"Portrait” แปลว่า

คำว่า “Portrait” ในภาษาไทยมีความหมายว่า ภาพเหมือน หรือ ภาพวาด/ภาพถ่ายบุคคล โดยทั่วไปแล้วจะหมายถึงภาพที่แสดงใบหน้าหรือรูปร่างของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อเก็บรายละเอียดลักษณะเฉพาะตัวของผู้ถูกวาดหรือถ่าย

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “Portrait” ในหลายบริบท เช่น เวลาไปสตูดิโอถ่ายรูปเพื่อทำรูปติดบัตร หรือถ่ายรูปรับปริญญา ช่างภาพก็จะบอกว่ากำลังถ่าย “Portrait” ให้เรา หรือเวลาที่ศิลปินวาดภาพเหมือนของบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ดารา หรือคนในครอบครัว ก็จะเรียกว่าเป็น “Portrait” ของบุคคลนั้นๆ บางครั้งเราอาจจะเห็นคำนี้ในแกลเลอรี่ภาพ หรือในการแสดงงานศิลปะที่เน้นการนำเสนอภาพบุคคล

ความหมายและการใช้งาน

Portrait คือ ภาพถ่ายหรือภาพวาดที่เน้นแสดงบุคคลเป็นหลัก โดยทั่วไปจะจับภาพตั้งแต่ช่วงหน้าอกขึ้นไป หรืออาจจะเต็มตัวก็ได้ จุดประสงค์หลักคือการบันทึกรูปลักษณ์และบุคลิกภาพของบุคคลนั้นๆ ให้ชัดเจน

ตัวอย่างการใช้งาน

ช่างภาพมืออาชีพมักจะมีความเชี่ยวชาญในการถ่าย Portrait เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามและสื่อถึงตัวตนของแบบได้ดี

นิทรรศการศิลปะบางแห่งอาจจัดแสดงผลงาน Portrait ที่หลากหลาย จากศิลปินหลายๆ ท่าน

คำถามที่พบบ่อย

“Portrait” กับ “Selfie” ต่างกันอย่างไร?

Selfie คือ ภาพถ่ายตนเองที่มักจะถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ โดยผู้ถ่ายเป็นผู้ถ่ายเองและแสดงใบหน้าของตนเองเป็นหลัก ส่วน Portrait เป็นภาพที่อาจจะถ่ายโดยช่างภาพหรือศิลปิน และเน้นการนำเสนอตัวบุคคลอย่างเป็นทางการมากกว่า

การถ่าย Portrait แบบไหนที่นิยม?

การถ่าย Portrait ที่นิยมมีหลายแบบ เช่น แบบครึ่งตัว เน้นใบหน้าและช่วงไหล่, แบบเต็มตัว แสดงท่าทางและสภาพแวดล้อม หรือแบบ Close-up ที่เน้นรายละเอียดใบหน้ามากๆ ซึ่งแต่ละแบบก็จะให้ความรู้สึกและสื่อความหมายที่แตกต่างกันไป

Similar Posts

  • "Take” แปลว่า

    คำว่า “Take” ในภาษาอังกฤษมีความหมายหลักๆ ที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ แต่โดยทั่วไปแล้วจะหมายถึง “เอา”, “รับ”, “นำไป” หรือ “ใช้เวลา” เป็นคำกริยาที่มีการใช้งานบ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินหรือใช้คำว่า “Take” ในสถานการณ์ต่างๆ มากมาย เช่น เมื่อเราต้องการรับสิ่งของจากใครสักคน เราอาจจะพูดว่า “Can I take that?” (ฉันขอรับอันนั้นได้ไหม) หรือเมื่อเราต้องการเดินทางไปที่ไหนสักแห่ง ก็อาจจะใช้ “Take a bus” (ขึ้นรถเมล์) หรือ “Take a taxi” (นั่งแท็กซี่) นอกจากนี้ยังใช้เมื่อพูดถึงการใช้เวลา เช่น “It will take time” (มันจะต้องใช้เวลา) หรือแม้แต่ในการแสดงความคิดเห็น เช่น “I think it’s a good take” (ฉันคิดว่านี่เป็นการมอง/การตีความที่ดี) ความหมายและการใช้งาน “Take” สามารถแปลได้หลายความหมายตามบริบท:…

  • "Correction” แปลว่า

    “Correction” เป็นคำภาษาอังกฤษที่ใช้เมื่อต้องการกล่าวถึงการแก้ไขข้อผิดพลาด การปรับปรุงให้ถูกต้อง หรือการชี้แจงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง โดยทั่วไปแล้วจะมีความหมายว่า “การแก้ไข” หรือ “การปรับปรุงให้ถูกต้อง” นั่นเอง ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้คำว่า “Correction” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อนักข่าวออกมายืนยันว่าข้อมูลที่เคยรายงานไปนั้นไม่ถูกต้องและต้องการแก้ไข หรือเมื่อครูอาจารย์ตรวจการบ้านนักเรียนแล้วพบข้อผิดพลาด จึงทำการ “Correction” เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และปรับปรุงให้ดีขึ้น หรือแม้แต่ในการสนทนาทั่วไป หากมีใครพูดข้อมูลผิดไป เราก็อาจจะบอกว่า “Can I make a correction?” เพื่อขออนุญาตแก้ไขข้อมูลนั้นๆ ครับ ความหมายและการใช้งาน “Correction” หมายถึง การกระทำหรือกระบวนการในการแก้ไขข้อผิดพลาด ความไม่ถูกต้อง หรือความคลาดเคลื่อนต่างๆ เพื่อให้สิ่งนั้นกลับมาถูกต้องสมบูรณ์ หรือเป็นไปตามที่ควรจะเป็น สามารถใช้ได้ทั้งในเชิงนามธรรม เช่น การแก้ไขความคิดเห็น หรือในเชิงรูปธรรม เช่น การแก้ไขเอกสาร ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างที่ 1: นักข่าวโทรทัศน์กล่าวว่า “We apologize for the correction regarding the number…

  • "Boiling” แปลว่า

    คำว่า “Boiling” เป็นคำในภาษาอังกฤษที่แปลตรงตัวว่า “กำลังเดือด” หรือ “เดือดพล่าน” โดยทั่วไปมักใช้เมื่อพูดถึงของเหลวที่กำลังถูกทำให้ร้อนจนถึงจุดเดือด ทำให้อากาศหรือไอน้ำผุดขึ้นมาเป็นฟอง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Boiling” บ่อยๆ เมื่อพูดถึงการทำอาหาร เช่น การต้มน้ำเพื่อชงกาแฟ ต้มไข่ หรือต้มเส้นพาสต้า นอกจากนี้ ยังอาจใช้ในเชิงเปรียบเทียบเพื่ออธิบายสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากๆ หรืออารมณ์ที่พลุ่งพล่านรุนแรงจนแทบจะทนไม่ไหว ความหมายและการใช้งาน “Boiling” หมายถึง สภาพที่ของเหลวมีอุณหภูมิสูงถึงจุดเดือดและมีฟองอากาศผุดขึ้นมา หรือใช้เปรียบเปรยถึงอารมณ์หรือสถานการณ์ที่รุนแรง ตัวอย่างการใช้งาน “The water is boiling, I’m going to make some tea.” (น้ำกำลังเดือด ฉันจะไปชงชา) “He was boiling with anger when he heard the news.” (เขาเดือดพล่านด้วยความโกรธเมื่อได้ยินข่าว) บริบทที่ใช้บ่อย มักใช้ในบริบทเกี่ยวกับการทำอาหาร การต้ม หรือใช้เปรียบเทียบกับอารมณ์ที่รุนแรง 🔷 FAQ…

  • "Fridge” แปลว่า

    คำว่า “Fridge” เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่มาจากคำว่า “refrigerator” ซึ่งมีความหมายว่า ตู้เย็น นั่นเองค่ะ เป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่สำคัญมากในครัวเรือนสมัยใหม่ มีหน้าที่หลักในการรักษาอุณหภูมิให้เย็นจัด เพื่อเก็บรักษาอาหารให้สดใหม่ ยืดอายุการเก็บรักษา และป้องกันการเน่าเสีย ในชีวิตประจำวัน เราใช้ “Fridge” กันอยู่ตลอดเวลาเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการแช่ผักผลไม้สดๆ ไว้ในช่องผัก หรือการเก็บเนื้อสัตว์ นม ไข่ และอาหารปรุงสุกต่างๆ ไว้ในช่องแช่เย็นทั่วไป บางคนอาจจะใช้ช่องแช่แข็ง (freezer) ที่อยู่ใน “Fridge” เดียวกัน หรือบางรุ่นอาจจะมีช่องแช่แข็งแยกต่างหาก ไว้สำหรับแช่แข็งอาหาร หรือทำน้ำแข็งไว้ดื่ม หน้าที่ของ “Fridge” จึงครอบคลุมตั้งแต่การรักษาความเย็นธรรมดาไปจนถึงการทำให้อาหารกลายเป็นน้ำแข็งเลยทีเดียวค่ะ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Fridge” คือคำเรียกสั้นๆ ที่นิยมใช้กันทั่วไป แทนคำว่า “refrigerator” ซึ่งหมายถึง ตู้เย็น ที่มีกลไกในการทำความเย็นเพื่อเก็บรักษาอาหารให้คงสภาพสดใหม่และยืดอายุการเก็บรักษา การใช้งานหลักๆ คือการแช่เย็นอาหารสด อาหารปรุงสุก เครื่องดื่ม และยาบางชนิดที่ต้องเก็บในอุณหภูมิที่เหมาะสม ตัวอย่างการใช้งาน เรามักจะได้ยินคนพูดถึง “Fridge” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น “ขอเอาผักไปแช่ใน…

  • "Elements” แปลว่า

    คำว่า “Elements” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “องค์ประกอบ” หรือ “ส่วนประกอบ” ซึ่งหมายถึง สิ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่รวมกันเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเป็นส่วนย่อยที่ประกอบกันขึ้นเป็นเรื่องราวทั้งหมด เรามักจะใช้คำว่า “Elements” ในชีวิตประจำวันเพื่ออธิบายถึงส่วนประกอบต่างๆ ที่ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งสมบูรณ์ หรือเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น เวลาพูดถึงส่วนประกอบของอาหาร เราอาจจะพูดว่า “องค์ประกอบหลักของส้มตำคือมะละกอดิบ พริก น้ำปลา มะนาว และถั่วลิสง” หรือเมื่อพูดถึงส่วนประกอบของความสำเร็จ ก็อาจจะหมายถึง ความรู้ ความพยายาม และโชค ความหมายและการใช้งาน “Elements” หมายถึง ส่วนประกอบพื้นฐาน หรือส่วนสำคัญที่รวมกันเพื่อสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สมบูรณ์ หรือเป็นส่วนย่อยที่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจภาพรวม ตัวอย่างการใช้งาน ในทางวิทยาศาสตร์ “Elements” หมายถึง ธาตุ ซึ่งเป็นสารบริสุทธิ์ที่ไม่สามารถแยกย่อยออกเป็นสารอื่นที่ง่ายกว่าได้อีก เช่น ออกซิเจน (Oxygen) คือหนึ่งใน Elements ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต ในการเขียนหรือการเล่าเรื่อง “Elements” อาจหมายถึง องค์ประกอบหลักของโครงเรื่อง เช่น ตัวละคร ฉาก และเหตุการณ์ บริบทการใช้งานทั่วไป คำว่า…

  • "เอิด” แปลว่า

    คำว่า “เอิด” เป็นคำกริยาในภาษาไทยที่แสดงถึงอาการของการมองหรือเหลียวไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว หรือการหันหน้าไปมองสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ หรือด้วยความฉุกละหุก มักใช้ในบริบทที่ต้องการสื่อถึงการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและไม่คาดคิด ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะเคยได้ยินหรือใช้คำว่า “เอิด” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อมีเสียงดังขึ้นมาข้างหลัง คนเราก็อาจจะ “เอิด” หันไปมอง หรือเมื่อกำลังเดินอยู่แล้วเห็นอะไรบางอย่างแวบผ่านสายตา ก็อาจจะ “เอิด” ไปมองตาม ทำให้การกระทำนี้ดูเป็นธรรมชาติและเกิดขึ้นเองตามสัญชาตญาณ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “เอิด” หมายถึง การหันมอง, การเหลียวมอง, หรือการมองไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว มักใช้เพื่ออธิบายการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่ได้ตั้งใจ หรือด้วยความตกใจเล็กน้อย ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อมีรถขับมาเร็วๆ เราก็อาจจะเอิดไปมอง เขาเอิดมองตามเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง เธอเอิดไปมองเมื่อเห็นเงาคนเดินผ่านหน้าต่าง บริบทที่ใช้บ่อย คำว่า “เอิด” มักใช้ในภาษาพูดทั่วไป เพื่ออธิบายการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่เป็นทางการ ไม่ค่อยพบการใช้ในภาษาเขียนที่เป็นทางการมากนัก “เอิด” ต่างจาก “มอง” อย่างไร? คำว่า “มอง” เป็นคำกริยาที่กว้างกว่า หมายถึง การใช้สายตาดูสิ่งต่างๆ ส่วน “เอิด” นั้นมีความเฉพาะเจาะจงกว่า คือหมายถึงการหันมองอย่างรวดเร็ว ฉับพลัน…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *