"Section” แปลว่า

คำว่า “Section” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ส่วน” หรือ “ตอน” ค่ะ เป็นคำที่ใช้แบ่งหรือระบุส่วนต่างๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหา เอกสาร หรือแม้กระทั่งพื้นที่

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Section” บ่อยครั้ง เช่น ในการอ่านหนังสือที่แบ่งเป็นบทๆ หรือส่วนย่อยๆ หรือเวลาที่ต้องกรอกแบบฟอร์มที่แบ่งเป็นส่วนๆ ให้เรากรอกข้อมูลตามหัวข้อที่กำหนด นอกจากนี้ ในการประชุมหรือการนำเสนอ ก็อาจมีการแบ่งเนื้อหาออกเป็น section ต่างๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นค่ะ

ความหมายและการใช้งาน

โดยทั่วไป “Section” หมายถึง ส่วนย่อยที่ถูกแบ่งออกมาจากส่วนที่ใหญ่กว่า เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ การอ้างอิง หรือการทำความเข้าใจ ในบริบทต่างๆ ความหมายอาจจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่แก่นหลักคือการแบ่งเป็นส่วนๆ ค่ะ

ตัวอย่างการใช้งาน

1. ในเอกสาร/หนังสือ: “Please turn to Section 3 in the manual.” (กรุณาเปิดไปที่ Section 3 ในคู่มือ) หมายถึง ให้เปิดไปที่ส่วนที่ 3 ของคู่มือ

2. ในแบบฟอร์ม: “Please fill out the personal information section.” (กรุณากรอกส่วนข้อมูลส่วนตัว) หมายถึง ให้กรอกข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัว

3. ในเว็บไซต์: “Scroll down to the contact section.” (เลื่อนลงไปที่ส่วนติดต่อเรา) หมายถึง ให้เลื่อนหน้าเว็บลงไปที่ส่วนที่แสดงข้อมูลการติดต่อ

บริบทที่พบบ่อย

คำว่า “Section” นิยมใช้ในบริบทที่เป็นทางการ หรือเมื่อต้องการแบ่งเนื้อหาหรือข้อมูลออกเป็นส่วนๆ อย่างชัดเจน เพื่อความเป็นระเบียบและง่ายต่อการสื่อสาร เช่น ในตำราเรียน คู่มือการใช้งาน รายงาน หรือกฎหมาย

🔷 FAQ SECTION

“Section” ต่างจาก “Part” อย่างไร?

โดยทั่วไป “Section” มักจะหมายถึงส่วนย่อยภายใน “Part” ที่ใหญ่กว่า หรือใช้แบ่งเนื้อหาที่ต่อเนื่องกัน ส่วน “Part” อาจจะหมายถึงส่วนที่ใหญ่กว่า หรือเป็นการแบ่งเนื้อหาหลักๆ ออกเป็นส่วนๆ ที่ค่อนข้างอิสระจากกัน แต่ในบางครั้งก็สามารถใช้แทนกันได้ ขึ้นอยู่กับบริบทค่ะ

“Section” สามารถใช้กับสิ่งของได้หรือไม่?

ได้ค่ะ สามารถใช้ “Section” กับสิ่งของได้ในความหมายของส่วนประกอบ หรือส่วนที่แบ่งออกมา เช่น “This car has a separate trunk section.” (รถคันนี้มีส่วนเก็บสัมภาระที่แยกออกมาต่างหาก) แต่การใช้งานในลักษณะนี้อาจจะไม่พบบ่อยเท่ากับการใช้กับเนื้อหาหรือข้อมูลค่ะ

Similar Posts

  • "Employees” แปลว่า

    คำว่า “Employees” ในภาษาไทยหมายถึง “ลูกจ้าง” หรือ “พนักงาน” ครับ เป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่ทำงานให้กับนายจ้างหรือองค์กร โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง หรือสวัสดิการต่างๆ ตามข้อตกลง ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “พนักงาน” หรือ “ลูกจ้าง” เพื่ออ้างถึงคนที่ทำงานในบริษัท ร้านค้า หรือหน่วยงานต่างๆ เช่น เวลาเราไปซื้อของที่ห้าง ก็จะเจอ “พนักงาน” ขายคอยให้บริการ หรือเวลาเราไปติดต่อราชการ ก็จะเจอ “เจ้าหน้าที่” ซึ่งก็คือ “พนักงาน” ของหน่วยงานนั้นๆ นั่นเองครับ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Employees” มาจากภาษาอังกฤษ โดย “Employ” หมายถึง การจ้างงาน และ “-ees” เป็นส่วนเติมท้ายที่บ่งบอกถึงผู้ถูกกระทำ หรือผู้ที่ได้รับผลของการกระทำนั้นๆ ดังนั้น “Employees” จึงหมายถึง ผู้ที่ถูกจ้างงาน หรือผู้ที่ทำงานให้กับผู้อื่นนั่นเองครับ ตัวอย่างการใช้งาน บริษัทของเรามี Employees มากกว่า 100 คน…

  • "Waiting” แปลว่า

    คำว่า “Waiting” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง การรอคอย หรือการอยู่ในสภาวะที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์ที่คาดหวังขึ้น เป็นการใช้เวลาเพื่อให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น หรือเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ในชีวิตประจำวัน เราใช้คำว่า “Waiting” บ่อยครั้งในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การรอรถประจำทาง การรอคิวซื้อของ การรอเพื่อน การรอผลสอบ หรือแม้กระทั่งการรอให้ถึงวันหยุด การรอคอยอาจมีความรู้สึกหลากหลายปะปนกันไป ทั้งความอดทน ความกระตือรือร้น หรือบางครั้งก็อาจมีความเบื่อหน่ายผสมอยู่ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังรออะไร และคาดหวังมากน้อยเพียงใด ความหมายและการใช้งาน โดยพื้นฐานแล้ว “Waiting” คือการคงอยู่ในสภาวะหนึ่งๆ โดยที่ยังไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ หรือยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่คาดหวัง เป็นช่วงเวลาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สำคัญ หรือก่อนที่จะได้รับคำตอบ ตัวอย่างการใช้งาน คุณอาจจะได้ยินคนพูดว่า “I’m waiting for the bus.” ซึ่งหมายถึง “ฉันกำลังรอรถประจำทางอยู่” หรือ “Please be patient, we are waiting for the results.” หมายถึง “กรุณาอดทนหน่อย เรากำลังรอผลลัพธ์อยู่” ในอีกกรณีหนึ่ง…

  • "Surprise” แปลว่า

    คำว่า “Surprise” ในภาษาอังกฤษ แปลว่า “สิ่งที่ไม่คาดคิด” หรือ “การทำให้ประหลาดใจ” เป็นคำที่ใช้เมื่อมีบางสิ่งเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว หรือเป็นการกระทำที่ทำให้คนอื่นรู้สึกแปลกใจ ตื่นเต้น หรือดีใจ โดยที่เขาไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Surprise” บ่อยๆ โดยเฉพาะในบริบทของการจัดงานเลี้ยงวันเกิด ที่เพื่อนๆ จะรวมตัวกันมาเซอร์ไพรส์เจ้าของวันเกิด หรืออาจจะเป็นการได้รับของขวัญที่ไม่คาดคิด การเจอเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ หรือแม้แต่การได้รับข่าวดีที่ไม่ทันตั้งตัว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสถานการณ์ที่ใช้คำว่า “Surprise” ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Surprise” สามารถใช้ได้ทั้งเป็นคำนาม (สิ่งที่ไม่คาดคิด) และคำกริยา (ทำให้ประหลาดใจ) ความหมายหลักๆ คือ การทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใจเนื่องจากสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ตัวอย่าง “Happy Birthday! Surprise!” (สุขสันต์วันเกิด! เซอร์ไพรส์!) – ใช้เมื่อต้องการเซอร์ไพรส์เพื่อนในวันเกิด “That was a big surprise.” (นั่นเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก) – ใช้พูดถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด “She surprised him with…

  • "เมี่ยง” แปลว่า

    คำว่า “เมี่ยง” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ การห่อหรือการปรุงอาหารด้วยใบไม้สด โดยทั่วไปมักจะหมายถึงอาหารว่างหรืออาหารจานหลักที่มีลักษณะการรับประทานโดยการนำเครื่องต่างๆ มาห่อด้วยใบผักสด แล้วรับประทานพร้อมกันทั้งหมดในคำเดียว เป็นการผสมผสานรสชาติและเนื้อสัมผัสที่หลากหลายได้อย่างลงตัว ในชีวิตประจำวัน “เมี่ยง” มักถูกนำไปใช้เรียกอาหารหลากหลายประเภทที่ใช้วิธีการห่อรับประทาน เช่น เมี่ยงคำ ซึ่งเป็นเมี่ยงที่มีชื่อเสียงที่สุด ประกอบด้วยเครื่องหลากหลายชนิด เช่น มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง ขิง หอมแดง มะนาว พริก และราดด้วยน้ำเมี่ยงรสหวานเค็มกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีเมี่ยงอื่นๆ เช่น เมี่ยงปลาทู เมี่ยงลาบ หรือแม้แต่เมนูที่ประยุกต์ใช้ เช่น เมี่ยงสดต่างๆ ที่มักจะพบเห็นได้ตามร้านอาหาร หรือเป็นเมนูที่นิยมทำรับประทานกันในครอบครัว ความหมายและการใช้งาน คำว่า “เมี่ยง” หมายถึง การนำเอาส่วนประกอบต่างๆ ที่เตรียมไว้มาห่อรวมกันด้วยใบไม้สด เช่น ใบชะพลู ใบทองหลาง หรือใบทองกวาว แล้วรับประทานเป็นคำๆ การห่อนี้ช่วยคงความสดใหม่ของเครื่องต่างๆ และยังเพิ่มความหอมสดชื่นจากใบไม้ที่ใช้ห่อ การใช้งานในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารว่าง อาหารเรียกน้ำย่อย หรือแม้แต่อาหารจานหลักบางประเภท ตัวอย่าง เมี่ยงคำ: เป็นเมี่ยงที่นิยมมากที่สุด ประกอบด้วยเครื่องหลากหลาย เช่น…

  • "Competencies” แปลว่า

    คำว่า “Competencies” เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหลากหลายวงการ โดยเฉพาะในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การพัฒนาองค์กร และการศึกษา โดยมีความหมายตรงตัวว่า “สมรรถนะ” หรือ “คุณสมบัติ” ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานหรือการบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ในชีวิตประจำวัน เราอาจจะไม่ได้ใช้คำว่า “Competencies” โดยตรงบ่อยนัก แต่เรามักจะพูดถึงสิ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกัน เช่น “ทักษะ” “ความสามารถ” “ความเชี่ยวชาญ” หรือ “คุณสมบัติ” ที่คนๆ หนึ่งมี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญของ “Competencies” ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราพูดถึงการสมัครงาน บริษัทมักจะมองหา “Competencies” ที่ตรงกับตำแหน่งงานนั้นๆ เช่น ทักษะการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา หรือความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ความหมายและการใช้งาน “Competencies” หมายถึง ชุดของความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skills) และทัศนคติ (Attitudes) ที่ส่งผลให้บุคคลสามารถปฏิบัติงานหรือกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น สมรรถนะหลัก (Core Competencies) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในองค์กรควรมีเหมือนกัน และสมรรถนะเฉพาะทาง (Functional/Technical Competencies)…

  • "Corner” แปลว่า

    คำว่า “Corner” ในภาษาไทยมีความหมายโดยทั่วไปว่า “มุม” หรือ “ส่วนที่แหลม” ซึ่งหมายถึงจุดที่เส้นสองเส้นมาบรรจบกัน หรือบริเวณที่พื้นผิวสองส่วนมาชนกัน โดยสามารถใช้ได้ทั้งในความหมายที่เป็นรูปธรรม เช่น มุมห้อง มุมถนน หรือในความหมายที่เป็นนามธรรม เช่น มุมมอง หรือโอกาส ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Corner” ถูกนำไปใช้ในบริบทต่างๆ เช่น การพูดถึงตำแหน่งของร้านค้า “ร้านกาแฟอยู่ตรงหัวมุมถนนพอดี” หรือการอธิบายสิ่งของ “ระวังสะดุดมุมโต๊ะนะ” นอกจากนี้ยังอาจหมายถึงโอกาสหรือจังหวะที่ดี เช่น “เขาคว้า Corner นั้นไว้ได้ทัน” ซึ่งหมายถึงการไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Corner” สามารถแปลได้หลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบท: มุม: ใช้เรียกบริเวณที่เส้นสองเส้นมาบรรจบกัน เช่น มุมห้อง (room corner), มุมถนน (street corner) ส่วนที่แหลม: ส่วนของวัตถุที่มีลักษณะแหลมคม หรือเป็นมุม โอกาส/จังหวะ: ในบางครั้งอาจใช้ในเชิงเปรียบเทียบ หมายถึงโอกาสหรือจังหวะที่สำคัญ ตัวอย่างการใช้งาน รูปธรรม: “เรานัดเจอกันที่ Corner ของตึก…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *