"Obviously” แปลว่า

คำว่า “Obviously” เป็นคำวิเศษณ์ในภาษาอังกฤษที่ใช้เพื่อบ่งบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นที่ชัดเจน เป็นที่ประจักษ์ หรือเป็นไปตามที่คาดหวังได้โดยไม่ต้องสงสัย หรือไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมอีกแล้ว เป็นการแสดงออกถึงความมั่นใจว่าผู้ฟังหรือผู้อ่านน่าจะเข้าใจหรือเห็นพ้องต้องกันในสิ่งที่กำลังกล่าวถึง

ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้ “Obviously” เพื่อเน้นย้ำว่าข้อมูลหรือสถานการณ์นั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว เช่น เมื่อเราเห็นเพื่อนแต่งตัวสวยงาม เราอาจทักว่า “Obviously, you’re going to a party!” (เห็นได้ชัดเลยว่าเธอกำลังจะไปงานปาร์ตี้!) หรือเมื่อมีใครถามคำถามที่คำตอบชัดเจนมาก ๆ เราอาจตอบกลับไปว่า “Obviously, I want to go!” (แน่นอนอยู่แล้วว่าฉันอยากไป!) การใช้คำนี้ช่วยให้การสื่อสารกระชับและเข้าใจง่ายขึ้น เพราะเป็นการบอกเป็นนัยว่าไม่ต้องเสียเวลาอธิบายให้ยืดยาว

ความหมายและการใช้งาน

“Obviously” หมายถึง อย่างชัดเจน, เป็นที่แน่นอน, เป็นที่ประจักษ์, หรือโดยไม่ต้องสงสัย ใช้เพื่อแสดงว่าสิ่งที่เรากำลังพูดถึงนั้นเป็นเรื่องที่เห็นได้ง่าย หรือเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้โดยทั่วไป

ตัวอย่างการใช้งาน

เมื่ออากาศร้อนจัด และมีคนถามว่า “Do you want to go outside and play?” (อยากออกไปเล่นข้างนอกไหม?) เราอาจตอบว่า “No, obviously it’s too hot.” (ไม่เอา แน่นอนว่ามันร้อนเกินไป)

ถ้ามีคนทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม เพื่อนอาจพูดว่า “Obviously, you studied hard for this.” (เห็นได้ชัดเลยว่าเธอตั้งใจอ่านหนังสือมากแน่ ๆ)

บริบทที่ใช้บ่อย

“Obviously” มักถูกใช้ในบทสนทนาทั่วไป เพื่อเน้นย้ำถึงความชัดเจนของสถานการณ์ หรือเพื่อตอบคำถามที่คำตอบนั้นตรงไปตรงมา หรือเป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว

“Obviously” แปลว่าอะไร?

“Obviously” แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “อย่างชัดเจน”, “เป็นที่แน่นอน”, “เห็นได้ชัดเลย”, หรือ “แน่นอนอยู่แล้ว”

ใช้ “Obviously” เมื่อไหร่?

เราใช้ “Obviously” เมื่อต้องการบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นที่ประจักษ์ ชัดเจน หรือเป็นไปตามที่คาดหวังได้โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม

“Obviously” เป็นคำประเภทไหน?

“Obviously” เป็นคำวิเศษณ์ (adverb) ในภาษาอังกฤษ ใช้เพื่อขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์อื่น ๆ เพื่อบอกถึงลักษณะหรือระดับความชัดเจน

Similar Posts

  • "Temples” แปลว่า

    คำว่า “Temples” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง “วัด” หรือ “โบสถ์” ในภาษาไทย โดยทั่วไปแล้วหมายถึงสถานที่สักการะบูชาทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ หรือศาสนาอื่นๆ ซึ่งมักจะมีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ ในชีวิตประจำวัน คนไทยอาจจะใช้คำว่า “Temples” เมื่อพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาในต่างประเทศ เช่น เวลาพูดถึงการไปเที่ยวประเทศแถบเอเชียที่เต็มไปด้วยวัดสวยงาม หรือเมื่อพูดถึงโบสถ์เก่าแก่ในยุโรป คนก็อาจจะเรียกทับศัพท์ว่า “Temples” ไปเลย โดยไม่ต้องแปลเป็นคำอื่น หรืออาจจะใช้ในบริบทของการศึกษาเกี่ยวกับศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Temples” มาจากภาษาอังกฤษ หมายถึงสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การบูชา หรือการปฏิบัติธรรม ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปตามแต่ละศาสนาและวัฒนธรรม ในภาษาไทย เรามักจะแปลคำนี้ว่า “วัด” สำหรับศาสนาพุทธ หรือ “โบสถ์” สำหรับศาสนาคริสต์ แต่เมื่อพูดถึงในบริบทสากล หรือเมื่อต้องการกล่าวถึงสถานที่สักการะของศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ใช่พุทธหรือคริสต์ ก็อาจจะใช้คำว่า “Temples” ทับศัพท์ไปเลย ตัวอย่างการใช้งาน หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น คุณอาจจะพูดว่า “ฉันอยากไปเที่ยวชม Temples ที่เกียวโตหลายๆ แห่ง” หรือเมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์ของอินเดีย ก็อาจจะกล่าวถึง…

  • "Invested” แปลว่า

    คำว่า “Invested” เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง การลงทุน หรือ การทุ่มเท โดยมีความหมายได้หลากหลายขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ค่ะ ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า “Invested” บ่อยๆ ในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องเงิน เช่น การลงทุนในหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ แต่จริงๆ แล้ว คำนี้ยังสามารถใช้ในความหมายของการทุ่มเทแรงกาย แรงใจ หรือเวลาให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ได้เช่นกันค่ะ เช่น เราอาจจะรู้สึก “Invested” กับโปรเจกต์ที่ทำ หรือกับความสัมพันธ์กับใครบางคน ความหมายและการใช้งาน โดยทั่วไป “Invested” สามารถแปลได้ว่า: ลงทุน: ใช้ในบริบททางการเงิน เช่น การลงทุนในบริษัท การลงทุนในตลาดหุ้น ทุ่มเท/ใส่ใจ: ใช้ในความหมายของการให้ความสำคัญ ใส่ใจ หรือทุ่มเทเวลาและแรงกายแรงใจให้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น รู้สึกผูกพันหรือทุ่มเทให้กับงาน หรือความสัมพันธ์ ตัวอย่างการใช้งาน ด้านการเงิน: “I’ve invested a lot of money in this company.” (ฉันได้ลงทุนเงินจำนวนมากในบริษัทนี้) ด้านความรู้สึก/การทุ่มเท:…

  • "จ้อย” แปลว่า

    คำว่า “จ้อย” เป็นคำวิเศษณ์ในภาษาไทยที่ใช้อธิบายลักษณะของสิ่งของหรือบุคคลที่มีขนาดเล็ก หรือมีความสูงน้อยกว่าปกติ มักใช้ในบริบทที่ไม่เป็นทางการ เพื่อสื่อถึงความน่ารัก หรือความไม่ใหญ่โตจนเกินไป ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ยินคำว่า “จ้อย” ถูกนำไปใช้เรียกเด็กเล็กๆ ที่ดูตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน หรือใช้กับสัตว์เลี้ยงตัวเล็กๆ เช่น “ลูกหมาตัวจ้อย” เพื่อเน้นถึงความน่าเอ็นดู นอกจากนี้ยังอาจใช้เรียกสิ่งของที่มีขนาดกะทัดรัด หรือดูไม่โดดเด่น เช่น “กระเป๋าใบจ้อย” เพื่อสื่อถึงขนาดที่เล็กกระทัดรัด หรือ “บ้านหลังจ้อย” เพื่อบอกว่ามีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เป็นคำที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเองและไม่เป็นทางการ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “จ้อย” มีความหมายหลักคือ เล็ก, น้อย, หรือเตี้ยกว่าปกติ มักใช้ประกอบคำนามเพื่อขยายความให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เช่น เด็กจ้อย, หมาจ้อย, หรือบ้านจ้อย ตัวอย่างการใช้งาน “หลานสาวคนเล็กของฉันตัวกะทัดรัดมากเลยค่ะ เรียกว่าน้องจ้อยได้เลย” “วันนี้เจอกระเป๋าใบจ้อยน่ารักมากเลย อยากได้มาใส่ของเล็กๆ น้อยๆ” “เขาเป็นคนตัวเล็กๆ หน้าตากลมๆ ดูเป็นคนอารมณ์ดี” บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “จ้อย” นิยมใช้ในการสนทนาทั่วไป หรือในภาษาพูด เพื่อแสดงความรู้สึกเอ็นดู หรือเพื่ออธิบายลักษณะที่ดูไม่ใหญ่โต มักไม่ค่อยพบในการเขียนที่เป็นทางการ หรือในเอกสารวิชาการ…

  • "Thing” แปลว่า

    คำว่า “Thing” เป็นคำนามในภาษาอังกฤษที่ใช้เรียกสิ่งของทั่วไป สิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรื่องราวต่างๆ เป็นคำที่มีความหมายกว้างและสามารถนำไปใช้ได้หลากหลายสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน ในภาษาไทย เรามักจะแปล “Thing” ว่า “สิ่งของ” “สิ่งหนึ่ง” หรือ “เรื่อง” ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ ตัวอย่างเช่น หากเราพูดถึง “a thing in the bag” ก็จะหมายถึง “สิ่งของในกระเป๋า” หรือถ้าพูดว่า “That’s a strange thing to say” ก็จะหมายถึง “นั่นเป็นเรื่องแปลกที่พูดออกมา” คนไทยใช้คำนี้บ่อยในสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าอะไร หรือเมื่อต้องการพูดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยรวม โดยไม่เจาะจงรายละเอียดมากนัก ความหมายและการใช้งาน “Thing” หมายถึง สิ่งใดๆ ก็ตามที่สามารถจับต้องได้หรือไม่สามารถจับต้องได้ รวมถึงแนวคิด เหตุการณ์ หรือการกระทำต่างๆ เป็นคำที่ใช้แทนคำนามเฉพาะเจาะจงเมื่อผู้พูดต้องการกล่าวถึงสิ่งนั้นอย่างกว้างๆ หรือเมื่อไม่ทราบชื่อที่แน่ชัด ตัวอย่างการใช้งาน “I lost my keys, can you help me…

  • "Age” แปลว่า

    คำว่า “Age” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “อายุ” หรือ “วัย” ค่ะ เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงระยะเวลาตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันของบุคคล สัตว์ หรือสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Age” หรือ “อายุ” ในการพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของใครสักคน เช่น เวลาสมัครงาน สมัครเรียน หรือแม้แต่เวลาทำความรู้จักเพื่อนใหม่ นอกจากนี้ยังใช้ในการพูดถึงช่วงวัยต่างๆ ของชีวิต เช่น วัยเด็ก วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่ หรือเมื่อพูดถึงอายุของสิ่งของต่างๆ ว่าเก่าหรือใหม่เพียงใด ความหมายและการใช้งาน “Age” หมายถึง จำนวนปีที่สิ่งมีชีวิตหรือสิ่งของดำรงอยู่ หรือระยะเวลาที่ผ่านไปตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างการใช้งาน What is your age? (คุณอายุเท่าไหร่?) The age of this building is over 100 years. (อายุของอาคารนี้มากกว่า 100 ปี) He is of…

  • "Meet” แปลว่า

    คำว่า “Meet” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “พบ” หรือ “เจอ” เป็นคำกริยาที่ใช้เมื่อคนสองคนขึ้นไปมาอยู่ร่วมกัน หรือได้รู้จักกันเป็นครั้งแรก ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่า “Meet” ในสถานการณ์ที่หลากหลาย เช่น การนัดเจอเพื่อน การประชุมกับเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่การได้พบกับคนใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ความหมายของ “Meet” จึงครอบคลุมตั้งแต่การพบกันโดยบังเอิญไปจนถึงการนัดหมายอย่างเป็นทางการ ความหมายและการใช้งาน “Meet” สามารถแปลได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับบริบท เช่น พบปะ, เจอ: ใช้เมื่อกล่าวถึงการได้พบกับบุคคล หรือกลุ่มคน เช่น “I want to meet my friends.” (ฉันอยากจะไปเจอเพื่อนๆ) ประชุม, ประชุมหารือ: ใช้ในบริบทของการทำงาน หรือการนัดหมายเพื่อปรึกษาหารือ เช่น “We need to meet to discuss the project.” (เราต้องประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับโปรเจกต์) พบกันโดยบังเอิญ: ใช้เมื่อการพบเจอไม่ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า เช่น “I…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *