"Obvious” แปลว่า

คำว่า “Obvious” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง ชัดเจน, เห็นได้ชัด, ไม่ต้องสงสัย, หรือเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาหรือความคิด ทำให้เข้าใจได้ง่ายโดยไม่ต้องอธิบายอะไรเพิ่มเติม เป็นสิ่งที่มองเห็นหรือทราบได้ทันทีโดยปราศจากความคลุมเครือ

ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่า “Obvious” เพื่ออธิบายสถานการณ์หรือสิ่งต่างๆ ที่มีความชัดเจนจนไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เช่น เมื่อมีคนถามคำถามที่คำตอบนั้นเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว เราอาจจะตอบว่า “It’s obvious” หรือ “ก็เห็นๆ กันอยู่” เพื่อบอกว่าคำตอบนั้นง่ายมากจนไม่ต้องคิด หรือเมื่อเราเห็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว ก็จะบอกว่า “The result is obvious” หรือ “ผลลัพธ์มันชัดเจนอยู่แล้ว” เป็นการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและเข้าใจง่าย

ความหมายและการใช้งาน

“Obvious” หมายถึง สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน เข้าใจได้ง่ายโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม ใช้ในกรณีที่ข้อมูล ข้อเท็จจริง หรือผลลัพธ์นั้นปรากฏแก่สายตาหรือความคิดอย่างชัดเจน

ตัวอย่างการใช้งาน

ถ้าฝนตกหนักมากจนถนนเปียกโชก การบอกว่า “The road is obvious wet” (ถนนเปียกชัดเจน) ก็เป็นการอธิบายที่ตรงไปตรงมา

เมื่อมีใครทำผิดพลาดอย่างชัดเจนจนเห็นได้ ก็อาจพูดได้ว่า “His mistake was obvious” (ความผิดพลาดของเขามันชัดเจน)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “Obvious” มักใช้ในบทสนทนาทั่วไปเพื่อเน้นย้ำถึงความชัดเจนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเพื่อแสดงว่าคำตอบหรือข้อสรุปนั้นง่ายดายจนไม่ต้องสงสัย

🔷 FAQ SECTION

“Obvious” ใช้กับเรื่องอะไรได้บ้าง?

สามารถใช้ได้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ ข้อเท็จจริง ผลลัพธ์ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน

มีคำอื่นที่ความหมายใกล้เคียงกับ “Obvious” หรือไม่?

มีคำอื่นที่มีความหมายใกล้เคียง เช่น Clear (ชัดเจน), Apparent (ปรากฏชัด), Evident (เป็นที่ประจักษ์), หรือ Plain (ธรรมดา, ชัดเจน) แต่ “Obvious” มักจะสื่อถึงความชัดเจนที่แทบไม่ต้องใช้การพิจารณาใดๆ เลย

Similar Posts

  • "Stuck” แปลว่า

    คำว่า “Stuck” เป็นภาษาอังกฤษที่แปลตรงตัวได้ว่า “ติดอยู่” หรือ “ค้างอยู่” ในสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพ ความคิด หรืออารมณ์ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะใช้คำว่า “Stuck” เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่เราไม่สามารถก้าวต่อไปได้ หรือไม่สามารถหาทางออกได้ เช่น รถติดอยู่กลางถนน หรือมีความคิดบางอย่างที่วนเวียนอยู่ในหัวจนไม่สามารถคิดเรื่องอื่นได้ หรือแม้กระทั่งรู้สึกติดอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไม่พัฒนาไปไหน ความหมายและการใช้งาน “Stuck” หมายถึง สภาวะที่ถูกขัดขวาง ไม่สามารถเคลื่อนไหวไปข้างหน้าได้ หรือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ อาจเป็นได้ทั้งการติดขัดทางกายภาพ เช่น รถยนต์เสียจนไปต่อไม่ได้ หรือการติดขัดทางความคิด จิตใจ เช่น รู้สึกเบื่อหน่ายกับงานประจำและไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ตัวอย่างการใช้งาน “I’m stuck in traffic.” (ฉันติดแหง็กอยู่กับการจราจร) “I feel stuck in my current job.” (ฉันรู้สึกเหมือนติดอยู่กับงานปัจจุบัน ไม่รู้จะไปต่อทางไหน) “My computer is stuck on the loading screen.”…

  • "Everything” แปลว่า

    คำว่า “Everything” เป็นคำนามในภาษาอังกฤษที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ทุกสิ่งทุกอย่าง” หรือ “ทั้งหมด” หมายถึง สรรพสิ่งทุกประการที่ดำรงอยู่ หรือรวมถึงทุกองค์ประกอบทั้งหมดในบริบทใดบริบทหนึ่ง ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่า “Everything” เพื่อสื่อถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือเมื่อต้องการกล่าวถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ เช่น เมื่อเราถามว่า “Is everything okay?” ก็หมายถึง “ทุกอย่างโอเคไหม” หรือเมื่อบอกว่า “I love everything about you” ก็แปลว่า “ฉันรักทุกอย่างที่เป็นคุณ” เป็นการแสดงความรู้สึกหรือความพึงพอใจในทุกส่วนประกอบ ความหมายและการใช้งาน “Everything” หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว หรือทุกองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ใช้เพื่อเน้นย้ำถึงความครอบคลุม หรือความเป็นไปทั้งหมดในสถานการณ์นั้นๆ ตัวอย่างการใช้งาน “I need to pack everything for the trip.” (ฉันต้องเก็บของไปเที่ยวทุกสิ่งทุกอย่าง) “She knows everything about this topic.” (เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหัวข้อนี้) “This…

  • "Spelling” แปลว่า

    คำว่า “Spelling” ในภาษาไทยหมายถึง การสะกดคำ หรือการเรียงลำดับตัวอักษรของคำใดคำหนึ่งให้ถูกต้องตามหลักภาษา โดยทั่วไปแล้ว มักจะใช้ในการอธิบายวิธีการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่นๆ ที่ใช้ตัวอักษรในการประสมคำ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Spelling” บ่อยครั้งเมื่อมีการพูดคุยเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ เช่น เมื่อมีคนถามว่า “What’s the spelling of that word?” ซึ่งหมายถึง “คำนี้สะกดยังไง?” หรือเมื่อเราเขียนอีเมล ส่งข้อความ หรือทำงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ การสะกดคำที่ถูกต้องมีความสำคัญมาก เพราะอาจทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนไป หรือทำให้ข้อความที่สื่อสารไม่เข้าใจได้ นอกจากนี้ การสะกดคำยังเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ภาษา ซึ่งช่วยให้เราสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน Spelling คือ การสะกดคำ หรือลำดับตัวอักษรที่ประกอบกันเป็นคำๆ หนึ่ง การใช้งานหลักๆ คือการอธิบายวิธีเขียนคำศัพท์ต่างๆ โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษ ตัวอย่างการใช้งาน “Can you tell me the spelling of ‘beautiful’?” (คุณช่วยบอกการสะกดคำว่า ‘beautiful’ ให้หน่อยได้ไหม?) “I’m not…

  • "Accountancy” แปลว่า

    “Accountancy” แปลว่า “การบัญชี” ครับ เป็นศาสตร์และศิลป์ที่เกี่ยวกับการบันทึก จำแนก สรุปผล และวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของธุรกิจหรือองค์กร เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะไม่ได้ใช้คำว่า “Accountancy” โดยตรงบ่อยนัก แต่เราคุ้นเคยกับคำว่า “บัญชี” มากกว่า เช่น เวลาเราไปซื้อของแล้วได้ใบเสร็จ นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบบัญชี หรือเวลาบริษัทประกาศผลประกอบการประจำปี ก็คือผลลัพธ์ของการทำ Accountancy นั่นเองครับ คนที่ทำงานด้านนี้ก็คือ “นักบัญชี” หรือ “Accountant” นั่นเอง ความหมายและการใช้งาน “Accountancy” หมายถึง กระบวนการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชี ซึ่งรวมถึงการบันทึกรายการทางการเงิน การจัดหมวดหมู่ การสรุปผลเป็นงบการเงิน และการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นเพื่อสะท้อนฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของกิจการ ตัวอย่างการใช้งาน บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องมีฝ่าย Accountancy ที่แข็งแกร่ง เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น และเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลทางการเงินถูกต้อง บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Accountancy” มักถูกใช้ในบริบทของวิชาการ การศึกษาด้านการเงิน หรือในวงการธุรกิจที่ต้องการสื่อถึงภาพรวมของระบบบัญชีทั้งหมด Accountancy กับ Accounting ต่างกันอย่างไร? โดยทั่วไปแล้ว คำว่า…

  • "Book” แปลว่า

    “Book” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “หนังสือ” ครับ เป็นคำนามที่ใช้อ้างถึงสิ่งพิมพ์ที่ประกอบด้วยกระดาษหลายแผ่นที่ถูกเย็บหรือเข้าเล่มติดกัน โดยมีเนื้อหา ตัวอักษร รูปภาพ หรือข้อมูลต่างๆ พิมพ์อยู่ภายใน หนังสือมีหลากหลายประเภท ตั้งแต่นิยาย วรรณกรรม สารคดี ตำราเรียน ไปจนถึงนิตยสารและคู่มือต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “book” หรือ “หนังสือ” กันอยู่บ่อยๆ ครับ เช่น เวลาเราพูดถึงการอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิง การหาข้อมูล หรือการเรียนรู้ หรือเวลาเราไปร้านหนังสือเพื่อเลือกซื้อ “book” เล่มใหม่ หรืออาจจะพูดถึงการจอง “book” ที่นั่งร้านอาหาร หรือการจอง “book” โรงแรม ซึ่งในบริบทเหล่านี้ “book” จะหมายถึงการสำรองหรือการจองสิ่งต่างๆ ไว้ล่วงหน้าครับ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “book” สามารถมีความหมายได้ทั้งที่เป็นรูปธรรมคือ “หนังสือ” สิ่งพิมพ์ที่เราจับต้องได้ และในเชิงนามธรรมคือ “การจอง” หรือ “การสำรอง” สิ่งต่างๆ ครับ ตัวอย่างการใช้งาน “ฉันชอบอ่าน book…

  • "Pour” แปลว่า

    คำว่า “Pour” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ “เท” หรือ “ราด” เป็นการกระทำที่เกี่ยวกับการทำให้ของเหลวไหลออกจากภาชนะหนึ่งไปยังอีกภาชนะหนึ่ง หรือไปยังพื้นผิวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “pour” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น การเทน้ำลงในแก้ว การราดน้ำซอสบนอาหาร หรือแม้แต่การเทปูนซีเมนต์ในการก่อสร้าง เป็นคำกริยาที่สื่อถึงการเคลื่อนไหวของของเหลวอย่างชัดเจน ความหมายและการใช้งาน “Pour” หมายถึง การทำให้ของเหลวไหลออกมาอย่างต่อเนื่องจากภาชนะ โดยทั่วไปจะใช้เมื่อต้องการเติมของเหลวลงในสิ่งอื่น หรือเททิ้ง ตัวอย่างการใช้งาน Pour a drink: เทเครื่องดื่ม (เช่น เทน้ำ, เทน้ำผลไม้, เทกาแฟ) Pour sauce: ราดซอส (เช่น ราดซอสบนสลัด, ราดซอสบนพาสต้า) Pour rain: ฝนตกหนัก (ใช้เปรียบเทียบปริมาณฝนที่ตกหนัก เหมือนเทลงมา) Pour concrete: เทปูนซีเมนต์ บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “pour” มักใช้ในบริบทของการทำอาหาร การดื่ม การก่อสร้าง และเมื่อพูดถึงสภาพอากาศ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *