"Satisfactory” แปลว่า

คำว่า “Satisfactory” เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง การเพียงพอ การน่าพอใจ หรือการทำให้พึงพอใจ เป็นการบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นดีพอแล้ว ไม่ต้องมีอะไรเพิ่มเติม หรือทำได้ดีจนเป็นที่ยอมรับ

ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะใช้คำนี้เมื่อเราได้รับผลลัพธ์ที่ตรงตามความคาดหวัง หรือดีกว่าที่คิด เช่น เมื่อทำงานเสร็จแล้วผลงานออกมาดีจนหัวหน้าบอกว่า “This is satisfactory.” ก็หมายความว่าผลงานนั้นเป็นที่น่าพอใจแล้ว หรือเวลาเราทานอาหารแล้วรู้สึกว่ารสชาติอร่อยพอดี ไม่จัดไป ไม่จืดไป ก็อาจจะบอกว่า “The taste is satisfactory.”

ความหมายและการใช้งาน

“Satisfactory” สื่อถึงระดับที่ยอมรับได้ หรือดีพอสมควร ไม่ได้หมายถึงยอดเยี่ยมที่สุด แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ เป็นการแสดงออกถึงความพึงพอใจในระดับหนึ่ง

ตัวอย่างการใช้งาน

“The exam results were satisfactory.” (ผลการสอบอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ)
“His performance in the meeting was satisfactory.” (ผลงานของเขาในการประชุมเป็นที่น่าพอใจ)

บริบทและการใช้งานทั่วไป

คำว่า “Satisfactory” มักใช้ในการประเมินผลงาน การเรียน หรือสถานการณ์ต่างๆ เพื่อบ่งบอกว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็นที่ยอมรับได้ตามมาตรฐานที่ตั้งไว้

“Satisfactory” แปลว่าอะไร?

“Satisfactory” แปลว่า เพียงพอ น่าพอใจ หรือทำให้พึงพอใจ

คำว่า “Satisfactory” ใช้ในสถานการณ์แบบไหนได้บ้าง?

สามารถใช้ได้ในหลายสถานการณ์ เช่น การประเมินผลการทำงาน ผลการเรียน หรือคุณภาพของสินค้าและบริการ เพื่อบ่งบอกว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

Similar Posts

  • "Booklet” แปลว่า

    คำว่า “booklet” ในภาษาไทย หมายถึง หนังสือเล่มเล็ก หรือจุลสาร เป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก โดยทั่วไปจะมีจำนวนหน้าไม่มากเท่าหนังสือทั่วไป มักใช้เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น การให้ข้อมูล สื่อสาร หรือประชาสัมพันธ์ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเจอ “booklet” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย ตัวอย่างเช่น เมื่อเราไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ก็อาจจะได้รับ “booklet” ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ หรือเมื่อซื้อสินค้าบางชนิด ก็อาจจะมี “booklet” คู่มือการใช้งานแนบมาด้วย หรือในงานอีเวนต์ต่างๆ ก็อาจจะมี “booklet” สรุปกำหนดการและข้อมูลสำคัญต่างๆ เพื่อแจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมงาน ความหมายและการใช้งาน Booklet คือ สิ่งพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นเล่มเล็กๆ มีจำนวนหน้าไม่มากนัก โดยทั่วไปจะมีการเข้าเล่มแบบเย็บมุงหลังคา (saddle-stitched) หรือเข้าเล่มแบบกี่ง (perfect bound) ขนาดเล็กกว่าหนังสือทั่วไป มักใช้เพื่อวัตถุประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง เช่น การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว คู่มือการใช้งาน หรือเอกสารประกอบการประชุม ตัวอย่างการใช้งาน Booklet แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ Booklet คู่มือการใช้งานสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ Booklet…

  • "Synonym” แปลว่า

    คำว่า “Synonym” เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกคำที่มีความหมายเหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมาก ๆ ในภาษาไทย เราอาจจะคุ้นเคยกับคำว่า “คำพ้องความหมาย” หรือ “คำไวพจน์” ซึ่งมีความหมายในทำนองเดียวกัน ในการสนทนาทั่วไป หรือเมื่อเราต้องการสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น การใช้ Synonym จะช่วยให้การพูดหรือการเขียนของเรามีความหลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น แทนที่จะใช้คำเดิมซ้ำ ๆ เราสามารถเลือกใช้คำอื่นที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาแทนได้ เพื่อให้ข้อความดูสละสลวยและไม่น่าเบื่อ เช่น เวลาเราพูดถึง “ความสุข” เราอาจจะใช้คำว่า “ความปิติ”, “ความยินดี”, “ความเกษมสุข” หรือ “ความเบิกบาน” สลับกันไปมาได้ ขึ้นอยู่กับบริบทที่เราต้องการเน้น ความหมายและการใช้งาน Synonym คือ คำที่มีความหมายเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน สามารถนำมาใช้แทนกันได้ในบางบริบท เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางภาษาและหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำซาก การเลือกใช้ Synonym ที่เหมาะสมจะช่วยให้การสื่อสารมีความแม่นยำและสละสลวยยิ่งขึ้น ตัวอย่าง คำว่า “บ้าน” มี Synonym หลายคำ เช่น “เรือน”, “ที่พักอาศัย”, “เคหสถาน” ซึ่งแต่ละคำอาจมีความรู้สึกหรือความเป็นทางการที่แตกต่างกันเล็กน้อย คำว่า “สวย” มี Synonym เช่น…

  • "Month” แปลว่า

    คำว่า “Month” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “เดือน” ซึ่งเป็นหน่วยของการนับเวลาที่ใช้บอกช่วงระยะเวลาประมาณ 30 หรือ 31 วัน (ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ที่มี 28 หรือ 29 วัน) โดยหนึ่งปีจะมีทั้งหมด 12 เดือน เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมกราคมไปจนถึงเดือนธันวาคม เรามักจะใช้คำว่า “Month” ในชีวิตประจำวันเพื่อพูดถึงช่วงเวลาต่างๆ เช่น การนัดหมาย การวางแผน หรือการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตหรืออนาคต ตัวอย่างเช่น “I’ll see you next month” แปลว่า “ฉันจะเจอคุณในเดือนหน้านะ” หรือ “I’ve been working here for six months” หมายถึง “ฉันทำงานที่นี่มาเป็นเวลาหกเดือนแล้ว” การเข้าใจความหมายของ “Month” ช่วยให้เราสื่อสารเรื่องเวลาได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน “Month” หมายถึง “เดือน” ซึ่งเป็นหน่วยวัดเวลาที่ใช้แบ่งปีออกเป็นช่วงๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและอ้างอิงถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในแต่ละปีจะมี 12…

  • "Causes” แปลว่า

    คำว่า “Causes” ในภาษาอังกฤษ แปลตรงตัวเป็นภาษาไทยได้ว่า “สาเหตุ” ค่ะ ซึ่งหมายถึงต้นเหตุ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ หรือสภาพการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Causes” หรือ “สาเหตุ” เพื่ออธิบายว่าทำไมสิ่งใดสิ่งหนึ่งถึงเกิดขึ้น เช่น เมื่อมีคนถามว่า “What are the causes of the traffic jam?” (อะไรคือสาเหตุของรถติด?) เราก็จะตอบไปตามสาเหตุที่แท้จริง เช่น “Heavy rain” (ฝนตกหนัก) หรือ “An accident” (อุบัติเหตุ) เป็นต้น มันช่วยให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของปัญหาต่างๆ ได้ดีขึ้นค่ะ ความหมายและการใช้งาน “Causes” หมายถึง ต้นเหตุ, มูลเหตุ, สิ่งที่ก่อให้เกิดผล หรือเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งอื่นตามมา การใช้งานในภาษาไทย เรามักจะใช้คำว่า “สาเหตุ” เพื่ออธิบายถึงต้นตอของเรื่องราวต่างๆ ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ตัวอย่างการใช้งาน Causes of…

  • "Break” แปลว่า

    คำว่า “Break” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “การหยุดพัก” หรือ “การแตกหัก” ค่ะ ขึ้นอยู่กับบริบทที่เรานำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Break” เพื่อสื่อถึงช่วงเวลาที่เราหยุดทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อผ่อนคลาย หรือเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น การพักจากการทำงาน การพักจากการเรียน หรือแม้แต่การพักผ่อนหย่อนใจในช่วงวันหยุดยาวๆ นอกจากนี้ “Break” ยังสามารถหมายถึงการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแตกออกเป็นส่วนๆ หรือการสิ้นสุดความสัมพันธ์ก็ได้เช่นกันค่ะ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Break” มีความหมายที่หลากหลาย โดยหลักๆ แล้วสามารถแบ่งได้ดังนี้ การหยุดพัก (Rest/Pause): ใช้เมื่อต้องการหยุดทำกิจกรรมชั่วคราว เช่น “Let’s take a break.” (เรามาพักกันเถอะ) หรือ “I need a coffee break.” (ฉันต้องการพักดื่มกาแฟ) การแตกหัก (Shatter/Fracture): ใช้เมื่อสิ่งของแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือเกิดรอยร้าว เช่น “The glass will break easily.”…

  • "Bold” แปลว่า

    คำว่า “Bold” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การทำตัวหนา หรือการเน้นให้เด่นชัด มักใช้ในการพิมพ์หรือการเขียนเพื่อดึงดูดความสนใจ หรือสื่อถึงความสำคัญของข้อความนั้นๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Bold” ในหลายบริบท เช่น เวลาที่เราพิมพ์ข้อความในโปรแกรมต่างๆ เช่น Microsoft Word หรือ Google Docs เราจะเห็นปุ่ม “B” ที่ใช้สำหรับทำให้ตัวอักษรเป็นตัวหนา หรือเวลาที่เราเจอข้อความที่ถูกทำให้เป็นตัวหนาบนเว็บไซต์ ก็มักจะหมายถึงส่วนที่ผู้เขียนต้องการเน้นเป็นพิเศษ นอกจากนี้ “Bold” ยังสามารถใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบได้ หมายถึง การมีความกล้าหาญ ไม่เกรงกลัว หรือการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Bold” มีความหมายหลักๆ สองแบบ คือ การทำให้เป็นตัวหนา (Typography): ใช้เพื่อเน้นข้อความให้ดูเด่นชัดขึ้น อาจใช้กับหัวข้อ คำสำคัญ หรือประโยคที่ต้องการให้ผู้อ่านสังเกตเป็นพิเศษ ความกล้าหาญ / เด็ดเดี่ยว (Adjective): ใช้บรรยายลักษณะนิสัยของบุคคลที่กล้าแสดงออก ไม่กลัวที่จะทำในสิ่งที่แตกต่าง หรือมีความมั่นใจในการตัดสินใจ ตัวอย่างการใช้งาน ในการพิมพ์: “กรุณาทำหัวข้อหลักให้เป็น bold…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *