “Lasts” มาจากคำกริยา “last” ในรูปเอกพจน์บุรุษที่สาม ซึ่งหมายถึง การคงอยู่ การมีชีวิตอยู่ การดำเนินต่อไป หรือการมีอายุยาวนาน ตัวอย่างการใช้งาน เช่น “This battery lasts for 10 hours.” (แบตเตอรี่นี้ใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง) หรือ “His anger lasted for days.” (ความโกรธของเขายังคงอยู่หลายวัน) บริบท / การใช้งานทั่วไป คำว่า “lasts”…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *