"Excuse” แปลว่า

คำว่า “Excuse” ในภาษาอังกฤษ โดยทั่วไปแล้วมีความหมายว่า “ข้ออ้าง” หรือ “เหตุผลที่ใช้เพื่อแก้ตัว” เมื่อเราไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้ตามที่คาดหวัง หรือเมื่อต้องการหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่าง เรามักจะใช้ “excuse” เพื่ออธิบายว่าทำไมเราถึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

ในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้คำว่า “excuse” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อเรามาสาย เราอาจบอกเจ้านายว่า “ขอโทษครับ/ค่ะ นี่คือ excuse ของผม/ดิฉัน” หรือเมื่อเพื่อนชวนไปเที่ยว แต่เราไม่ว่าง เราก็อาจจะบอกว่า “ขอโทษนะ วันนี้ฉันมี excuse จริงๆ ไปไม่ได้” นอกจากนี้ คำว่า “excuse me” ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษ หมายถึง “ขอโทษครับ/ค่ะ” หรือ “ขอทางหน่อย” เพื่อขอความสนใจ หรือเมื่อต้องการเดินผ่าน

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Excuse” สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบของคำนาม (noun) และคำกริยา (verb) ในฐานะคำนาม หมายถึง ข้ออ้าง เหตุผล หรือคำแก้ตัว ส่วนในฐานะคำกริยา หมายถึง การให้อภัย การยกโทษ หรือการอภัยโทษ

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “I don’t have any excuse for being late.” (ฉันไม่มีข้ออ้างใดๆ สำหรับการมาสาย)
  • “Please accept my excuse for the delay.” (โปรดรับคำขอโทษสำหรับความล่าช้าของฉันด้วย)
  • “Could you excuse me for a moment?” (คุณจะกรุณาอภัยให้ฉันสักครู่ได้ไหม)

บริบทและการใช้งานทั่วไป

โดยทั่วไปแล้ว “excuse” มักถูกใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หรือเมื่อต้องการอธิบายการกระทำที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม การใช้ “excuse” มากเกินไป หรือใช้ในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้ดูเหมือนคนที่ไม่จริงจัง หรือไม่รับผิดชอบได้

FAQ SECTION

“Excuse me” ต่างจาก “Excuse” อย่างไร?

“Excuse me” เป็นวลีที่ใช้เพื่อขอความสนใจ ขอทาง หรือกล่าวขอโทษในสถานการณ์เล็กๆ น้อยๆ เช่น เมื่อต้องการเดินผ่านคนอื่น หรือเมื่อต้องการถามคำถาม ส่วน “Excuse” ที่เป็นคำนาม หมายถึง ข้ออ้าง หรือเหตุผลที่ใช้แก้ตัว

ควรใช้ “excuse” บ่อยแค่ไหน?

ควรใช้ “excuse” เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม การใช้ข้ออ้างบ่อยเกินไปอาจทำให้เสียความน่าเชื่อถือได้ ควรพยายามแก้ไขปัญหา หรืออธิบายสถานการณ์ตามความเป็นจริงหากเป็นไปได้

Similar Posts

  • "Become” แปลว่า

    คำว่า “Become” เป็นภาษาอังกฤษ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาพใหม่ การกลายสภาพ หรือการเป็นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเน้นถึงกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดผลลัพธ์หรือสถานะใหม่ขึ้นมา ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่า “Become” เพื่ออธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบุคคล สิ่งของ หรือสถานการณ์ เช่น นักเรียนที่ตั้งใจเรียนก็อาจจะ “become” เป็นแพทย์ในอนาคต หรือเมล็ดพืชที่เติบโตขึ้นก็ “become” เป็นต้นไม้ใหญ่ หรือสภาพอากาศที่ร้อนจัดก็อาจจะ “become” พายุได้ เป็นต้น การใช้คำนี้ช่วยให้เราสื่อสารถึงพัฒนาการหรือผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน ความหมายและการใช้งาน “Become” แปลว่า “กลายเป็น” หรือ “เป็น” ใช้เพื่อบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง มักใช้กับคำนามหรือคำคุณศัพท์เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น หรือได้เกิดขึ้นแล้ว ตัวอย่างการใช้งาน He wants to become a doctor. (เขาอยากจะกลายเป็นหมอ) The caterpillar will become a butterfly. (หนอนจะกลายเป็นผีเสื้อ) It’s becoming cold outside….

  • "Either” แปลว่า

    คำว่า “Either” เป็นคำที่ใช้บ่อยในภาษาอังกฤษ มีความหมายหลักๆ คือ “อย่างใดอย่างหนึ่ง” หรือ “อันใดอันหนึ่ง” ในบริบทที่ต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง หรือใช้เพื่อแสดงความเป็นไปได้สองทางที่เกิดขึ้นได้ ในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอ “Either” ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจเลือก หรือพูดถึงทางเลือกสองทาง เช่น เมื่อเพื่อนชวนไปดูหนังสองเรื่อง เราอาจจะพูดว่า “I can go to either movie” (ฉันไปดูหนังเรื่องไหนก็ได้) หรือเมื่อพูดถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ เช่น “Either you tell me the truth, or I will find out myself” (ไม่ว่าเธอจะบอกความจริงกับฉัน หรือฉันจะหาความจริงเอง) มันแสดงให้เห็นถึงการมีสองทางเลือกที่ชัดเจน และต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ความหมายและการใช้งาน “Either” มักใช้ในโครงสร้าง “either…or…” เพื่อเชื่อมโยงสองทางเลือก หรือสองสิ่งที่เป็นไปได้ ในกรณีนี้ “Either” จะนำหน้าตัวเลือกแรก และ “or”…

  • "Casual” แปลว่า

    คำว่า “Casual” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “สบายๆ” หรือ “ไม่เป็นทางการ” เป็นคำที่ใช้เพื่ออธิบายถึงลักษณะ ท่าที หรือการแต่งกายที่ไม่เคร่งครัด ไม่เป็นพิธีรีตองมากนัก สามารถหมายถึงความผ่อนคลาย ความเป็นกันเอง หรือสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องมีความประณีตพิถีพิถันเป็นพิเศษ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Casual” ในบริบทต่างๆ เช่น การแต่งกาย เราอาจจะบอกว่า “วันนี้แต่งตัว Casual สบายๆ” หมายถึงการใส่เสื้อผ้าที่ไม่ใช่ชุดทำงานหรือชุดที่เป็นทางการเกินไป อาจจะเป็นเสื้อยืด กางเกงยีนส์ หรือชุดที่เน้นความคล่องตัว นอกจากนี้ยังใช้กับบรรยากาศของงานหรือสถานที่ได้ด้วย เช่น “งานนี้เป็นแบบ Casual Party” คือเป็นงานเลี้ยงที่ไม่ต้องแต่งตัวหรูหรามากนัก เน้นความสนุกสนานเป็นกันเอง หรือแม้กระทั่งการแสดงออก เช่น “เขาคุยกับเราแบบ Casual มาก” หมายถึงการพูดคุยที่เป็นกันเอง ไม่เกร็ง หรือใช้ภาษาที่ดูเข้าถึงง่าย ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Casual” สื่อถึงความไม่เป็นทางการ ความสบายๆ และความเป็นกันเอง สามารถนำไปใช้ได้กับหลายสิ่งหลายอย่าง ตั้งแต่การแต่งกาย บรรยากาศของงาน ไปจนถึงรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ ตัวอย่างการใช้งาน การแต่งกาย:…

  • "Renew” แปลว่า

    “Renew” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลว่า “ต่ออายุ” หรือ “ทำให้กลับมาใหม่” ค่ะ เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปเพื่อสื่อถึงการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่หมดอายุไปแล้วกลับมามีผลบังคับใช้อีกครั้ง หรือการทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เสื่อมสภาพกลับมาดีเหมือนเดิม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Renew” บ่อยๆ เช่น การต่ออายุใบขับขี่ ต่ออายุหนังสือเดินทาง หรือต่ออายุสมาชิกรายปีของบริการต่างๆ นอกจากนี้ยังใช้กับการทำให้สิ่งของหรือสถานที่กลับมาดูใหม่ สดใสขึ้นได้ด้วย เช่น การปรับปรุงบ้าน หรือการฟื้นฟูธรรมชาติ ความหมายและการใช้งาน “Renew” สามารถหมายถึง: การต่ออายุ: ทำให้เอกสาร สัญญา หรือสิทธิ์ต่างๆ ที่หมดอายุแล้วกลับมามีผลอีกครั้ง เช่น Renew a driver’s license (ต่อใบขับขี่), Renew a passport (ต่อหนังสือเดินทาง), Renew a subscription (ต่ออายุสมาชิก) การทำให้กลับมาใหม่/สดชื่น: ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งดูดีขึ้น สดใสขึ้น หรือมีพลังมากขึ้น เช่น Renew your energy (เติมพลังให้ตัวเอง), Renew the look…

  • "tinned” แปลว่า

    คำว่า “tinned” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การบรรจุกระป๋อง หรือสิ่งที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารโดยการใส่ไว้ในกระป๋องโลหะ โดยทั่วไปแล้วมักจะหมายถึงอาหารที่ถูกนำมาใส่ในกระป๋องเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาและสะดวกต่อการขนส่ง รวมถึงการบริโภค ในชีวิตประจำวัน เรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า “tinned” เมื่อพูดถึงอาหารกระป๋องต่างๆ เช่น “tinned tomatoes” (มะเขือเทศกระป๋อง) หรือ “tinned tuna” (ทูน่ากระป๋อง) ซึ่งเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไปตามซูเปอร์มาร์เก็ต และเป็นวัตถุดิบยอดนิยมที่หลายคนใช้ในการประกอบอาหาร หรือเป็นอาหารพร้อมทานได้อย่างสะดวกสบาย ความหมายและการใช้งาน คำว่า “tinned” มาจากคำว่า “tin” ซึ่งหมายถึง กระป๋องดีบุก หรือโลหะที่ใช้ทำกระป๋อง เมื่อเติม -ed เข้าไป จะกลายเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) ที่ใช้อธิบายสิ่งของที่ถูกบรรจุอยู่ในกระป๋องนั้นๆ ตัวอย่างการใช้งาน อาหารที่มักจะพบในรูปแบบ “tinned” ได้แก่: Tinned beans (ถั่วกระป๋อง) Tinned soup (ซุปกระป๋อง) Tinned fruit (ผลไม้กระป๋อง) Tinned milk (นมกระป๋อง) บริบทการใช้งานทั่วไป เรามักจะใช้คำว่า…

  • "Extinction” แปลว่า

    คำว่า “Extinction” ในภาษาไทยหมายถึง การสูญพันธุ์ ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง หรือการสิ้นสุดของกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่เคยมีอยู่บนโลกนี้ไปอย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ เมื่อสายพันธุ์นั้นๆ ไม่สามารถสืบพันธุ์ต่อไปได้ หรือประชากรทั้งหมดได้ตายจากไปหมดแล้ว ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพูดถึง “Extinction” เมื่อเราพูดถึงสัตว์หรือพืชที่กำลังจะหายไป หรือได้หายไปจากโลกแล้ว เช่น เราอาจจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ หรือพูดคุยกันถึงสาเหตุที่ทำให้สัตว์บางชนิดต้องเผชิญกับภาวะ “Extinction” นี้ ซึ่งอาจเกิดจากภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการกระทำของมนุษย์ ความหมายและการใช้งาน “Extinction” คือ สภาวะที่สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งหรือกลุ่มสิ่งมีชีวิตทั้งหมดได้สิ้นสุดลงอย่างถาวร ไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียวอีกต่อไปแล้ว คำนี้ใช้ได้ทั้งกับสิ่งมีชีวิตในอดีตที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันที่กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ตัวอย่างการใช้งาน เช่น ไดโนเสาร์ได้เผชิญกับ “Extinction” เมื่อหลายล้านปีก่อน หรือ การล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรดบางชนิดเสี่ยงต่อ “Extinction” บริบทที่พบบ่อย คำว่า “Extinction” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับชีววิทยา นิเวศวิทยา การอนุรักษ์ธรรมชาติ และการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตบนโลก “Extinction” คืออะไร? “Extinction” หมายถึง การสูญพันธุ์ ซึ่งคือการสิ้นสุดลงของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งอย่างถาวร อะไรเป็นสาเหตุของการ “Extinction”?…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *