"Obviously” แปลว่า

คำว่า “Obviously” เป็นคำวิเศษณ์ในภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อบ่งบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นที่ชัดเจน เป็นที่ประจักษ์ หรือเป็นไปตามที่คาดหวังได้โดยไม่ต้องสงสัย หรือไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมอีกแล้ว เป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจว่าผู้ฟังหรือผู้อ่านน่าจะเข้าใจหรือเห็นพ้องต้องกันในสิ่งที่กำลังกล่าวถึง

ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้ “Obviously” เพื่อเน้นย้ำว่าข้อมูลหรือสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว เช่น เมื่อเราเห็นเพื่อนแต่งตัวสวยงาม เราอาจทักว่า “Obviously, you’re going to a party!” (เห็นได้ชัดเลยว่าเธอกำลังจะไปงานปาร์ตี้!) หรือเมื่อมีใครถามคำถามที่คำตอบชัดเจนมาก ๆ เราอาจตอบกลับไปว่า “Obviously, I want to go!” (แน่นอนอยู่แล้วว่าฉันอยากไป!) การใช้คำนี้ช่วยให้การสื่อสารกระชับและเข้าใจง่ายขึ้น เพราะเป็นการบอกเป็นนัยว่าไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้ยืดยาว

ความหมายและการใช้งาน

“Obviously” หมายถึง อย่างชัดเจน, เป็นที่แน่นอน, เป็นที่ประจักษ์, หรือโดยไม่ต้องสงสัย ใช้เพื่อแสดงว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงนั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้ง่าย หรือเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้โดยทั่วไป

ตัวอย่างการใช้งาน

เมื่ออากาศร้อนจัด และมีคนถามว่า “Do you want to go outside and play?” (อยากออกไปเล่นข้างนอกไหม?) เราอาจตอบว่า “No, obviously it’s too hot.” (ไม่เอา แน่นอนว่ามันร้อนเกินไป)

ถ้ามีคนทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม เพื่อนอาจพูดว่า “Obviously, you studied hard for this.” (เห็นได้ชัดเลยว่าเธอตั้งใจอ่านหนังสือมากแน่ ๆ)

บริบทที่ใช้บ่อย

“Obviously” มักถูกใช้ในบทสนทนาทั่วไป เพื่อเน้นย้ำถึงความชัดเจนของสถานการณ์ หรือเพื่อตอบคำถามที่คำตอบนั้นตรงไปตรงมา หรือเป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว

“Obviously” แปลว่าอะไร?

“Obviously” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อย่างชัดเจน”, “เป็นที่แน่นอน”, “เห็นได้ชัดเลย”, หรือ “แน่นอนอยู่แล้ว”

ใช้ “Obviously” เมื่อไหร่?

เราใช้ “Obviously” เมื่อต้องการบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นที่ประจักษ์ ชัดเจน หรือเป็นไปตามที่คาดหวังได้โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

“Obviously” เป็นคำประเภทไหน?

“Obviously” เป็นคำวิเศษณ์ (adverb) ในภาษาอังกฤษ ใช้เพื่อขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์อื่น ๆ เพื่อบอกถึงลักษณะหรือระดับความชัดเจน

Similar Posts

  • "Sandwiches” แปลว่า

    คำว่า “Sandwiches” (แซนด์วิช) หมายถึง อาหารชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยขนมปังสองแผ่นประกบกัน โดยมีไส้อยู่ตรงกลาง ไส้ของแซนด์วิชสามารถเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่เนื้อสัตว์ ผัก ชีส ไข่ หรือแม้กระทั่งผลไม้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะคุ้นเคยกับแซนด์วิชในรูปแบบที่หลากหลาย ทั้งเป็นอาหารเช้า อาหารกลางวัน หรืออาหารว่างที่หาทานได้ง่ายตามร้านอาหารทั่วไป หรือแม้แต่ทำเองที่บ้านเพื่อความสะดวกและประหยัด การทานแซนด์วิชเป็นเรื่องปกติในวัฒนธรรมการกินหลายประเทศทั่วโลก เพราะสะดวก รวดเร็ว และสามารถปรับเปลี่ยนไส้ได้ตามความชอบ ความหมายและการใช้งาน แซนด์วิช คือ การนำขนมปังมาประกบกัน โดยมีไส้อยู่ด้านใน ไส้ที่นิยมใช้กันทั่วไป ได้แก่ แฮม ชีส ทูน่า ไข่ดาว หรือผักต่างๆ นำมาปรุงรสตามต้องการ แล้วสอดไส้ไว้ระหว่างขนมปัง มักจะทานเป็นมื้อหลักหรือมื้อรอง ตัวอย่าง ตัวอย่างแซนด์วิชที่พบได้บ่อย เช่น แซนด์วิชแฮมชีส แซนด์วิชทูน่า แซนด์วิชไข่ และแซนด์วิชผักรวม บริบทการใช้งานทั่วไป แซนด์วิชเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพราะสะดวกในการเตรียมและรับประทาน เหมาะสำหรับมื้อเร่งด่วน หรือเมื่อต้องการอาหารที่พกพาง่าย เช่น การทานระหว่างเดินทาง หรือเป็นอาหารกลางวันในที่ทำงาน คำว่า “Sandwiches” มาจากไหน?…

  • "Resist” แปลว่า

    คำว่า “Resist” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วมีความหมายว่า “ต่อต้าน” หรือ “ขัดขืน” เป็นการแสดงออกถึงการไม่ยอมรับ การพยายามหยุดยั้ง หรือการยืนหยัดต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ คำพูด หรืออิทธิพลใดๆ ที่ไม่ต้องการ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Resist” ในหลายบริบท เช่น การต่อต้านแรงกดดัน การขัดขืนอำนาจ หรือแม้แต่การพยายามต้านทานความอยากบางอย่าง เช่น การต่อต้านการกินขนมหวาน หรือการต่อต้านการซื้อของที่ไม่จำเป็น เป็นการแสดงถึงการใช้สติยับยั้งชั่งใจ หรือการยืนหยัดในจุดยืนของตัวเอง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Resist” แปลตรงตัวว่า “ต่อต้าน” หรือ “ขัดขืน” ใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการแสดงออกถึงการไม่ยอมจำนนหรือไม่ยินยอมต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อาจเป็นการต่อต้านทางกายภาพ ทางความคิด หรือทางอารมณ์ ตัวอย่างการใช้งาน Resist the urge: การต่อต้านความอยาก เช่น “I’m trying to resist the urge to eat more cake.” (ฉันกำลังพยายามต่อต้านความอยากกินเค้กเพิ่ม)…

  • "Season” แปลว่า

    คำว่า “Season” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ฤดูกาล ซึ่งเป็นการแบ่งช่วงเวลาของปีตามลักษณะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 4 ฤดูกาลหลักๆ ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว แต่ในบางภูมิภาคที่มีลักษณะอากาศแตกต่างออกไป ก็อาจมีการแบ่งฤดูกาลที่ต่างออกไป เช่น ฤดูแล้งและฤดูฝน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Season” เพื่อพูดถึงช่วงเวลาต่างๆ ของปี เช่น การวางแผนท่องเที่ยวในช่วง “Summer season” (ฤดูร้อน) หรือการพูดถึงแฟชั่นที่เปลี่ยนไปตาม “Fashion season” (ฤดูกาลแฟชั่น) นอกจากนี้ คำว่า “Season” ยังสามารถนำไปใช้ในบริบทอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น ในกีฬา อาจหมายถึง “season” ของการแข่งขัน หรือในรายการทีวี อาจหมายถึง “season” ของตอนต่างๆ ที่ออกอากาศ ความหมายและการใช้งาน “Season” แปลว่า ฤดูกาล ซึ่งเป็นการแบ่งช่วงเวลาของปีตามสภาพอากาศที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วง โดยทั่วไปในประเทศแถบอบอุ่นจะแบ่งเป็น 4 ฤดู…

  • "Thanks” แปลว่า

    คำว่า “Thanks” เป็นคำทักทายหรือการแสดงความขอบคุณในภาษาอังกฤษ โดยมีความหมายตรงตัวว่า “ขอบคุณ” เป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก และเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกซาบซึ้งหรือขอบคุณต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการได้รับความช่วยเหลือ ของขวัญ หรือบริการที่ดี ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินและใช้คำว่า “Thanks” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น เมื่อมีคนส่งของให้ เมื่อได้รับคำชม หรือแม้แต่เมื่อมีคนเปิดประตูให้ การใช้คำนี้แสดงถึงความสุภาพและช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรในการสื่อสาร บางครั้งอาจมีการใช้คำว่า “Thanks a lot” หรือ “Thank you very much” เพื่อเน้นย้ำความรู้สึกขอบคุณให้มากขึ้น หรืออาจใช้คำว่า “Thanks” แบบสั้นๆ ในการตอบรับอย่างรวดเร็วก็ได้เช่นกัน ความหมายและการใช้งาน “Thanks” เป็นคำกริยาที่ใช้แสดงความรู้สึกขอบคุณ หรือการยอมรับในสิ่งที่ดีที่ได้รับจากผู้อื่น สามารถใช้ได้ทั้งในสถานการณ์ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในภาษาไทยเราอาจแปลได้ว่า “ขอบคุณ” หรือ “ขอบใจ” โดยทั่วไปจะใช้เมื่อต้องการแสดงความซาบซึ้งใจต่อการกระทำ คำพูด หรือสิ่งของที่ได้รับ ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเพื่อนให้ขนม: “Thanks!” เมื่อได้รับความช่วยเหลือในการยกของ: “Thanks for your help.” เมื่อได้รับอีเมลตอบกลับ:…

  • "Restaurants” แปลว่า

    คำว่า “Restaurants” หมายถึง ร้านอาหาร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถเข้าไปรับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้ว โดยทั่วไปแล้วร้านอาหารจะมีเมนูอาหารให้เลือกหลากหลายประเภท และมีพนักงานคอยให้บริการลูกค้า ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Restaurants” เมื่อพูดถึงการออกไปทานข้าวนอกบ้าน เช่น “วันนี้อยากไปทานข้าวที่ Restaurants ดีๆ สักแห่ง” หรือ “เรานัดเจอกันที่ Restaurants ใกล้ๆ ออฟฟิศนะ” ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรู ร้านอาหารข้างทาง หรือร้านอาหารประเภทใดก็ตาม คำนี้ก็สามารถใช้เรียกได้ทั้งหมด ความหมายและการใช้งาน “Restaurants” เป็นคำนามพหูพจน์ของคำว่า “Restaurant” ซึ่งมาจากภาษาฝรั่งเศส หมายถึง สถานที่ที่ขายอาหารและเครื่องดื่มให้กับลูกค้าเพื่อรับประทานในร้านนั้นๆ หรือนำกลับบ้านก็ได้ ในภาษาไทย เรามักจะใช้คำว่า “ร้านอาหาร” เพื่อสื่อความหมายเดียวกัน ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณวางแผนจะไปทานอาหารเย็นกับเพื่อน คุณอาจจะพูดว่า “คืนนี้เราไปลอง Restaurants เปิดใหม่กันไหม” หรือหากคุณกำลังมองหาร้านอาหารเพื่อฉลองวันเกิด ก็อาจจะค้นหาว่า “Best Restaurants in Bangkok” เพื่อหาร้านอาหารแนะนำ บริบทและการใช้งานทั่วไป คำว่า “Restaurants” ถูกใช้ในบริบทที่หลากหลาย…

  • "Initiating” แปลว่า

    คำว่า “Initiating” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่ออธิบายถึงการเริ่มต้น การริเริ่ม หรือการดำเนินการบางสิ่งบางอย่าง เป็นการบ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของกระบวนการ กิจกรรม หรือโครงการ โดยอาจหมายถึงการเริ่มลงมือทำ การจุดประกาย หรือการเปิดฉากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า “Initiating” หรือใช้มันในบริบทที่หลากหลาย เช่น เมื่อมีการเริ่มโปรเจกต์ใหม่ในที่ทำงาน ก็อาจจะใช้คำว่า “initiating the project” เพื่อบอกว่ากำลังจะเริ่มโครงการนี้ หรือในการสื่อสารทางเทคโนโลยี เช่น การ “initiating a call” หมายถึงการเริ่มโทรออก หรือการ “initiating a connection” คือการสร้างการเชื่อมต่อ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนสื่อถึงการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ นั่นเอง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Initiating” แปลตรงตัวว่า “การเริ่มต้น” หรือ “การริเริ่ม” ใช้เพื่ออธิบายถึงการกระทำที่ทำให้บางสิ่งบางอย่างเริ่มขึ้น อาจเป็นได้ทั้งการเริ่มต้นความคิด การวางแผน หรือการลงมือปฏิบัติจริงในขั้นตอนแรกๆ ตัวอย่างการใช้งาน 1. “The company is initiating a new…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *