"ทรมาน” แปลว่า

คำว่า “ทรมาน” ในภาษาไทยมีความหมายตรงตัวว่า การทำให้เจ็บปวด ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจ หรือได้รับความเดือดร้อนอย่างยิ่ง

ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “ทรมาน” เพื่ออธิบายถึงความรู้สึกที่เจ็บปวด หรือความยากลำบากที่ต้องเผชิญ เช่น เมื่อรู้สึกป่วยหนักจนทนไม่ไหว ก็อาจจะบอกว่า “ป่วยจนทรมาน” หรือเมื่อต้องเจอสถานการณ์ที่บีบคั้น กดดัน หรือทำร้ายจิตใจอย่างต่อเนื่อง ก็อาจจะกล่าวได้ว่า “ชีวิตช่วงนี้มันทรมานเหลือเกิน” นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ในบริบทของการลงโทษ หรือการทำให้ผู้อื่นเจ็บปวดเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างได้ด้วย

ความหมายและการใช้งาน

คำว่า “ทรมาน” หมายถึง การทำให้เกิดความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจอย่างรุนแรง เป็นการสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น สามารถใช้ได้ทั้งในความหมายตรงตัว คือ การลงโทษหรือทำร้ายร่างกาย และในความหมายเปรียบเปรย คือ การเผชิญกับความยากลำบาก ความกดดัน หรือความทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส

ตัวอย่างการใช้งาน

  • “อากาศร้อนจัด ทำให้ฉันรู้สึกทรมานมาก” (หมายถึง ร้อนจนทนไม่ไหว)
  • “การถูกเพื่อนล้อเลียนอยู่เสมอ ทำให้เขารู้สึกทรมานใจ” (หมายถึง เจ็บปวดทางจิตใจ)
  • “นักโทษถูกทรมานเพื่อเค้นเอาข้อมูล” (หมายถึง การทำร้ายร่างกายเพื่อให้ได้ข้อมูล)

บริบทที่ใช้บ่อย

คำว่า “ทรมาน” มักถูกใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับความเจ็บปวด ความทุกข์ การลงโทษ หรือสถานการณ์ที่ยากลำบากมากๆ อาจพบได้ในข่าว บทความ หรือการสนทนาทั่วไปเมื่อต้องการเน้นย้ำถึงความรุนแรงของความเจ็บปวดหรือความทุกข์ที่เกิดขึ้น

“ทรมาน” หมายถึงอะไร?

คำว่า “ทรมาน” หมายถึง การทำให้เจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดความทุกข์อย่างแสนสาหัส

เราใช้คำว่า “ทรมาน” ในสถานการณ์ใดบ้าง?

เราใช้คำว่า “ทรมาน” เมื่อรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงทางร่างกาย เช่น ตอนป่วยหนัก หรือเมื่อต้องเผชิญกับความทุกข์ ความกดดัน หรือความยากลำบากทางจิตใจอย่างต่อเนื่อง

“ทรมาน” กับ “เจ็บปวด” ต่างกันอย่างไร?

โดยทั่วไป “เจ็บปวด” เป็นคำที่กว้างกว่า สามารถหมายถึงความรู้สึกไม่สบายกายหรือใจในระดับต่างๆ ได้ แต่ “ทรมาน” จะมีความหมายที่รุนแรงกว่า เน้นถึงความเจ็บปวดหรือความทุกข์ที่ทนได้ยาก หรือถึงขีดสุด

Similar Posts

  • "Obligation” แปลว่า

    คำว่า “Obligation” ในภาษาไทยมีความหมายว่า “ภาระผูกพัน” หรือ “ข้อผูกมัด” โดยทั่วไปแล้วหมายถึงสิ่งที่บุคคลหนึ่งมีหน้าที่ต้องทำตามกฎหมาย สัญญา หรือศีลธรรม เป็นสิ่งที่ต้องรับผิดชอบและปฏิบัติให้สำเร็จ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะพบเจอคำว่า “Obligation” ได้ในหลายสถานการณ์ เช่น เมื่อเราทำสัญญาซื้อขาย เรามี obligation ที่จะต้องจ่ายเงิน และผู้ขายก็มี obligation ที่จะต้องส่งมอบสินค้าให้เรา หรือเมื่อเราเป็นหนี้ใคร เราก็มี obligation ที่จะต้องชำระคืนเงินกู้ นอกจากนี้ ยังอาจหมายถึงหน้าที่ที่ต้องทำตามความรับผิดชอบทางสังคม หรือหน้าที่ต่อครอบครัว เช่น พ่อแม่มี obligation ที่จะต้องดูแลลูก หรือลูกก็มี obligation ที่จะต้องดูแลพ่อแม่เมื่อท่านแก่ชรา ความหมายและการใช้งาน Obligation หมายถึง หน้าที่ หรือความรับผิดชอบที่ต้องปฏิบัติ อาจเกิดจากกฎหมาย สัญญา หรือข้อตกลงต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาระผูกพันต่อบุคคลหรือองค์กร ตัวอย่าง การจ่ายภาษีเป็น obligation ของพลเมืองทุกคน บริษัทมี obligation ตามสัญญาที่จะส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า การให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากอาจถือเป็น moral obligation…

  • "Mapping” แปลว่า

    “Mapping” เป็นคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่โดยทั่วไปแล้วจะหมายถึง “การทำแผนที่” หรือ “การสร้างแผนที่” ครับ โดยมีความหมายครอบคลุมถึงกระบวนการในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วนำมาแสดงผลในรูปแบบของแผนผัง หรือแผนที่ เพื่อให้เข้าใจลักษณะทางกายภาพ หรือข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นๆ ได้ง่ายขึ้น ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอกับคำว่า “Mapping” ในบริบทที่หลากหลายครับ เช่น เวลาที่เราใช้แอปพลิเคชันนำทางบนมือถืออย่าง Google Maps แอปนั้นกำลังทำการ mapping เส้นทางที่เราต้องการไป หรือเวลาที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ทำการสำรวจพื้นที่เพื่อสร้างโครงการต่างๆ ก็ถือเป็นการ mapping พื้นที่เช่นกัน หรือแม้กระทั่งในวงการเทคโนโลยี การ mapping ข้อมูลต่างๆ ก็มีความสำคัญ เพื่อให้ระบบสามารถประมวลผลและเชื่อมโยงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความหมายและการใช้งาน “Mapping” ในความหมายทั่วไปคือ กระบวนการสร้างแผนที่ ซึ่งอาจเป็นการวาดแผนที่ทางภูมิศาสตร์ การแสดงตำแหน่งของสิ่งต่างๆ หรือการแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลก็ได้ ในบริบทที่กว้างขึ้น สามารถหมายถึงการจัดระเบียบหรือการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน เช่น การ mapping หน้าที่ของสมอง (Brain Mapping) หรือการ mapping เส้นทางการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างการใช้งาน การใช้แอปพลิเคชันนำทาง:…

  • "Uncle” แปลว่า

    คำว่า “Uncle” เป็นคำภาษาอังกฤษที่แปลตรงตัวว่า “ลุง” หรือ “น้าชาย” ในภาษาไทย ใช้เรียกผู้ชายที่มีอายุมากกว่าพ่อหรือแม่ หรือเป็นพี่ชายของพ่อหรือแม่ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคนเรียก “Uncle” ในหลายบริบท ไม่ได้จำกัดแค่ญาติผู้ใหญ่เท่านั้น บางครั้งอาจใช้เรียกผู้ชายที่ดูมีอายุและเราต้องการแสดงความเคารพ หรืออาจใช้เรียกเพื่อนของพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งคนที่เราไม่รู้จักแต่ต้องการสอบถามเรื่องทั่วไปอย่างสุภาพ การใช้คำว่า “Uncle” จึงมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และความสนิทสนมได้ ความหมายและการใช้งาน โดยพื้นฐานแล้ว “Uncle” หมายถึง ญาติผู้ชายที่อยู่ในรุ่นพ่อแม่ หรือพี่ชายของพ่อแม่ แต่ในทางปฏิบัติ การเรียกใครสักคนว่า “Uncle” อาจเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ชายที่อายุมากกว่าเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราไม่สนิทสนมหรือต้องการความเป็นทางการเล็กน้อย ในบางวัฒนธรรม การเรียก “Uncle” อาจใช้กับเพื่อนสนิทของครอบครัว หรือแม้กระทั่งบุคคลที่เราพบเจอในสถานการณ์ทั่วไปที่ต้องการความเป็นมิตรและสุภาพ ตัวอย่างการใช้งาน “My Uncle lives in Chiang Mai.” (คุณลุงของฉันอยู่ที่เชียงใหม่) “Excuse me, Uncle, could you tell me the way to the…

  • "Person” แปลว่า

    คำว่า “Person” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง บุคคล หรือ คน นั่นเองค่ะ เป็นคำนามที่ใช้เรียกแทนตัวผู้คนโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นใคร เพศอะไร หรือมีสถานะอย่างไรก็ตาม ในชีวิตประจำวัน เรามักจะได้ยินคำว่า “Person” บ่อยๆ ในบริบทต่างๆ เช่น เมื่อพูดถึงจำนวนคนในเหตุการณ์หนึ่งๆ หรือเมื่อต้องการระบุถึงตัวบุคคลเฉพาะ เช่น “There is only one person left” (เหลืออยู่แค่คนเดียว) หรือ “He is a responsible person” (เขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ) คำนี้จึงเป็นคำพื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการสื่อสารค่ะ ความหมายและการใช้งาน คำว่า “Person” แปลว่า บุคคล หรือ คน โดยทั่วไปใช้เพื่ออ้างถึงมนุษย์คนหนึ่งๆ สามารถใช้ได้กับทั้งเพศชาย เพศหญิง หรือเด็กก็ได้ เป็นคำที่ค่อนข้างเป็นกลางและครอบคลุม ตัวอย่างการใช้งาน A person of interest: บุคคลที่น่าสนใจ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบางเรื่อง…

  • "List” แปลว่า

    “List” (ลิสต์) เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้กันแพร่หลายในภาษาไทย หมายถึง การจัดลำดับ หรือการรวบรวมรายการสิ่งของต่างๆ ที่มีจำนวนหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ง่ายต่อการดู การจัดการ หรือการจดจำ โดยทั่วไปแล้ว List มักจะอยู่ในรูปแบบของรายการที่มีการเรียงลำดับ หรือแบ่งเป็นข้อๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะใช้คำว่า “List” ในหลากหลายสถานการณ์ เช่น การทำรายการสิ่งที่ต้องซื้อของ (Shopping List) การวางแผนกิจกรรม (To-do List) หรือแม้กระทั่งการจัดอันดับต่างๆ (Top List) การทำ List ช่วยให้เราไม่ลืมสิ่งสำคัญ และสามารถบริหารจัดการงานหรือข้อมูลต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ความหมายและการใช้งาน “List” หมายถึง บัญชี, รายการ, หรือการจัดลำดับของสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือมีลักษณะคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการอ้างอิงหรือดำเนินการต่อไป การใช้งานส่วนใหญ่จะเน้นที่การรวบรวมข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่และเป็นระเบียบ ตัวอย่างการใช้งาน * **Shopping List:** “เดี๋ยวจะทำ Shopping List ไว้ก่อน จะได้ไม่ลืมซื้อของเข้าบ้าน” * **To-do List:** “วันนี้มีงานเยอะมาก…

  • "Draft” แปลว่า

    คำว่า “Draft” ในภาษาไทยมีความหมายหลักๆ คือ “ฉบับร่าง” หรือ “ร่าง” ซึ่งหมายถึงเอกสาร ข้อความ หรือแผนงานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อยู่ในขั้นตอนของการจัดทำเบื้องต้น เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไขก่อนที่จะประกาศใช้จริง หรือส่งมอบให้ผู้อื่นพิจารณา ในชีวิตประจำวัน เรามักจะเจอคำว่า “Draft” ในหลายบริบท เช่น เมื่อเราเขียนอีเมล เราอาจจะบันทึกเป็น “Draft” ไว้ก่อนเพื่อกลับมาอ่านทวน หรือเมื่อนักเขียนกำลังเขียนนิยาย ก็จะมี “Draft” แรกของเรื่องก่อนที่จะขัดเกลาจนสมบูรณ์ หรือแม้แต่ในการประชุม ทีมงานอาจจะทำ “Draft” ข้อเสนอโครงการเพื่อนำมาปรึกษากันก่อนนำเสนอผู้บริหาร ความหมายและการใช้งาน “Draft” หมายถึง สิ่งที่ถูกร่างขึ้นมาเบื้องต้น ยังไม่ผ่านการตรวจสอบหรือแก้ไขอย่างละเอียด อาจจะเป็นเอกสาร รายงาน จดหมาย แผนงาน หรือแม้แต่ข้อความบนโซเชียลมีเดียที่ยังไม่ได้โพสต์ การใช้งานจึงครอบคลุมตั้งแต่เรื่องส่วนตัวไปจนถึงระดับมืออาชีพ ตัวอย่างการใช้งาน อีเมล: “ฉันบันทึกอีเมลนี้เป็น Draft ไว้ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยส่ง” (I’ll save this email as a draft for…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *