"Deduct” แปลว่า

คำว่า “Deduct” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ คือ การหักออก การลบออก หรือการนำส่วนหนึ่งออกจากจำนวนทั้งหมด

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Deduct” ในบริบทของการเงิน เช่น การหักภาษีจากเงินเดือน การหักค่าใช้จ่าย หรือการหักส่วนลดต่างๆ นอกจากนี้ยังอาจใช้ในความหมายของการสรุปหรือตีความจากข้อมูลที่มีอยู่ เช่น การอนุมาน หรือการคาดเดาจากเงื่อนงำ

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Deduct” หมายถึง การลบ การหักออก หรือการลดจำนวนลง มักใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการนำบางสิ่งบางอย่างออกไปจากยอดรวม หรือจากจำนวนที่มีอยู่

ตัวอย่างการใช้งาน

ด้านการเงิน: บริษัทจะ deduct ภาษีออกจากเงินเดือนพนักงานทุกเดือน (บริษัทจะหักภาษีออกจากเงินเดือนพนักงานทุกเดือน)
ด้านส่วนลด: เราสามารถ deduct ค่าเดินทางจากรายได้ทั้งหมดได้ (เราสามารถหักค่าเดินทางออกจากรายได้ทั้งหมดได้)
ด้านการตีความ: จากหลักฐานที่พบ ตำรวจสามารถ deduct ได้ว่าใครคือผู้กระทำผิด (จากหลักฐานที่พบ ตำรวจสามารถสรุป/อนุมานได้ว่าใครคือผู้กระทำผิด)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “Deduct” มักพบในเอกสารเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือในข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังอาจใช้ในการสนทนาทั่วไปเมื่อพูดถึงการลดหย่อน การหักลบ หรือการสรุปผล

🔷 FAQ SECTION

“Deduct” ใช้ในกรณีใดได้บ้าง?

“Deduct” สามารถใช้ได้ทั้งในความหมายของการหักเงินหรือค่าใช้จ่าย เช่น การหักภาษี หรือการหักส่วนลด และยังใช้ในความหมายของการสรุปหรืออนุมานจากข้อมูลที่มีอยู่

มีคำไทยคำไหนที่ใกล้เคียงกับ “Deduct” บ้าง?

คำไทยที่มีความหมายใกล้เคียงกับ “Deduct” ได้แก่ “หักออก”, “ลบออก”, “ลดหย่อน”, “สรุป” หรือ “อนุมาน” ขึ้นอยู่กับบริบทของการใช้งาน

Similar Posts

  • "Messy” แปลว่า

    คำว่า “Messy” ในภาษาอังกฤษมีความหมายโดยรวมว่า “ยุ่งเหยิง” หรือ “ไม่เรียบร้อย” ค่ะ สามารถใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ตั้งแต่สิ่งของที่วางเกลื่อนกลาดไปจนถึงสภาพร่างกายหรือจิตใจที่สับสนวุ่นวาย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Messy” เพื่ออธิบายถึงสภาพที่ไม่เป็นระเบียบ เช่น ห้องนอนรกๆ ที่ของวางกระจัดกระจาย หรือผมที่พันกันยุ่งเหยิงหลังตื่นนอน นอกจากนี้ยังสามารถใช้บรรยายถึงสถานการณ์ที่วุ่นวาย ซับซ้อน หรือมีปัญหาที่ยังหาทางออกไม่ได้ เช่น ความสัมพันธ์ที่ “Messy” หรือสถานการณ์ทางการเงินที่ “Messy” ค่ะ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Messy” แปลว่า ยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้านน้อย หรือสับสนวุ่นวาย ใช้ได้ทั้งกับสิ่งของ สถานที่ สภาพร่างกาย หรือแม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึก ตัวอย่างการใช้งาน “My room is so messy, I need to clean it up.” (ห้องของฉันยุ่งเหยิงมากเลย ฉันต้องทำความสะอาด) “He has messy…

  • "คริ้น” แปลว่า

    คำว่า “คริ้น” (crin) เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่มาจากคำว่า “grin” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการยิ้มกว้าง หรือการยิ้มอย่างมีความสุข โดยทั่วไปแล้วมักจะหมายถึงการยิ้มที่แสดงออกถึงความพอใจ ความดีใจ หรือความสนุกสนาน ในชีวิตประจำวัน คนไทยอาจจะใช้คำว่า “คริ้น” เพื่ออธิบายลักษณะการยิ้มของใครบางคน เช่น “เห็นเขากำลังคริ้นใหญ่เลย แสดงว่าคงจะดีใจมาก” หรืออาจใช้ในเชิงเปรียบเทียบ เช่น “เวลาที่เขาได้ของที่ชอบ หน้าเขาก็จะคริ้นออกมา” นอกจากนี้ บางครั้งอาจใช้ในบริบทของการแสดงออกทางสีหน้าในโซเชียลมีเดีย หรือในการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการ เพื่อสื่อถึงอารมณ์ดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “คริ้น” มาจากภาษาอังกฤษ “grin” ซึ่งมีความหมายว่า การยิ้มกว้าง การยิ้มอย่างมีความสุข หรือการยิ้มที่แสดงถึงความพอใจอย่างชัดเจน ในภาษาไทย เรานำมาใช้ทับศัพท์เพื่อสื่อถึงการยิ้มลักษณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องการเน้นความรู้สึกดีใจ หรือความสนุกสนานที่แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างการใช้งาน ประโยคตัวอย่าง: “พอรู้ว่าสอบผ่าน เขาก็ยิ้มคริ้นออกมาทันที” “เด็กๆ กำลังคริ้นกันใหญ่ตอนเห็นขนม” “เห็นหน้าเธอคริ้นๆ แบบนี้ แสดงว่ามีเรื่องดีๆ แน่ๆ” บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า “คริ้น” มักถูกใช้ในการสนทนาที่ไม่เป็นทางการ หรือในบริบทที่ต้องการอธิบายอารมณ์ดีๆ…

  • "Together” แปลว่า

    คำว่า “Together” เป็นภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า “ด้วยกัน” หรือ “พร้อมกัน” เป็นคำที่ใช้บอกถึงการกระทำที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป หรือการรวมตัวกันของสิ่งต่างๆ เพื่อเป้าหมายเดียวกัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Together” บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการชวนเพื่อนไปทำกิจกรรมต่างๆ เช่น “Let’s go eat together” (ไปกินข้าวด้วยกันเถอะ) หรือการแสดงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เช่น “We are stronger together” (เราแข็งแกร่งกว่าเมื่ออยู่ด้วยกัน) นอกจากนี้ยังใช้ในการทำงานหรือโครงการต่างๆ เพื่อสื่อถึงการทำงานเป็นทีม การร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Together” สื่อถึงการอยู่ร่วมกัน การทำอะไรร่วมกัน หรือการรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน มันเน้นถึงการมีปฏิสัมพันธ์ การสนับสนุน หรือการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์บางอย่าง ตัวอย่างการใช้งาน “We should study together for the exam.” (เราควรจะติวหนังสือด้วยกันสำหรับการสอบ) “The family gathered together for the…

  • "Seated” แปลว่า

    “Seated” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลว่า “นั่ง” หรือ “อยู่ในท่านั่ง” โดยทั่วไปแล้วจะใช้เพื่ออธิบายว่าบุคคลหรือสิ่งมีชีวิตอยู่ในท่าที่เท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้นหรือพื้นผิวอื่น ๆ ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายตั้งตรง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Seated” ในบริบทต่างๆ เช่น เมื่อมีการระบุที่นั่งในงานอีเวนต์ต่างๆ เช่น คอนเสิร์ต หรือการแข่งขันกีฬา ที่อาจจะมีป้ายบอกว่า “Seated area” ซึ่งหมายถึงบริเวณที่นั่ง หรือเมื่อมีการแจ้งให้ผู้โดยสาร “remain seated” บนเครื่องบินหรือรถไฟ ซึ่งหมายถึงให้นั่งอยู่กับที่จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้ลุก เป็นต้น นอกจากนี้ยังอาจใช้ในบริบทที่เป็นทางการกว่า เช่น ในรายงานหรือเอกสารที่ระบุว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง “was seated” ในระหว่างการประชุม ความหมายและการใช้งาน “Seated” หมายถึง การอยู่ในท่าที่นั่ง โดยทั่วไปจะใช้เพื่อบอกว่าบุคคลนั้นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ โซฟา หรือพื้นผิวอื่น ๆ ที่รองรับการนั่งได้ เป็นการบอกสภาพหรือสถานะของการนั่ง ตัวอย่างการใช้งาน Please remain seated until the performance concludes. (โปรดนั่งอยู่กับที่จนกว่าการแสดงจะสิ้นสุดลง) The…

  • "Strikes” แปลว่า

    คำว่า “Strikes” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การประท้วงหยุดงาน โดยทั่วไปแล้วจะใช้เมื่อกลุ่มคนทำงาน หรือพนักงานในองค์กร ไม่พอใจในเงื่อนไขการทำงาน ค่าจ้าง หรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม จึงรวมตัวกันหยุดงานเพื่อเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขปัญหา ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะได้ยินข่าวหรือเห็นการประท้วงหยุดงานในหลากหลายรูปแบบ เช่น พนักงานโรงงานหยุดงานเพื่อขอขึ้นเงินเดือน หรือนักศึกษาหยุดเรียนเพื่อประท้วงนโยบายบางอย่าง การหยุดงานนี้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่คนทำงานใช้เพื่อแสดงพลังและต่อรองกับนายจ้าง หรือผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Strikes” แปลตรงตัวว่า “การประท้วงหยุดงาน” เป็นการกระทำที่กลุ่มคนซึ่งทำงานร่วมกัน ตัดสินใจหยุดทำงานโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อแสดงจุดยืน หรือเรียกร้องความต้องการบางอย่าง มักเกิดขึ้นเมื่อการเจรจาต่อรองระหว่างพนักงานและนายจ้างไม่เป็นผล หรือเมื่อพนักงานรู้สึกว่าสิทธิของตนเองถูกละเมิด ตัวอย่างการใช้งาน หากคุณเห็นข่าวว่า “สายการบินประกาศยกเลิกเที่ยวบินหลายเที่ยวบิน เนื่องจากนักบินนัดหยุดงาน (pilot strikes)” นั่นหมายความว่า นักบินของสายการบินนั้นๆ ได้หยุดทำงานเพื่อประท้วงในประเด็นบางอย่าง อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “คนงานในโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์เริ่มการประท้วงหยุดงาน (labor strikes) เพื่อเรียกร้องค่าแรงที่สูงขึ้น” ในกรณีนี้ คนงานทั้งหมดในโรงงานได้หยุดทำงานพร้อมกัน บริบทที่พบบ่อย “Strikes” มักถูกใช้ในบริบทของการเมือง สังคม และแรงงาน โดยเฉพาะในข่าวสาร หรือบทความที่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง หรือการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มคนทำงาน Strikes…

  • "h i” แปลว่า

    “h i” ในภาษาไทยไม่มีความหมายตรงตัวตามรูปแบบที่เขียนมาค่ะ หากคุณหมายถึงคำว่า “hi” หรือ “Hi” ซึ่งเป็นคำทักทายในภาษาอังกฤษ คำนี้แปลว่า “สวัสดี” ใช้เพื่อเป็นการทักทายอย่างเป็นกันเอง ไม่เป็นทางการ สามารถใช้ได้กับเพื่อน คนรู้จัก หรือในสถานการณ์ที่ไม่ต้องการความเป็นทางการมากนัก ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือเห็นคนใช้คำว่า “Hi” ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเจอกันโดยบังเอิญ, เริ่มต้นบทสนทนาทางโทรศัพท์หรือแชท, หรือแม้กระทั่งในอีเมลที่ไม่เป็นทางการ การใช้ “Hi” เป็นวิธีที่รวดเร็วและง่ายในการแสดงความเป็นมิตรและเริ่มต้นการสื่อสาร ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Hi” เป็นคำทักทายในภาษาอังกฤษ มีความหมายเทียบเท่ากับ “สวัสดี” ในภาษาไทย ใช้เพื่อทักทายผู้อื่นอย่างเป็นกันเอง สามารถใช้ได้ทั้งในสถานการณ์พูดคุยต่อหน้าและผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ เช่น ข้อความ, โซเชียลมีเดีย, หรืออีเมลที่ไม่เป็นทางการ ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเจอเพื่อน: “Hi! เป็นไงบ้าง?” เริ่มต้นแชท: “Hi, มีอะไรให้ช่วยไหม?” ตอบรับการทักทาย: “Hi!” บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “Hi” นิยมใช้ในกลุ่มเพื่อน, คนรู้จัก, หรือในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างผ่อนคลาย ไม่เหมาะกับการใช้งานที่เป็นทางการมากนัก…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *