"hired” แปลว่า

คำว่า “hired” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “ได้รับการว่าจ้าง” หรือ “ถูกจ้าง” เป็นคำกริยาช่องที่ 3 (past participle) ของกริยา “hire” ซึ่งหมายถึงการจ้างคนเข้าทำงาน หรือการเช่าสิ่งของต่างๆ

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “hired” ในบริบทของการจ้างงานเป็นหลัก เช่น เมื่อบริษัทกำลังหาคนมาทำงาน ตำแหน่งที่เปิดรับนั้นก็คือตำแหน่งที่ “hired” ได้ หรือเมื่อมีคนได้รับข้อเสนอให้เข้าทำงานในตำแหน่งที่ต้องการ ก็จะถือว่าเขาคนนั้น “hired” แล้ว นอกจากนี้ยังสามารถใช้กับการเช่าสิ่งของได้เช่นกัน แต่การใช้งานในความหมายนี้จะพบน้อยกว่า

ความหมายและการใช้งาน

“hired” หมายถึง การที่บุคคลหรือองค์กรได้รับข้อเสนอให้ทำงานในตำแหน่งที่ต้องการ หรือได้รับการตอบรับให้เข้าทำงาน โดยทั่วไปมักจะมาพร้อมกับการตกลงเรื่องค่าตอบแทนและเงื่อนไขอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “She was hired as the new marketing manager.” (เธอได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดคนใหม่)
  • “The company has hired five new employees this month.” (บริษัทได้ว่าจ้างพนักงานใหม่ 5 คนในเดือนนี้)
  • “He finally got hired after a long job search.” (ในที่สุดเขาก็ได้รับการว่าจ้างหลังจากหางานมานาน)

บริบทการใช้งานทั่วไป

คำว่า “hired” มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับการสรรหาบุคลากร การตอบรับเข้าทำงาน หรือการยืนยันว่ามีคนได้รับตำแหน่งงานแล้ว

“hired” หมายถึงอะไร?

“hired” หมายถึง การได้รับการว่าจ้างให้ทำงาน หรือการถูกเลือกให้เข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ

“hired” ใช้ในสถานการณ์ไหนได้บ้าง?

สามารถใช้ได้ในสถานการณ์ที่เกี่ยวกับการจ้างงาน เช่น การประกาศผลการสัมภาษณ์ การยืนยันการรับเข้าทำงาน หรือการพูดถึงว่าใครได้รับการว่าจ้างแล้ว

“hired” กับ “employed” ต่างกันอย่างไร?

โดยทั่วไป “hired” จะเน้นไปที่กระบวนการของการ “ได้รับการว่าจ้าง” หรือ “การถูกจ้าง” ในขณะที่ “employed” จะเน้นที่สถานะของการ “เป็นลูกจ้าง” หรือ “ทำงานอยู่” ในองค์กรนั้นๆ แล้ว ทั้งสองคำจึงมีความหมายใกล้เคียงกันมากและใช้แทนกันได้ในหลายบริบท

Similar Posts

  • "Exotic” แปลว่า

    คำว่า “Exotic” (เอ็กโซติก) ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “แปลกใหม่”, “หายาก”, “ไม่คุ้นเคย” หรือ “มาจากต่างแดน” โดยมักจะใช้เพื่ออธิบายสิ่งที่ไม่ใช่ของทั่วไปที่พบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน หรือสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่น่าสนใจ ชวนให้สงสัย หรือดูสวยงามแตกต่างจากสิ่งปกติที่เราคุ้นเคย ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะได้ยินคำว่า “Exotic” ถูกนำไปใช้ในหลากหลายบริบท เช่น การพูดถึงสัตว์เลี้ยงที่มาจากต่างประเทศซึ่งมีลักษณะรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนสัตว์ที่เราพบเห็นทั่วไป หรือใช้กับอาหารที่นำเข้าจากต่างแดน มีรสชาติหรือส่วนประกอบที่ไม่คุ้นเคย หรือแม้กระทั่งใช้กับสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม มีธรรมชาติที่แปลกตา หรือมีวัฒนธรรมที่แตกต่างจากที่เราเคยสัมผัส การใช้คำนี้ช่วยสร้างความรู้สึกน่าตื่นเต้น ดึงดูดความสนใจ และบ่งบอกถึงความพิเศษของสิ่งนั้นๆ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Exotic” สื่อถึงสิ่งที่มีลักษณะโดดเด่น ไม่ธรรมดา และมักจะมาจากแหล่งที่ห่างไกลหรือไม่คุ้นเคย สามารถนำไปใช้ได้กับหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น สัตว์ พืช อาหาร แฟชั่น หรือแม้แต่วัฒนธรรม ตัวอย่างการใช้งาน สัตว์ Exotic: อาจหมายถึง สัตว์เลี้ยงที่แปลกตา เช่น งูหลาม อิกัวน่า หรือนกแก้วสายพันธุ์หายาก ที่ไม่ได้พบเห็นได้ทั่วไปเหมือนแมวหรือสุนัข อาหาร Exotic: เช่น ทุเรียนหมอนทองที่ชาวต่างชาติมองว่าเป็นผลไม้…

  • "Viewing” แปลว่า

    “Viewing” เป็นคำภาษาอังกฤษที่โดยทั่วไปแล้วหมายถึง การมอง การชม หรือการดูสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักใช้ในบริบทของการรับชมสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ หรือรูปภาพ หรืออาจหมายถึงการเข้าชมสถานที่ต่างๆ เช่น การเข้าชมพิพิธภัณฑ์ หรือการดูบ้านที่ประกาศขาย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “viewing” ในสถานการณ์ที่หลากหลาย เช่น เมื่อเรากำลังดูวิดีโอออนไลน์ เราอาจเห็นข้อความว่า “This video has 10,000 views” ซึ่งหมายถึงวิดีโอนี้มีคนเข้ามาดูแล้ว 10,000 ครั้ง หรือเมื่อเราเข้าเว็บไซต์ดูรูปภาพ เราอาจเห็นคำว่า “photo viewing gallery” ที่หมายถึงแกลเลอรีสำหรับชมรูปภาพ นอกจากนี้ ในวงการอสังหาริมทรัพย์ คำว่า “viewing” ยังหมายถึงการนัดหมายเพื่อเข้าไปดูบ้านหรือคอนโดที่กำลังจะซื้อหรือเช่า ความหมายและการใช้งาน “Viewing” แปลว่า การมอง การชม การดู หรือการเข้าชม โดยมีความหมายที่ยืดหยุ่นตามบริบทที่ใช้ สามารถใช้ได้กับการดูสิ่งต่างๆ ที่เป็นรูปธรรม เช่น การดูวิวทิวทัศน์ หรือการดูผลงานศิลปะ ไปจนถึงการดูสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น…

  • "Whom” แปลว่า

    “Whom” เป็นคำสรรพนามในภาษาอังกฤษที่ใช้ในฐานะกรรมของประโยคหรือหลังบุพบท มีความหมายใกล้เคียงกับ “ใคร” ในภาษาไทย แต่จะใช้เมื่อเราต้องการกล่าวถึงบุคคลที่เรากำลังพูดถึงในฐานะผู้ถูกกระทำ หรือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ถูกกล่าวถึง ในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่มักจะใช้ “who” แทน “whom” ในการพูดคุยทั่วไป เนื่องจาก “whom” เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นทางการและไม่ค่อยนิยมใช้ในการสนทนาทั่วไปมากนัก อย่างไรก็ตาม การรู้จักและเข้าใจการใช้ “whom” จะช่วยให้การใช้ภาษาอังกฤษของคุณถูกต้องและสละสลวยมากขึ้น โดยเฉพาะในการเขียนที่เป็นทางการ หรือเมื่อต้องการแสดงความใส่ใจในรายละเอียดของภาษา ความหมายและการใช้งาน “Whom” ใช้เพื่อถามถึงหรืออ้างถึงบุคคลในฐานะกรรมของกริยา หรือกรรมของบุพบท ตัวอย่างเช่น ในประโยค “To whom should I send this letter?” (ฉันควรส่งจดหมายนี้ให้ใคร) “whom” ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุพบท “to” หรือในประโยค “Whom did you see?” (คุณเห็นใคร) “whom” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “see” ตัวอย่างการใช้งาน Whom are you meeting today? (คุณกำลังจะพบใครในวันนี้?)…

  • "Ridden” แปลว่า

    คำว่า “Ridden” เป็นรูปอดีตกาล (past participle) ของกริยา “ride” ซึ่งแปลว่า “ขี่” หรือ “โดยสาร” ในบริบทที่แตกต่างกัน สามารถสื่อถึงการถูกครอบงำ การถูกใช้งานซ้ำๆ หรือการมีประสบการณ์บางอย่างมาอย่างยาวนาน ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า “Ridden” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อพูดถึงรถที่ถูกใช้งานหนัก หรือเมื่อพูดถึงคนที่เคยผ่านประสบการณ์อะไรมามากแล้ว ทำให้มีความเชี่ยวชาญหรือมีร่องรอยของประสบการณ์นั้นๆ ปรากฏให้เห็น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Ridden” สามารถมีความหมายได้หลายนัย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้: การถูกขี่/โดยสาร: ในความหมายตรงตัวที่สุด หมายถึงการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกขี่หรือโดยสารมาแล้ว เช่น “a well-ridden horse” หมายถึงม้าที่ถูกขี่มามาก การถูกครอบงำ/ถูกควบคุม: ใช้ในเชิงเปรียบเปรย หมายถึงการถูกสิ่งใดสิ่งหนึ่งครอบงำหรือมีอิทธิพลอย่างมาก เช่น “ridden with guilt” หมายถึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด หรือ “ruled by fear” (ในกรณีนี้ใช้ “ruled” แต่แนวคิดคล้ายกันคือถูกครอบงำ) การถูกใช้งานอย่างหนัก/ซ้ำๆ: สื่อถึงการที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งผ่านการใช้งานมาอย่างหนักจนมีสภาพสึกหรอ หรือมีลักษณะที่บ่งบอกถึงการใช้งานนั้นๆ…

  • "Flipped” แปลว่า

    คำว่า “Flipped” มาจากภาษาอังกฤษ แปลตรงตัวได้ว่า “กลับหัวกลับหาง” หรือ “พลิกกลับ” ในบริบทของการเรียนการสอนหรือการนำเสนอข้อมูล “Flipped” มักจะหมายถึงการสลับรูปแบบการเรียนรู้แบบดั้งเดิมกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินคำว่า “Flipped” ในบริบทของการเรียนการสอนที่เรียกว่า “Flipped Classroom” หรือ “ห้องเรียนกลับด้าน” ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาบทเรียนที่ปกติจะเรียนในห้องเรียน มาให้นักเรียนศึกษาด้วยตนเองก่อน เช่น ดูวิดีโอการสอน อ่านเอกสาร หรือทำแบบฝึกหัดเบื้องต้นที่บ้าน ส่วนเวลาในห้องเรียนก็จะถูกนำไปใช้ในการทำกิจกรรมที่ต้องอาศัยการโต้ตอบ การอภิปราย การแก้ปัญหา หรือการลงมือปฏิบัติจริง โดยมีคุณครูคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด รูปแบบนี้ช่วยให้นักเรียนได้ใช้เวลาในห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก ความหมายและการใช้งาน “Flipped” หมายถึง การสลับหรือพลิกกลับรูปแบบการเรียนรู้แบบเดิม โดยนำส่วนที่เคยทำที่ห้องเรียนไปทำที่บ้าน และนำส่วนที่เคยทำที่บ้าน (เช่น การฟังบรรยาย) มาทำที่ห้องเรียน เพื่อเพิ่มเวลาสำหรับการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติและการโต้ตอบ ตัวอย่างการใช้งาน คุณครูอาจมอบหมายให้นักเรียนดูวิดีโอสรุปเนื้อหาเรื่อง “วงจรชีวิตของผีเสื้อ” ที่บ้าน และในห้องเรียนจะทำกิจกรรมประดิษฐ์โมเดลวงจรชีวิตของผีเสื้อ หรืออภิปรายเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผีเสื้อ บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “Flipped” มักถูกใช้ในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะในแนวคิด “Flipped Classroom” ซึ่งเป็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ…

  • "Reverse” แปลว่า

    คำว่า “Reverse” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ย้อนกลับ”, “กลับกัน”, หรือ “ตรงกันข้าม” เป็นคำที่ใช้เพื่ออธิบายถึงการกระทำที่เปลี่ยนทิศทางหรือสถานะจากเดิมไปสู่สิ่งที่ตรงกันข้าม หรือเป็นการกลับสู่สภาพเดิมก่อนหน้านี้ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Reverse” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การขับรถถอยหลัง (Reverse gear), การย้อนดูข้อมูล (Reverse search), หรือแม้แต่ในบริบทของการทำงานที่อาจจะต้อง “Reverse” กระบวนการบางอย่างให้กลับไปแก้ไข หรือการคิดแบบ “Reverse thinking” คือการคิดย้อนกลับจากผลลัพธ์ที่ต้องการเพื่อหาต้นตอ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Reverse” หมายถึงการกระทำหรือสภาวะที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เคยเป็นอยู่ หรือการเปลี่ยนทิศทางให้กลับไปทางเดิม การใช้งานจะขึ้นอยู่กับบริบท แต่โดยรวมแล้วสื่อถึงการ “ย้อน” หรือ “กลับ” นั่นเอง ตัวอย่างการใช้งาน Reverse Gear: เกียร์ถอยหลังในรถยนต์ ใช้สำหรับเคลื่อนรถไปข้างหลัง Reverse Engineering: การวิศวกรรมย้อนกลับ คือการศึกษาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วเพื่อทำความเข้าใจการทำงานและออกแบบใหม่ Reverse Psychology: จิตวิทยาย้อนกลับ คือการใช้เทคนิคที่ดูเหมือนจะตรงข้ามกับสิ่งที่ต้องการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ บริบท / การใช้งานทั่วไป คำว่า…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *