"Remarks” แปลว่า

คำว่า “Remarks” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ข้อสังเกต” หรือ “คำกล่าว” โดยทั่วไปแล้วจะใช้เพื่ออ้างถึงความคิดเห็น คำพูด หรือข้อมูลสั้นๆ ที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการสื่อสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจเป็นสิ่งที่สังเกตเห็น สิ่งที่คิด หรือสิ่งที่อยากจะเน้นย้ำ

ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะได้ยินหรือเห็นคำว่า “Remarks” ในหลายสถานการณ์ เช่น ในการประชุม หัวหน้าอาจจะกล่าว “remarks” สั้นๆ ก่อนเริ่มวาระการประชุม หรือในบทความวิชาการ อาจจะมีส่วน “remarks” ที่ผู้เขียนให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการศึกษา หรือแม้กระทั่งในการสนทนาทั่วไป เพื่อนอาจจะพูดว่า “I have a few remarks to make about your plan” ซึ่งหมายถึง เขามีข้อสังเกตหรือความคิดเห็นบางอย่างเกี่ยวกับแผนที่เราเสนอ

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “Remarks” หมายถึง การแสดงความคิดเห็น การให้ข้อสังเกต หรือการกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยสังเขป มักใช้เพื่อเสริมประเด็นหลัก หรือเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญ

ตัวอย่างการใช้งาน

ในงานสัมมนา วิทยากรอาจกล่าวว่า “Before we conclude, I’d like to make a few remarks about the future of this industry.” (ก่อนที่เราจะสรุป ผมอยากจะกล่าวข้อสังเกตเล็กน้อยเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรมนี้)

ในอีเมลธุรกิจ ผู้รับอาจตอบกลับว่า “Thank you for your remarks on the proposal. We will consider them carefully.” (ขอบคุณสำหรับข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อเสนอ เราจะพิจารณาอย่างรอบคอบ)

บริบทที่พบบ่อย

“Remarks” มักพบในบริบทที่เป็นทางการ เช่น การกล่าวสุนทรพจน์ การนำเสนอ การเขียนรายงาน หรือการแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม

“Remarks” หมายถึงอะไรในภาษาไทย?

“Remarks” แปลว่า ข้อสังเกต คำกล่าว หรือความเห็นสั้นๆ ที่ต้องการสื่อสารเพิ่มเติม

ควรใช้ “Remarks” เมื่อใด?

ควรใช้เมื่อต้องการแสดงความคิดเห็น ให้ข้อสังเกต หรือกล่าวถึงประเด็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่กำลังพูดถึงหรือเขียนถึง

“Remarks” ต่างจาก “Comments” อย่างไร?

โดยทั่วไป “Remarks” มีความหมายใกล้เคียงกับ “Comments” แต่ “Remarks” อาจมีความเป็นทางการกว่าเล็กน้อย และมักใช้กับการกล่าวสุนทรพจน์ หรือการแสดงความเห็นในที่ประชุม ส่วน “Comments” อาจใช้ได้กว้างกว่า รวมถึงการแสดงความคิดเห็นทั่วไป หรือการให้ข้อเสนอแนะ

Similar Posts

  • "สปอย” แปลว่า

    คำว่า “สปอย” (Spoil) เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่คนไทยนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน หมายถึง การเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่องราว, ภาพยนตร์, ซีรีส์, หนังสือ หรือเกม โดยเฉพาะส่วนที่เป็นจุดหักมุม หรือตอนจบ ก่อนที่ผู้อื่นจะได้สัมผัสด้วยตนเอง ซึ่งการกระทำเช่นนี้อาจทำให้ประสบการณ์การรับชมหรืออ่านของผู้อื่นเสียอรรถรสไป ในบริบทของการใช้งานจริง ผู้คนมักใช้คำว่า “สปอย” ในลักษณะของการเตือน หรือแจ้งให้ทราบว่ากำลังจะมีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญ เช่น ในโซเชียลมีเดีย เวลาที่มีการโพสต์เกี่ยวกับภาพยนตร์หรือซีรีส์ที่เพิ่งเข้าฉาย ก็มักจะเห็นคำว่า “สปอย” หรือ “ระวัง สปอย” เพื่อให้คนที่ยังไม่ได้ดู หรือยังอ่านไม่ถึงตอนสำคัญ ได้รับทราบและเลือกที่จะเลื่อนผ่านไป หรืออ่านต่อด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ ยังมีการใช้ในเชิงขอร้อง หรือต่อรอง เช่น “อย่าเพิ่งสปอยนะ ยังไม่ได้ดูเลย” เพื่อป้องกันไม่ให้เพื่อน หรือคนรู้จักเปิดเผยเนื้อหาสำคัญให้ฟัง ความหมายและการใช้งาน คำว่า “สปอย” มาจากภาษาอังกฤษ “Spoil” ซึ่งมีความหมายว่า ทำให้เสีย หรือทำให้แย่ลง เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทย จึงมีความหมายว่า การเปิดเผยเนื้อหาสำคัญที่อาจทำให้ความสนุก หรือความน่าตื่นเต้นในการติดตามเรื่องราวนั้นๆ ลดน้อยลงไป ตัวอย่างการใช้งาน 1. “ใครดู…

  • "Ver” แปลว่า

    คำว่า “Ver” เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่มักใช้ในบริบทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการระบุเวอร์ชัน (version) ของโปรแกรม แอปพลิเคชัน หรือระบบปฏิบัติการต่างๆ เพื่อบ่งบอกถึงการพัฒนาหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเห็นคำว่า “Ver” ปรากฏอยู่ควบคู่กับตัวเลขหรือรหัส เช่น “App Ver 2.1” หรือ “OS Ver 10.15” ซึ่งหมายถึงแอปพลิเคชันหรือระบบปฏิบัติการนั้นอยู่ในเวอร์ชันที่ 2.1 หรือ 10.15 ตามลำดับ การระบุเวอร์ชันช่วยให้ผู้ใช้ทราบว่ากำลังใช้งานซอฟต์แวร์ตัวไหนอยู่ และช่วยให้นักพัฒนาสามารถติดตาม แก้ไขข้อผิดพลาด หรือเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ ในแต่ละเวอร์ชันได้ ความหมายและการใช้งาน “Ver” ย่อมาจากคำว่า “Version” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า “รุ่น” หรือ “ฉบับ” ในภาษาไทย เมื่อใช้ในบริบทของซอฟต์แวร์หรือผลิตภัณฑ์ดิจิทัล จะหมายถึงการแบ่งระดับการพัฒนาหรือการปรับปรุงผลิตภัณฑ์นั้นๆ ออกเป็นส่วนๆ โดยแต่ละเวอร์ชันอาจมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขข้อผิดพลาด เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ หรือปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น ตัวอย่างการใช้งาน เรามักจะพบคำว่า “Ver” ได้ในหลายๆ สถานการณ์ เช่น: ในแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน:…

  • "Margins” แปลว่า

    “Margins” เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลตรงตัวในภาษาไทยได้ว่า “ส่วนที่เว้นไว้” หรือ “ขอบ” โดยทั่วไปแล้ว มักจะหมายถึง พื้นที่ว่างที่ถูกเว้นไว้รอบๆ ขอบของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้ากระดาษ เอกสาร รูปภาพ หรือแม้แต่ในเชิงธุรกิจก็สามารถหมายถึง “ส่วนต่างของกำไร” ได้เช่นกัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Margins” บ่อยครั้งเวลาที่เราทำงานเอกสารต่างๆ เช่น การตั้งค่า margins ใน Microsoft Word เพื่อเว้นที่ว่างด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวาของหน้ากระดาษ หรือเวลาที่เราจัดรูปภาพลงในเอกสาร เราก็อาจจะปรับ margins เพื่อให้รูปภาพดูสวยงามและไม่ชิดขอบจนเกินไป นอกจากนี้ ในแวดวงธุรกิจ คำว่า “Margins” อาจหมายถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท โดยดูจากส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนสินค้าหรือบริการ ความหมายและการใช้งาน “Margins” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ พื้นที่ว่างรอบขอบ: ส่วนที่เว้นไว้รอบๆ ขอบของวัตถุต่างๆ เช่น ขอบกระดาษ, ขอบรูปภาพ, ขอบหน้าจอ ส่วนต่างของกำไร (ทางธุรกิจ): ผลต่างระหว่างรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการกับต้นทุนในการผลิตหรือจัดหาสินค้านั้นๆ ตัวอย่างการใช้งาน เอกสาร:…

  • "Decided” แปลว่า

    คำว่า “Decided” เป็นคำกริยาในภาษาอังกฤษ มีความหมายว่า “ตัดสินใจแล้ว” หรือ “ได้ตัดสินใจ” เป็นการบอกว่าได้มีการเลือกหรือตัดสินใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้ว เป็นการกระทำที่เสร็จสิ้นลงแล้ว ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Decided” เพื่อสื่อสารว่าเราได้เลือกหรือตัดสินใจเกี่ยวกับแผนการต่างๆ เช่น การเลือกร้านอาหาร การวางแผนการเดินทาง หรือการตัดสินใจเรื่องสำคัญในชีวิต เมื่อเราบอกว่า “I’ve decided” หมายความว่าเราได้คิดไตร่ตรองและเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งแล้ว ไม่ได้ลังเลอีกต่อไป ความหมายและการใช้งาน “Decided” มาจากกริยา “decide” ที่แปลว่า “ตัดสินใจ” เมื่อเติม “-ed” เข้าไป จะกลายเป็นรูปอดีต (past tense) หรือ Past Participle ซึ่งใช้เพื่อบอกว่าการตัดสินใจนั้นได้เกิดขึ้นและเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว สามารถใช้ได้ทั้งในรูปของประโยคบอกเล่า ประโยคคำถาม หรือประโยคปฏิเสธในอดีต ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น: “I have decided to go to the concert.” (ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะไปดูคอนเสิร์ต) “She decided to…

  • "Relationship” แปลว่า

    คำว่า “Relationship” ในภาษาไทยมีความหมายถึง “ความสัมพันธ์” ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยง ความผูกพัน หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล สิ่งของ เหตุการณ์ หรือแนวคิดต่างๆ โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพูดถึง “relationship” มักจะหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน เช่น ความสัมพันธ์แบบเพื่อน คนรัก ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “relationship” ในหลากหลายบริบท เช่น เมื่อเราพูดถึงความสัมพันธ์ที่กำลังพัฒนาขึ้นระหว่างคนสองคนที่เพิ่งรู้จักกัน หรือเมื่อเราพูดถึงความสัมพันธ์ที่ยาวนานและมั่นคงในครอบครัว หรือแม้กระทั่งเมื่อเราพูดถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างบริษัทต่างๆ การมี “relationship” ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ความหมายและการใช้งาน “Relationship” หมายถึง สภาวะของการเชื่อมโยงหรือผูกพันกันระหว่างสองสิ่งหรือมากกว่านั้น ในบริบทของมนุษย์ มักหมายถึงความรู้สึก การปฏิสัมพันธ์ และการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างบุคคล ตัวอย่าง “They have a close relationship.” (พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน) “Building a good relationship with clients is important for business.”…

  • "Button” แปลว่า

    คำว่า “Button” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ ว่า “ปุ่ม” ซึ่งหมายถึงส่วนที่ใช้ในการกด สัมผัส หรือกระตุ้นให้เกิดการทำงานบางอย่าง โดยทั่วไปแล้วเราจะพบเห็น “Button” ได้ในหลากหลายบริบท ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงส่วนประกอบบนหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ในชีวิตประจำวัน เราใช้ “Button” อยู่เสมอโดยอาจไม่รู้ตัว เช่น ปุ่มเปิด-ปิดไฟ ปุ่มกดลิฟต์ ปุ่มกดบนรีโมทโทรทัศน์ หรือแม้แต่ปุ่มต่างๆ บนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ หรือปุ่มที่เราต้องกดเพื่อโต้ตอบกับแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เช่น ปุ่ม “ส่ง” ข้อความ ปุ่ม “บันทึก” ข้อมูล หรือปุ่ม “กดเพื่อดำเนินการต่อ” เพื่อไปยังหน้าถัดไป การทำงานของ “Button” เหล่านี้ล้วนมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถควบคุมหรือสั่งการอุปกรณ์หรือโปรแกรมต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ความหมายและการใช้งาน “Button” หมายถึง สัญลักษณ์หรือส่วนที่ถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้กดเพื่อสั่งการให้ระบบหรืออุปกรณ์ทำงานตามที่ตั้งใจไว้ เช่น ในทางกายภาพ คือปุ่มต่างๆ บนเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือในทางดิจิทัล คือปุ่มบนหน้าจออินเทอร์เฟซต่างๆ ตัวอย่างการใช้งาน ตัวอย่างเช่น ปุ่ม “Play” บนเครื่องเล่นเพลง ปุ่ม “Send”…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *