"Eligible” แปลว่า

คำว่า “Eligible” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สามารถใช้ได้ในหลากหลายบริบท ตั้งแต่การสมัครงาน การเข้าร่วมกิจกรรม ไปจนถึงการได้รับสิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Eligible” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อเราต้องการสมัครงาน บริษัทอาจระบุว่า “Only eligible candidates will be contacted” ซึ่งหมายความว่า จะติดต่อกลับเฉพาะผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเท่านั้น หรือในการรับสิทธิ์ส่วนลดต่างๆ เช่น “Students are eligible for a 10% discount” หมายถึง นักเรียนมีสิทธิ์ได้รับส่วนลด 10% หรือแม้แต่ในการขอสินเชื่อ ธนาคารก็จะพิจารณาว่าผู้กู้มีคุณสมบัติ “eligible” หรือไม่ก่อนอนุมัติ

ความหมายและการใช้งาน

โดยทั่วไป “Eligible” แปลว่า “มีสิทธิ์” หรือ “มีคุณสมบัติเหมาะสม” โดยมีความหมายที่เน้นย้ำถึงการมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ เพื่อให้สามารถได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือสามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “Are you eligible for this scholarship?” (คุณมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะได้รับทุนการศึกษานี้หรือไม่?)
  • “The company is looking for eligible employees to join the new project.” (บริษัทกำลังมองหาพนักงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเข้าร่วมโครงการใหม่)
  • “Only members aged 18 and above are eligible to vote.” (เฉพาะสมาชิกที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียง)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “Eligible” มักถูกใช้ในบริบทที่เป็นทางการ เช่น เอกสารสมัครงาน ข้อกำหนดการรับสมัคร เงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ หรือการพิจารณาคุณสมบัติในการเข้าร่วมกิจกรรม หรือได้รับบริการบางประเภท

คำถามที่พบบ่อย

“Eligible” กับ “Qualified” ต่างกันอย่างไร?

แม้จะมีความหมายใกล้เคียงกัน แต่ “Eligible” จะเน้นที่การมีสิทธิ์หรือคุณสมบัติเบื้องต้นที่ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้ ในขณะที่ “Qualified” จะเน้นที่ความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์ที่จำเป็นในการทำงานหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จ

ถ้าฉันได้รับอีเมลว่า “You are eligible for a bonus” หมายความว่าอย่างไร?

หมายความว่า คุณมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนดไว้ในการได้รับเงินโบนัส ซึ่งคุณจะได้พิจารณาการจ่ายโบนัสตามนั้น

Similar Posts

  • "Waiter” แปลว่า

    คำว่า “Waiter” ในภาษาไทยมีความหมายตรงตัวว่า “พนักงานเสิร์ฟ” ซึ่งหมายถึง บุคคลที่ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าในร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือสถานประกอบการที่ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม โดยทั่วไปแล้ว พนักงานเสิร์ฟจะมีหน้าที่รับออเดอร์จากลูกค้า นำอาหารและเครื่องดื่มไปเสิร์ฟที่โต๊ะ เก็บจานชามที่ใช้แล้ว และดูแลความเรียบร้อยของโต๊ะอาหาร รวมถึงการตอบคำถามเกี่ยวกับเมนูและการให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเห็นและใช้คำว่า “Waiter” หรือ “พนักงานเสิร์ฟ” ในบริบทของการไปรับประทานอาหารนอกบ้าน เช่น เมื่อเราเข้าไปในร้านอาหาร เราอาจจะเห็นพนักงานเสิร์ฟเดินไปมาเพื่อให้บริการลูกค้าคนอื่นๆ หรือเมื่อเราต้องการสั่งอาหาร เราก็จะเรียกพนักงานเสิร์ฟมาที่โต๊ะ นอกจากนี้ ในบางครั้ง เมื่อเราพูดถึงประสบการณ์การรับประทานอาหาร เราอาจจะกล่าวถึงการบริการของ “Waiter” ด้วย เช่น “Waiter ที่นี่บริการดีมาก” หรือ “เราต้องรอ Waiter นานพอสมควร” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำนี้ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Waiter” หมายถึง บุคคลที่ทำหน้าที่ให้บริการลูกค้าในร้านอาหาร โดยมีหน้าที่หลักคือการรับออเดอร์ นำอาหารและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ และดูแลความพึงพอใจของลูกค้าตลอดมื้ออาหาร ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อคุณไปร้านอาหาร คุณจะพบกับ “Waiter” ที่จะเข้ามาสอบถามว่าต้องการสั่งอะไร หากคุณต้องการเรียกพนักงานเสิร์ฟ คุณสามารถพูดว่า…

  • "Humidity” แปลว่า

    Humidity หรือ “ความชื้น” คือปริมาณของไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ ณ ขณะใดขณะหนึ่ง ยิ่งอากาศมีไอน้ำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความชื้นสูงเท่านั้น ซึ่งความชื้นนี้มีผลต่อความรู้สึกสบายตัวของเรา รวมถึงมีผลต่อสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆ รอบตัวเราด้วย ในชีวิตประจำวัน เรามักจะสัมผัสได้ถึงความชื้นอยู่เสมอ เช่น ในวันที่อากาศร้อนอบอ้าว เราอาจจะรู้สึกเหนียวตัว เหงื่อออกง่าย นั่นเป็นเพราะอากาศมีความชื้นสูง ทำให้เหงื่อระเหยได้ช้าลง หรือในฤดูฝน เราจะรู้สึกว่าอากาศเย็นสบายขึ้น แต่ก็อาจจะรู้สึกอับๆ ได้บ้าง เพราะความชื้นในอากาศมีปริมาณมาก นอกจากนี้ ความชื้นยังมีผลต่อการเก็บรักษาอาหาร เสื้อผ้า หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วย ความหมายและการใช้งาน Humidity หมายถึง ปริมาณไอน้ำในอากาศ ซึ่งสามารถวัดได้หลายรูปแบบ เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ที่บอกเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าอากาศสามารถอุ้มไอน้ำได้มากแค่ไหนเมื่อเทียบกับปริมาณสูงสุดที่อากาศนั้นจะอุ้มได้ที่อุณหภูมิเดียวกัน หรือความชื้นสัมบูรณ์ (Absolute Humidity) ที่บอกถึงมวลของไอน้ำในปริมาณอากาศที่กำหนด ตัวอย่างการใช้งาน เรามักจะได้ยินคำว่า “Humidity” ในข่าวพยากรณ์อากาศ เช่น “วันนี้มี Humidity สูง ทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าว” หรือ “ความชื้นในอากาศช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 70%”…

  • "มอนิ่ง” แปลว่า

    คำว่า “มอนิ่ง” (Morning) เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้กันแพร่หลายในภาษาไทย เพื่อสื่อถึงช่วงเวลาเช้า หรือการทักทายกันในช่วงเช้า เป็นคำที่เข้าใจง่ายและนิยมใช้กันในชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคนพูดคำว่า “มอนิ่ง” ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อเจอเพื่อนร่วมงานในตอนเช้า ก็จะทักทายกันว่า “มอนิ่งครับ/ค่ะ” หรือเมื่อเห็นโพสต์บนโซเชียลมีเดียในช่วงเช้า ก็อาจจะเห็นคำว่า “Good Morning” หรือ “มอนิ่ง” เป็นคำทักทาย หรือแม้แต่การส่งข้อความหากันในตอนเช้า ก็อาจจะเริ่มต้นด้วยคำนี้เพื่อให้ดูเป็นกันเองและทันสมัย ความหมายและการใช้งาน คำว่า “มอนิ่ง” มาจากภาษาอังกฤษว่า “Morning” ซึ่งมีความหมายว่า “เช้า” หรือ “รุ่งเช้า” ในภาษาไทย เมื่อนำมาใช้เป็นคำทักทายในภาษาไทย มักจะหมายถึง “สวัสดีตอนเช้า” เป็นการแสดงความปรารถนาดีและเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความเป็นมิตร ตัวอย่างการใช้งาน เมื่อเจอเพื่อนที่ทำงานตอนเช้า: “มอนิ่งนะ!” ในข้อความแชท: “มอนิ่งครับ ส่งการบ้านแล้วนะ” โพสต์โซเชียลมีเดีย: “อรุณสวัสดิ์ทุกคน! #มอนิ่ง” บริบทและการใช้ทั่วไป คำว่า “มอนิ่ง” ถูกใช้ในบริบทที่ไม่เป็นทางการมากนัก โดยเฉพาะในกลุ่มเพื่อนฝูง คนรู้จัก หรือเพื่อนร่วมงานที่สนิทสนม การใช้คำนี้ช่วยให้การทักทายดูสดใส…

  • "What’s” แปลว่า

    คำว่า “What’s” เป็นรูปย่อของ “What is” หรือ “What has” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้ในการตั้งคำถาม หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของประโยคเพื่อสอบถามเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว “What’s” จะใช้ในภาษาพูดและภาษาเขียนที่ไม่เป็นทางการมากนัก เพื่อให้การสื่อสารกระชับและรวดเร็วขึ้น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอการใช้ “What’s” บ่อยครั้งในสถานการณ์ต่างๆ เช่น เมื่อต้องการถามชื่อคนหรือสิ่งของ เช่น “What’s your name?” (ชื่ออะไรของคุณ) หรือ “What’s that?” (นั่นคืออะไร) หรือเมื่อต้องการถามเกี่ยวกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ เช่น “What’s happening?” (เกิดอะไรขึ้น) หรือ “What’s the plan?” (แผนคืออะไร) การใช้ “What’s” ช่วยให้บทสนทนาดูเป็นธรรมชาติและไม่แข็งทื่อเหมือนการใช้ “What is” เต็มๆ ความหมายและการใช้งาน โดยหลักแล้ว “What’s” ทำหน้าที่เหมือนกับ “What is” หรือ “What has”…

  • "Pets” แปลว่า

    คำว่า “Pets” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “สัตว์เลี้ยง” ครับ เป็นคำที่ใช้เรียกสัตว์ที่เรานำมาเลี้ยงไว้ในบ้านหรือในครอบครอง เพื่อเป็นเพื่อน คลายเหงา หรือเพื่อความเพลิดเพลินต่างๆ สัตว์เลี้ยงสามารถเป็นได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสุนัข แมว นก ปลา กระต่าย หรือแม้กระทั่งสัตว์แปลกๆ บางชนิด ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “Pets” หรือ “สัตว์เลี้ยง” เมื่อพูดถึงสัตว์ที่เราดูแล เช่น เวลาไปซื้ออาหารสัตว์ หรือเวลาพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับสัตว์ที่บ้าน เราอาจจะบอกว่า “I have two pets, a dog and a cat.” (ฉันมีสัตว์เลี้ยงสองตัว คือหมากับแมว) หรือเวลาไปคลินิกสัตว์ เราก็จะบอกว่าพาสัตว์เลี้ยงไปหาหมอ เป็นต้น คำนี้เป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมปัจจุบันที่ผู้คนนิยมเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Pets” หมายถึง สัตว์ที่ถูกนำมาเลี้ยงโดยมนุษย์ โดยทั่วไปมักจะเป็นสัตว์ที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ มีที่อยู่อาศัย อาหาร และการรักษาพยาบาลที่ดี มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเพื่อน คลายเหงา สร้างความสุข หรือบางครั้งก็เพื่อการฝึกฝน…

  • "Feel” แปลว่า

    คำว่า “Feel” ในภาษาอังกฤษ สามารถแปลเป็นภาษาไทยได้หลากหลายความหมาย ขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ แต่โดยทั่วไปแล้วมักจะหมายถึง “ความรู้สึก” หรือ “การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส” ค่ะ ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่า “Feel” ในการอธิบายถึงอารมณ์ สภาพร่างกาย หรือการรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น รู้สึกดี รู้สึกแย่ รู้สึกหนาว รู้สึกร้อน หรือแม้กระทั่งการรับรู้ถึงบรรยากาศของสถานที่นั้นๆ ค่ะ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Feel” สามารถแบ่งการใช้งานออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้: ความรู้สึกทางอารมณ์: ใช้บอกถึงสภาวะทางจิตใจ เช่น Feel happy (รู้สึกมีความสุข), Feel sad (รู้สึกเศร้า), Feel excited (รู้สึกตื่นเต้น), Feel tired (รู้สึกเหนื่อย) ความรู้สึกทางกายภาพ: ใช้บอกถึงการรับรู้ทางร่างกาย เช่น Feel cold (รู้สึกหนาว), Feel hot (รู้สึกร้อน), Feel pain…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *